ข่าวนี้ที่ 1

| 16 มิถุนายน 2560 | 17:05

"สมคิด"ลั่นปิดจ็อบเมกะโปรเจ็ก 2.4 ล้านลบ.ปี 61 ปลุกเอกชนลงทุน

     "สมคิด" ประกาศเซ็นสัญญาก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม 2.4 ล้านลบ. ทั้งหมดภายในปี 61 เรียกความเชื่อมั่นเอกชน ขณะที่ทางกลุ่มกิจการร่วมค้า บีเอสอาร์ ประกาศตั้ง BBL เป็นแกนนำหาเงินกู้ ลุยรถไฟฟ้าสายสีชมพู-เหลือง มูลค่า 1 แสนลบ.  พร้อมเตรียมแผนทำส่วนต่อขยายสถานีเมืองทอง - รัชดา อีก 6 พันลบ. ฟากโบรกฯ ประสานเสียง กลุ่มแบงก์รับอานิสงส์เต็มๆ เชื่อจากนี้ยังมีอีกหลายโครงการให้ปล่อยกู้ ยก 4 แบงก์ใหญ่ BBL-SCB-KBANK และ KTB มีโอกาสมากสุด           
        

*** ลุยโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม 2.4 ล้านล้านบาท ภายในปี 61     
      นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในพิธีลงนามในสัญญาสัมปทาน, สัญญาว่าจ้างก่อสร้างงานโยธา, สัญญาจัดหาระบบรถไฟฟ้า และสัญญาเงินกู้โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ว่า   มั่นใจภายในปี 2561 การลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานของคมนาคม มูลค่า 2.4 ล้านล้านบาท ต้องเริ่มงานหรือเซ็นสัญญาได้ทั้งหมด เชื่อการลงทุนรถไฟฟ้าสายสีชมพู-เหลือง เป็นจุดสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชน อย่างภาคอสังหาฯ มีการลงทุนตามแน่นอน รายละเอียดดังนี้
    โดยในระยะเวลา 2 ปีนี้ หรือภายในปี 61 จะผลักดันให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคมทั้งหมด มูลค่า 2.4 ล้านล้านบาท จะต้องเริ่มงานหรือลงนามสัญญาได้ทั้งหมด เนื่องจากจะเป็นการสร้างการเคลื่อนย้ายเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ให้แก่ประเทศไทย หลังจากที่ประเทศไทยไม่มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมาเป็นเวลานานแล้ว

*** ชี้รถไฟฟ้าจะเรียกความเชื่อมั่นเอกชน 
    นายสมคิด กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู และสายสีเหลือง จะเป็นการลงทุนที่ผลักดันความเชื่อมั่นของภาคเอกชนให้กลับมาดีขึ้นโดยเฉพาะผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังซบเซา ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงการลงทุนของภาครัฐที่ได้เลื่อนโครงการออกไปเป็นเวลานานว่าสามารถทำได้จริง??ประกอบกับความไม่แน่นอนด้านการลงทุนทั่วโลกมีสูงทำให้เอเชียกลับมาเป็นกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพสูงและเป็นที่จับตาของนักลงทุน โดยมีไทยเป็นศูนย์กลาง
    โดยรถไฟฟ้าทั้งหมด 3 สาย ได้แก่ รถไฟฟ้าสีม่วงใต้ รถไฟฟ้าสีส้มตะวันตก และรถไฟฟ้าสายสีแดง จะต้องผ่านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในปีนี้ทั้งหมด รวมถึงรถไฟรางคู่ทั้งหมด 5 เส้นทาง ภายในเดือนส.ค.นี้
    สำหรับโครงการรถไฟไทย-จีน วอนอย่าคำนึงถึงเรื่องตัวเงินหรือผลตอบแทน แต่ให้มองไปที่ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเนื่องจากโครงการดังกล่าวเชื่อมต่อกับหลายประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มโครงการก่อสร้างได้ภายในก.ย.นี้
    "การลงทุนรถไฟฟ้าสายชมพูและเหลืองไม่ใช่แค่รถไฟฟ้าธรรมดาแต่เป็นการตอกย้ำว่ารัฐบาลสามารถลงทุนได้จริง ซึ่งจะทำให้ภาคเอกชนมีความเชื่อมั่นกลับมาและลงทุนเพิ่มเติม ซึ่งในช่วงที่ทั่วโลกมีความไม่แน่นอนสูงจึงเป็นโอกาสของเอเชียในการเติบโตโดยมีไทยเป็นศูนย์กลาง"นายสมคิดกล่าว

*** ตั้ง BBL เป็นแกนนำหาเงินกู้ สายสีชมพู - เหลือง  1 แสนลบ.  
     นาย คีรี กาญจนพาสน์ประธาน กลุ่มกิจการร่วมค้า บีเอสอาร์ เปิดเผยว่า โครงการรถไฟฟ้าทั้งสองสายนี้เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว หรือโมโนเรล สองสายแรกของประเทศไทย เป็นโครงการร่วมลงทุนในลักษณะ PPP Net Cost ที่เอกชนผู้ลงทุนจะต้องรับความเสี่ยงในเรื่องของผลประกอบการเอง ซึ่งจะต้องใช้เงินลงทุนรวมสองโครงการถึง เกือบ 1 แสนล้านบาท จึงได้มีการลงนามแต่งตั้งธนาคารกรุงเทพ ให้เป็นผู้นำในการจัดหาเงินกู้สนับสนุนโครงการทั้ง 2 โครงการ 
 
*** เตรียมใช้งบ 6 พันลบ. ทำส่วนต่อขยายเมืองทอง และ รัชดา     
     นาย คีรี กล่าวเสริมว่า  กลุ่มกิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ได้เสนอ ข้อเสนอเพิ่มเติมในการสร้างส่วนต่อขยายสายสีชมพู จากสถานีศรีรัช เข้าไปยังเมืองทองธานี ระยะทาง 2.8 กิโลเมตร และส่วนต่อขยายสายสีเหลือง จากสถานีรัชดา ไปเชื่อมกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่ถนนพหลโยธินบริเวณใกล้สี่แยกรัชโยธิน ระยะทาง 2.6 กิโลเมตร  โดยจะใช้งบประมาณของกลุ่มกิจการร่วมค้าบีเอสอาร์เองทั้งหมด จำนวนประมาณ  6,000 ล้านบาท 
    ขณะที่ในวันจันทร์นี้ (19 มิ.ย.60) จะเสนอเรื่องให้ รฟม. พิจารณาอนุมัติ ให้บริษัทศึกษารายละเอียดโครงการต่อขยาย สายสีเหลืองและชมพู ตามข้อเสนอพิเศษที่เคยเสนอไว้ก่อนหน้านี้ หาก รฟม. ไฟเขียว คาดใช้เวลาศึกษาและทำอีไอเอแล้วเสร็ภายใน1ปีครึ่ง คาดว่าสามารก่อสร้างส่วนต่อขยาย2สายแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการได้พร้อมกับเส้นทางหลักในปี 2563     

*** โบรกฯ มอง BBL รับประโยชน์เต็มๆ ยังมีลุ้นอีกหลายโครงการ  
    นายสุวัฒน์ บำรุงชาติอุดม นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง เปิดเผยถึงกรณีที่  BBL ได้เป็นแกนนำในการหาเงินกู้ให้กลุ่มกิจการร่วมค้า บีเอสอาร์ เพื่อทำรถไฟฟ้าสายสีชมพู และสีเหลืองว่า ประเด็นดังกล่าว จะส่งผลดีต่อภาพธุรกิจของ BBL แต่อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวคงไม่ได้มีอะไรโดดเด่น เพราะว่าเป็นเพียงการปล่อยสินเชื่อให้กับโครงการรัฐฯ เหมือนกับโครงการอื่นๆ ที่ผ่านมา  และข้อมูลที่มีก็ยังไม่ชัดเจนว่า BBL มีสัดส่วนในการปล่อยกู้เท่าไหร่ จากวงเงินทั้งหมด 1 แสนล้านบาท  
     โดยคำแนะนำต่อหุ้น BBL ในช่วงนี้คือซื้อ เนื่องจากปีนี้คาดว่าสินเชื่อเค้ายังโตได้ตามเป้าที่ 4-6% ขณะที่ราคาพื้นฐาน ยังอยู่ในระหว่างทบทวนใหม่ เนื่องจากยังมีโอกาสปล่อยกู้ได้อีกหลายโครงการ       

*** ชี้ 4 แบงก์ใหญ่รับอานิสงส์ 
    นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.อาร์เอชบี(ประเทศไทย) เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า จากการที่รัฐบาลได้เดินหน้าโครงการรถไฟฟ้าสีชมพู-เหลืองส่งผลดีต่อกลุ่มธนาคาร เนื่องจากมีความต้องการใช้สินเชื่อเป็นจำนวนมาก ซึ่งทุกธนาคารจะได้รับอานิสงส์จากโครงการดังกล่าว
    โดย 4 ธนาคารขนาดใหญ่จะได้เปรียบทางด้านฐานเงินทุน เช่น ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BBL, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB และ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK อย่างไรก็ตาม นอกจากกลุ่มธนาคารแล้วกลุ่มรับเหมาก่อสร้างก็จะได้รับอานิสงส์ไปด้วย

***ให้ BBL - KBANK เป็น Top pick 
    นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า เลือกหุ้น BBL - KBANK เป็นหุ้น Top pick เนื่องจากมีฐานลูกค้าที่ครอบคลุมอุตสาหกรรมโดยเฉพาะก่อสร้าง และ รับเหมา และ มีเงินทุนที่แข็งแกร่งรองรับการขยายสินเชื่อได้อีกมาก
    “สินเชื่อในไตรมาส 2/60 ยังชะลอตัว เพราะเป็นช่วงโลซีซั่น แต่โครงการดังกล่าวหากการลงทุนเกิดขึ้นจริง ก็คาดว่าจะเห็นได้ในไตรมาส 4/60”นายปริญญ์ กล่าว  
    ด้านนายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า สินเชื่อของธนาคารจะได้รับอานิสงส์จากโครงการดังกล่าว แต่อาจยังไม่เห็นชัดเจนทางด้านการเติบโตของสินเชื่อ เพราะโครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ และ การขอสินเชื่อไม่ได้เป็นทางออกเดียวของรัฐบาล หรือ บริษัทเอกชน ยังมีเครื่องมือในการระดมทุนอื่นๆ อีก เช่น การออกหุ้นกู้ 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด