ข่าวนี้ที่ 1

| 16 มีนาคม 2560 | 17:05

กูรูเปิดโผหุ้นดับรับดอกเบี้ยขาขึ้น ชี้แบงก์ใหญ่-ประกัน รับอานิสงส์

นักวิเคราะห์มองดอกเบี้ยเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นแล้ว หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยตามคาด ชี้กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากสุด คือ เช่าซื้อ-สื่อสาร-สายการบิน-บันเทิง เหตุมีต้นทุนดอกเบี้ยลอยตัว ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อย นำโดย วัสดุก่อสร้าง-ส่งออกอาหาร-ค้าปลีก สำหรับกลุ่มที่ได้ประโยชน์มากสุด คือ แบงก์ใหญ่-ประกัน แนะซื้อ BBL- KTB- BLA- ROBINS-TASCO- AIT- STEC

*** Fed ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด..มีโอกาสขึ้นอีก 2 ครั้งในปีนี้  
    บทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ?ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เป็นไปตามตลาดคาดคือ ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% (ที่ 0.75%)  เพราะดัชนีชี้นำเศรษฐกิจทั้งภาคการผลิตและการบริโภคยังคงแข็งแกร่ง  และเงินเฟ้อที่พุ่งสูงกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ 2%  และคาดหมายว่าในการประชุม Fed ที่เหลืออีก 6 ครั้งในปีนี้ น่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีก  2  ครั้งรวมทั้งปี 2560 ราว  0.75% เป็น  1.5% ณ สิ้นปี และในปี 2561 คาดว่าจะขึ้นอีก 3 ครั้งรวม   0.75% เป็น  2.25% ภายใต้สมมติฐานเงินเฟ้ออยู่ที่  1.9%yoy ปี 2560 และ  2.0%  ปี 2561  ขณะที่ GDP Growth อยู่ที่  2.1%  ในปี 2560-61  และอัตรการว่างงาน อยู่ที่ 4.5% ทั้ง 2 ปี  

*** ดอกเบี้ยขาขึ้นกระทบผู้มีภาระดอกเบี้ยลอยตัว
    เอเซีย พลัส ระบุว่า วัฎจักรดอกเบี้ยขาขึ้นได้เริ่มต้นแล้ว หลังจากที่สหรัฐประกาศขึ้นดอกเบี้ยไปในการประชุมรอบล่าสุด  ซึ่งแน่นอนกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาเงินทุนไหลจากต่างประเทศ ทั้งรูปการกู้ยืม และตลาดหุ้น  โดยคาดว่าจะทำให้สภาพคล่องส่วนเกินที่มีอยู่ในระดับหลายแสนล้านบาท ค่อย ๆ ลดลงในช่วงที่เหลือของปีนี้   ประกอบกับปัญหาเงินเฟ้อที่สูงขึ้นทั่วโลก จากต้นทุนราคาน้ำมันดิบโลกที่กระเตื้องขึ้นจากปีที่ผ่านมาและอยู่ในระดับที่เหลือ 50 เหรียญฯ ต่อ บาร์เรล โดยเงินเฟ้อไทย เดือนก.พ. อยู่ที่ 1.44%  เทียบกับ 1.55% เดือน ม.ค. ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 1.5% ทำให้ช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยฯกับเงินเฟ้อเริ่มลดลง
     แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นจึงกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ที่พึ่งพาการกู้ยืม และมีต้นทุนการกู้ยืมมีสัดส่วนดอกเบี้ยลอยตัวสูง   ขณะที่ผลตอบแทน / ราคาขายปรับเพิ่มไม่ได้หรือได้น้อย ได้แก่  ธุรกิจการเงินรายย่อยในกลุ่ม leasing/hire purchase เนื่องจากมีสัดส่วนของหนี้สินต่อทุนอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะบริษัทโครงสร้างต้นทุนดอกเบี้ยเป็นอัตราลอยตัวในสัดส่วนสูง คือ S11 ต้นทุนดอกเบี้ยลอยตัว 77% รองลงมาคือ ASK และ THANI ต้นทุนดอกเบี้ยลอยตัว 35% และ 30% ตามลำดับ ขณะที่ SAWAD ได้รับผลกระทบปานกลาง เนื่องจากต้นทุนดอกเบี้ยลอยตัวอยู่ที่ 28%  
    ธนาคารพาณิชย์ขนาดกลาง/เล็ก เนื่องจากสัดส่วนสินเชื่อที่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวน้อยกว่าสัดส่วนต้นทุนเงินฝากที่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว คือ BAY สัดส่วนสินเชื่อลอยตัวเพียง 4% ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายลอยตัวสูงถึง 53% ตามมาด้วย TMB สินเชื่อดอกเบี้ยลอยตัว 53% ขณะที่ต้นทุนลอยตัว 77% ถัดมาคือ KKP สินเชื่อดอกเบี้ยลอยตัว 28% ต้นทุนดอกเบี้ยลอยตัว 64% และ TISCO สินเชื่อดอกเบี้ยลอยตัวเพียง 11% ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายลอยตัว 38% ส่วน TCAP อาจจะกระทบปานกลางเพราะดอกเบี้ยสินเชื่อลอยตัว 38% ขณะที่ต้นทุนลอยตัว 45% แต่อย่างไรก็ตามดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลง กระทบต่อ NIM  มิใช่ปัจจัยกำหนดแนวโน้มกำไรอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับการปล่อยสินเชื่อของแต่ละธนาคาร ซึ่งต้องพิจารณาจากอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (Loan to Deposit Ratio) ด้วย  หากการลงทุนเดินหน้าตามแผนภาครัฐ คาดว่าน่าจะมีน้ำหนักหักล้างเรื่องดอกเบี้ยได้
    กลุ่มสื่อสาร โดยเฉพาะผู้ให้บริการมือถือ คือ DTAC และ TRUE ที่มีภาระหนี้สินส่วนหนึ่งกับสถาบันการเงินที่เป็นดอกเบี้ยลอยตัว จึงอาจจะกระทบจากดอกเบี้ยที่กำลังเปลี่ยนเป็นขาขึ้น รวมทั้งสภาวะการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่รุนแรง และต้นทุนทางการตลาดและต้นทุนใบอนุญาตที่ค่อนข้างสูง จึงทำให้รายได้เพิ่มขึ้นไม่ทันค่าใช้จ่าย ขณะที่ THCOM และ JAS ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เนื่องจากภาระหนี้สินมาจากการกู้ยืมจากสถาบันการเงินซึ่งเกินกว่าครึ่งเป็นดอกเบี้ยลอยตัว
    กลุ่มสายการบิน ด้วยลักษณะของธุรกิจที่ต้องลงทุนในฝูงบิน ทำให้ภาระหนี้ที่มีดอกเบี้ยค่อนข้างสูง โดยเฉพาะ THAI ที่มี net gearing ratio 4.6 เท่า เป็นการกู้ยืมกับสถาบันการเงิน ซึ่งมีดอกเบี้ยลอยตัวราว 40% ของหนี้สินรวม 1.67 แสนล้านบาท  ที่เหลือ 60% เป็นการหุ้นกู้ ซึ่งดอกเบี้ยคงที่  แต่ด้วยหนี้สินจำนวนมากภาระดอกเบี้ยจึงถือเป็นปัจจัยกดดันต่อเนื่อง
    กลุ่มบันเทิง   ผู้ประกอบการกลุ่มบันเทิงที่ทำธุรกิจทีวี ทั้งดิจิตอล และ ระบบสัมปทานเดิม มี Net Gearing Ratio ณ สิ้นปี 2559 สูงขึ้นจากปี 2558 มาก เนื่องจากรายได้ค่าโฆษณาที่ไม่สามารถปรับขึ้นตามต้นทุนที่สูงจากภาวการณ์แข่งขันที่รุนแรง ทั้ง BEC และ RS มี Net Gearing Ratio ที่ 0.48 เท่า และ 0.32 เท่า ตามลำดับ ยกเว้น WORK มีฐานะการเงินดีที่สุดโดย Net Gearing Ratio ลดลงจากระดับ 0.50 เท่า ในปี 2558 มาอยู่ที่ 0.38 เท่าในปี 2559 ส่วนผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์อย่าง MAJOR Net Gearing Ratio เพิ่มขึ้นจาก 0.6 เท่า ในปี 2558 มาอยู่ที่ระดับ 0.70  เท่า ในปี 2559 เนื่องจากมีการขยายโรงภาพยนตร์อย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก

***กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ได้ผลกระทบปานกลาง
    กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เพราะมี Net Gearing ค่อนข้างสูง และหนี้สินส่วนใหญ่เป็นหนี้หมุนเวียน/ระยะสั้น จึงกระทบต่อดอกเบี้ยที่ปรับตัวขึ้นในช่วงสั้น ๆ  โดยเฉพาะ ITD และ CK มี net Gearing ratio ประมาณ 2.2 และ 2 เท่า ตามลำดับ  และมีสัดส่วนสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยลอยตัวราว 61% และ 50% ตามลำดับ ซึ่งจะผันผวนตามภาวะตลาด จึงทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายแต่ละปีค่อนข้างสูง รองลงมาคือ UNIQ  ยกเว้นบริษัทรับเหมาขนาดใหญ่อย่าง  STEC ที่เป็น Net cash จึงได้รับผลกระทบจำกัด  และปลอดภัยในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ส่วนหุ้นรับเหมาก่อสร้างขนาดเล็ก  ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีฐานเงินสดสุทธิเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ STPI, BJCHI, PYLON และบางบริษัทจะมี net gearing  ต่ำมาก เช่น SYNTEC 0.11  เท่า และ SEAFCO 0.23 เท่า

*** กลุ่มที่ได้ผลกระทบน้อย
    กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ส่วนใหญ่มี Net Gearing Ratio ในระดับปานกลาง และภาระหนี้สินส่วนใหญ่เป็นดอกเบี้ยคงที่ มีลอยตัวเป็นส่วนน้อย คือ SCC, TPIPL, VNG ขณะที่ TASCO, DRT และ DCC มีภาระดอกเบี้ยจ่ายในระดับต่ำ 
    กลุ่มเหล็กและ ผลิตภัณฑ์เหล็ก  ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนส่วนใหญ่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง หรือมีฐานเป็นเงินสดสุทธิแทบทั้งสิ้น คือ MCS, TMT, SMIT
    กลุ่มส่งออกอาหาร แม้ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเน้นการซื้อลงทุนขยายกิจการในต่างประเทศ จึงมี net gearing ratio อยู่ในระดับปานกลาง  แต่สัดส่วนหนี้สินที่เป็นดอกเบี้ยลอยตัวไม่สูงมาก จึงไม่กระทบ เช่น CPF หนี้สินราว 20% เป็นหนี้สินที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัว TU หนี้สินราว 30% เป็นหนี้สินที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัว GFPT CPF หนี้สินราว 10% เป็นหนี้สินที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ยกเว้น TFG หนี้สินราว 80% เป็นหนี้สินที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัว จึงได้รับผลกระทบดอกเบี้ยขาขึ้น
    กลุ่มอสังหาริมทรัพย์  ส่วนใหญ่จะมี net gearing ratio ไม่เกิน 1 เท่า และส่วนใหญ่ก็จะกู้ยืมด้วยวิธีการออกหุ้นกู้จึงมีผลกระทบน้อย เช่น   SC  1 เท่า   SIRI 1.15  เท่า  QH 0.99  เท่า  และ  SPALI   0.9  เท่า
    กลุ่มโรงพยาบาล เพราะแม้มีความต้องการลงทุนเครื่องมือและขยายกิจการสูง แต่ก็เป็นธุรกิจที่มีกระแสเงินจากการดำเนินงานสูง (CFO หรือ Cash Flow From Operation) ทำให้การก่อหนี้สินไม่สูงมาก เช่น BCH และ BDMS มี net gearing เพียง 0.56 เท่า หรือ บางบริษัทมีฐานะเป็นเงินสดสุทธิ ได้แก่ RJH, LPH, BH และ CHG
    กลุ่มค้าปลีก ดังที่กล่าวไปเมื่อวานนี้ว่า ลักษณะธุรกิจที่มีกระแสเงินจากการดำเนินงานสูง รองรับการขยายสาขาได้อย่างสบายๆ  โดยไม่จำเป็นต้องกู้ยืมมาก คือ HMPRO, ROBINS และ  COM7 มี net gearing ratio 0.75 เท่า,  0.06,  0.15 เท่า ตามลำดับ
    กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์  ส่วนใหญ่มีฐานเป็นเงินสดสุทธิคือ DELTA, HANA, SVI จึงน่าจะได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยขาขึ้นจำกัดมาก ยกเว้น KCE แม้มี  net gearing ratio อยู่ที่ 0.36 เท่า แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
    กลุ่มยานยนต์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีโครงสร้างการเงินปลอดภัย ส่วนใหญ่มีสถานะเป็น Net Cash คือ STANLY, IRC และ PCSGH ขณะที่ IHL, AH และ SAT แม้มีภาระหนี้สิน แต่ Net Gearing ยังอยู่ระดับต่ำที่ 0.86 , 0.34 และ 0.06 เท่าตามลำดับ
    ธุรกิจโรงกลั่น และ ปิโตรเคมี ส่วนใหญ่ Net Gearing Ratio  อยู่ในระดับปานกลาง คือ น้อยกว่า 1 เท่า ยกเว้น IVL ที่สูง 1.09  เท่า เพราะนโยบายการลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะการซื้อกิจการหรือโรงงาน เพื่อขยายฐานการผลิตในต่างประเทศ โดย IRPC อยู่ที่ 0.75  เท่า ส่วน TOP และ PTTGC ต่ำเพียง 0.1 เท่า และ 0.38 เท่า ตามลำดับ และหากพิจารณาโครงสร้างสินเชื่อที่อิงกับดอกเบี้ยลอยตัวก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกับดอกเบี้ยคงที่  ยกเว้น TOP และ PTTGC ที่มีดอกเบี้ยลอยตัวน้อย ยิ่งปลอดภัยในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น 
    ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้ามี Net Gearing ค่อนข้างต่ำ เช่น RATCH มี Net Gearing ต่ำมากเพียง 0.08 เท่า 

***แบงก์ใหญ่-ประกัน ได้ประโยชน์ดอกเบี้ยขาขึ้น
    กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นน่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ คือ  BBL (FV@B197.5) สินเชื่อลอยตัว 66%  เทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากที่ลอยตัว 54%     และ KTB (FV@B20.5)  สินเชื่อลอยตัว 74% เทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากที่ลอยตัว 66%   นอกจากนี้ทั้ง 2 แห่งยังเป็น net lender ในตลาดปล่อยกู้ระหว่างธนาคาร โดย BBL ปล่อยสินเชื่อส่วนนี้  2 แสนล้านบาท หรือราว  10% ของสินเชื่อ  และ KTB  คิดเป็น 14%  ส่วนธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่เหลือได้ประโยชน์น้อย  เพราะอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อลอยตัวน้อยกว่าต้นทุนดอกเบี้ยเงินฝากลอยตัวเล็กน้อย เช่น SCB(FV@B178) มีสัดส่วน สินเชื่อลอยตัว 51% เทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากที่ลอยตัว 57% และ KBANK (FV@B232.8) สินเชื่อลอยตัว 60% เทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากที่ลอยตัว 72%   แต่คาดว่าจะปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุลไม่ยากนัก  
    ตามมาด้วยประกันชีวิต น่าจะได้ประโยชน์ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะภาระหนี้สินที่เกิดจากการถือกรมธรรม์ระยะยาว ทำให้ต้องนำเงินที่ได้ดังกล่าวไปลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนให้คุ้มค่ากับภาระหนี้สินดังกล่าว  ซึ่งตามมาตรฐานการบัญชี ภาวะดอกเบี้ยที่กำลังเปลี่ยนเป็นขาขึ้น คปภ. ได้กำหนดแนวทางในการคำนวณ มูลค่าหนี้สินที่เกิดขึ้นในอนาคต มาเป็นมูลค่าปัจจุบันสุทธิ   โดยกำหนดอัตราคิดลด โดยใช้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ย้อนหลัง 8 ไตรมาส   โดยยิ่ง  bond yield curve  ดีดตัวสูงขึ้นจะทำให้อัตราคิดลด หรือ discount rate เพิ่มขึ้น ทำให้ภาระหนี้สินลดลง และส่งผลให้ภาระค่าใช้จ่ายสำรองเบี้ยฯ ลดลง หรืออาจะมีโอกาสโอนกลับเงินสำรองเป็นรายได้ ดีต่อ BLA(FV@B60)  ส่วน THREL (FV@B11.90) รับประกันภัยต่อแต่มีเบี้ยประกันเป็นรายปี และ BKI (FV@B400) ทำธุรกิจประกันวินาศภัย เบี้ยประกันฯ แบบปีต่อปี  จึงไม่ได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นเช่นกัน   
    นอกจากนี้บริษัทที่มีฐานะเป็นเงินสดสุทธิ ซึ่งกระจายอยู่ในกลุ่มต่าง ๆ น่าจะ ได้ประโยชน์ได้แก่  RATCH, RJH, MCS, BH, AIT, AOT, STANLY, IRC, STEC   

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด