ข่าวนี้ที่ 1

| 16 มกราคม 2560 | 15:03

คลัง-ก.ล.ต.-ตลท.ประสานเสียงคุมตั๋วB/E บี้จัดเรทติ้งเรียกเชื่อมั่น

        คลัง-ก.ล.ต.-ตลท.เกาะติดปัญหา บจ.ผิดนัดชำระหนี้ตั๋ว B/E ใกล้ชิด หวั่นกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน หลังพบ 4 บจ.ผิดนัดชำระหนี้ในเวลาใกล้เคียงกัน ด้านคลังสั่ง ก.ล.ต.เข้าดูแลไม่ให้ลุกลาม แต่เชื่อมีผลกระทบไม่มาก ขณะที่ ตลท.เตรียมผลักดันให้บจ.จัดเรทติ้ง B/E ช่วยลดความเสี่ยง ชี้ต้นตอของปัญหาเกิดจากการใช้ตราสารผิดวัตถุประสงค์ นำเงินสั้นไปลงทุนระยะยาว ด้านก.ล.ต.เผยตัวเลขเบี้ยวหนี้มีเพียง 0.34% ของมูลค่าตราสารทั้งระบบ

*** ตลท.ผลักดัน บจ.จัดเรทติ้ง B/E-ชี้ต้นเหตุมาจากใช้ตราสารผิดวัตถุประสงค์
    นายสันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้างานสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทร้พย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เปิดเผยว่า ปัญหาการผิดนัดชำระคืนหนี้ตั๋วเงินระยะสั้น(B/E)ที่เกิดขึ้นในขณะนี้เกิดจากบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ในฐานะผู้ออกตั๋ว นำเงินไปใช้ลงทุน เนื่องจากมีต้นทุนในการระดมทุนต่ำ ซึ่งเป็นการใช้งานผิดวัตถุประสงค์ เนื่องจากตั๋วเงินดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการปรับสภาพคล่องเท่านั้น
    อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ยังไม่น่ากังวล เนื่องจากเป็นปัญหาทางด้านเทคนิคเท่านั้น และบจ.ที่มีปัญหาดังกล่าวยังสามารถนำเงินมาชำระหนี้คืนในภายหลังได้แล้ว จึงไม่ได้เป็นผลมาจากเศรษฐกิจ หรือปัญหาสภาพคล่อง นอกจากนี้ยังมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นอยู่ที่ราว 2 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับยอดตั๋วฯคงค้าง ณ ปี 59 ที่ราว 2-3 แสนล้านบาท
    ทั้งนี้ ตลท.มีแนวคิดที่จะสร้างความเข้าใจให้นักลงทุนกดดัน(Market Force)ให้ผู้ออกตั๋วฯจะต้องจัดอันดับเครดิตก่อนจำหน่ายเพื่อให้นักลงทุนเข้าใจต่อความเสี่ยง เนื่องจากยอมรับว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ลงทุนตั๋วฯตัดสินใจไม่ขยายเวลาในการลงทุนจนกระทบอุตสาหกรรมเป็นวงกว้างได้
    "ต่อไปตั๋วบีอีอาจจะต้องจัดเครดิตเรทติ้ง จะได้มีนักวิเคราะห์เข้ามาช่วย ผ่านการสร้างความเข้าใจให้แก่นักลงทุนกดดันผู้ออกตั๋วให้จัดอันดับเครดิตก่อน เนื่องจากต้นทุนการจัดเครดิตถูกมาก"
    นายสันติ กล่าวว่า หลังจากที่เกิดปัญหาตั๋วB/E จะทำให้บจ.มีความเข้าใจและปรับตัวไปใช้เครื่องมือทางการเงินที่ถูกต้องมากขึ้น เนื่องจากยังมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยเฉลี่ยบจ.ไทยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน(D/E)ที่ราว 1 เท่า และธนาคารพาณิชย์ไทยเองยังมีความสามารถในการปล่อยกู้อีกมากด้วย

*** รมว.คลัง จี้ ก.ล.ต.ติดตามใกล้ชิด
    นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA) ได้เปิดเผยรายงานการผิดนัดชำระหนี้ของตราสารหนี้ระยะสั้น(B/E)ในช่วงที่ผ่านมาว่า เรื่องดังกล่าวไม่น่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม และไม่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะขนาดวงเงินของ B/E มีขนาดเล็ก ซึ่งเชื่อว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)จะเข้าไปดูแล และตรวจสอบ เพราะหาก ก.ล.ต.ไม่เข้าไปดูแลอาจจะมีผลกระทบต่อนักลงทุนได้ ตามหลักการหากบจ.ใดที่มีปัญหาสถานะทางการเงินนักลงทุนก็จะถอนการลงทุนออกจากบจ.นั้นๆเอง 

*** ก.ล.ต.เผยบจ.เบี้ยวตราสารหนี้แค่ 0.34%  ชี้ผลกระทบจำกัด
    นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) กล่าวว่า กรณีการผิดนัดที่เกิดขึ้นแต่ละกรณีเกิดจากประเด็นเฉพาะของแต่ละบริษัท ดังจะเห็นได้ว่า บางกรณีเกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างผู้บริหาร บางกรณีเกิดขึ้นจากการบริหารจัดการสภาพคล่องที่ไม่มีประสิทธิภาพ
    สำหรับกองทุนรวมที่มีการลงทุนในตราสาร unrated และมีการผิดนัดชำระหนี้ก็เป็นกองทุนที่เสนอขายให้เฉพาะแก่ผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนที่มิใช่รายย่อย และจำกัดอยู่เฉพาะในบางบริษัทจัดการกองทุนเท่านั้น โดยมูลค่าตราสาร unrated ที่ผิดนัดชำระมีเพียง 368 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.34% ของ NAV ของกองทุนลักษณะดังกล่าว ดังนั้น จึงไม่ได้ลุกลามต่อระบบ
    ทั้งนี้ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างติดตามสถานะอย่างต่อเนื่อง และดำเนินการดังนี้?สำหรับบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ unrated ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตราสารหนี้ระยะสั้น ก.ล.ต. ได้ขอความร่วมมือให้บริษัททำการประเมินสถานะทางการเงินและติดตามสภาวะตลาดอย่างใกล้ชิด และจัดให้มีแหล่งเงินทุนสำรองในกรณีอาจประสบปัญหาด้านสภาพคล่องจากการไม่สามารถต่ออายุตราสารหนี้ระยะสั้นได้
    สำหรับกรณีตัวกลางทางการเงินที่เป็นให้บริการแนะนำการลงทุนในตราสารหนี้ unrated และกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในตราสารดังกล่าว ก.ล.ต. กำชับให้ต้องอธิบายรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง และจะต้องดำเนินการให้ผู้ลงทุนลงนามในแบบลงนามรับทราบความเสี่ยง
    สำหรับกรณีบริษัทจัดการกองทุน ก.ล.ต. ได้กำชับให้ต้องระบุในชื่อกองว่าเป็นกองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนที่มิใช่รายย่อย โดยให้มีข้อความอธิบายความเสี่ยงใต้ชื่อในทุกเอกสารประกอบการขาย และยังได้กำชับให้บริษัทจัดการกองทุนต้องจัดการลงทุนเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ลงทุน โดยต้องจัดให้มีระบบงานจัดการลงทุนตั้งแต่ขั้นตอนการจัดตั้งและบริหารจัดการกองทุน การติดต่อสื่อสารกับตัวกลางทางการเงิน ตลอดจนการติดตามดูแลผลการดำเนินงานของกองทุนที่ออกเสนอขายเพื่อให้มั่นใจได้ว่ามีความเสี่ยงสอดคล้องกับผู้ลงทุนกลุ่มเป้าหมายด้วย
    นอกจากนี้ ก.ล.ต. ขอย้ำให้ผู้ลงทุนใช้ความระมัดระวังในการเลือกลงทุนให้เหมาะสมกับฐานะทางการเงิน และความเสี่ยงที่ยอมรับได้

*** แบงก์เข้มปล่อยกู้ลูกค้าขนาดเล็ก
    นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ธนาคารยังไม่พบความผิดปกติของลูกค้า โดยปัญหาที่เกิดขึ้นมาจาก บจ.ขนาดเล็ก แต่การพิจารณาสินเชื่อของธนาคารจะคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ และ ที่สำคัญต้องพิจารณางบกิจการอย่างละเอียด และ รอบคอบ โดยหันมาพิจารณากระแสเงินสดมากขึ้น มากกว่าพิจารณาแค่ผลกำไร และ รายได้ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ชี้วัดได้ว่าบริษัทการดำเนินธุรกิจของบริษัทนั้นๆ
    อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ธนาคารเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ประกอบกับ เศรษฐกิจที่ผ่านมายังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนทำให้ธนาคารมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ ส่งผลถึงการปล่อยสินเชื่อด้วยที่มีความเข้มข้น และ เข้มงวดมากขึ้น หากมีการปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัทขนาดเล็ก และ ขนาดกลาง ธนาคารจะต้องติดตามและดูแลคุณภาพลูกหนี้ใกล้ชิด  เพราะหากลูกค้ามีปัญหาขาดสภาพคล่อง จะสร้างปัญหาตามมาทันที   ดังนั้น ธนาคารจะไม่ปล่อยให้ถึงขั้นนั้น แต่จะรีบให้ความช่วยเหลือก่อนจะเกิดปัญหา
    "การระดมทุนโดยการออกตั๋วบี/อีเป็นที่นิยมในช่วงที่ผ่านมา  ยิ่งถ้าหากนำเงินไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ถือครองสินทรัพย์ระยะยาว หรือ ซื้อที่ดินจะมีความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนลูกค้าของเราที่ออกตั๋วบี/อี จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ได้มีปัญหาในการชำระหนี้แต่อย่างใด ในส่วนการลงทุนของแบงก์ก็มีการลงทุนตราสารหนี้บ้าง แต่จะเป็นในบริษัทขนาดใหญ่ บริษัทที่มีเรทติ้งที่ดี เน้นระยะสั้นมากกว่าระยะยาว เพราะดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้น อีกอย่างพอเกิดเหตุการณ์นี้ทำให้แบงก์ลดการถือครองตราสารหนี้ระยะสั้นลงเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เอาเป็นว่าเราระมัดระวังมากกว่เดิมที่ทำอยู่ "นายศักดิ์ชัย กล่าว
    แหล่งข่าว ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BBL  เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า บจ.ที่เกิดปัญหาในขณะนี้ไม่ได้เป็นลูกค้าธนาคาร และ ความเสียหายที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นกองทุน และ นักลงทุรนรายย่อยที่เข้าไปลงทุน  เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่สูง ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้นักลงทุนรายย่อย และ กองทุนเข้ามาถือครอง ขณะที่การลงทุนของธนาคารจะเลือกลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ และ มีเรทติ้งที่ดี
    "ลูกค้าเราส่วนใหญ่เป็นลูกค้ารายใหญ่ และ มีคุณภาพ ซึ่งถึงแม้ว่าจะออกตั๋วบี/อี บางรายเพื่อคืนหนี้คืนแบงก์ และบางส่วนใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน โดยไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด แต่บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ต้องดูให้ละเอียด โดยเฉพาะงบการเงิน กระแสเงินสดเป็นสิ่งสำคัญ ระยะการถือครองต้องชัดเจน และ ควรเป็นระยะสั้นมากกว่าระยะยาว ซึ่งต้องคำนึงถึงจุดประสงค์การระดมทุนด้วย โดยการที่ให้ดอกเบี้ยสูงความเสี่ยงก็สูงตามไปด้วย แต่หากกู้จากธนาคารดอกเบี้ยก็ขึ้นกับความเสี่ยงของบริษัท แต่ก็แพงกว่าบริษัทออกตั๋วบีอี"แหล่งข่าว กล่าว  
    แหล่งข่าว ธนาคารกรุงศรี จำกัด(มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ธนาคารได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพของลูกหนี้ และ ขั้นตอนการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารมีความเข้มงวด และ รัดกุมมาอย่างต่อเนื่อง โดย 2-3 ปีที่ผ่านมา และยิ่งมีความเข้มข้นมากขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว โดยบริษัทที่มีปัญหาผิดนัดชำระหนี้บี/อี ในขณะนี้ไม่ได้เป็นลูกค้าธนาคาร  ขณะที่การลงทุนของธนาคารมีนโยบายการลงทุน โดยเลือกลงทุนในบี/อี หรือตราสารหนี้ที่จะต้องมีเรทติ้งระดับ A ขึ้นไป 
    "แบงก์มีแต่ลูกค้าขนาดใหญ่ และ มีคุณภาพที่ดี   ส่วนการลงทุนถือครองตั๋วบี/อี หรือตราสารหนี้ จะต้องพิจารณาจากเรทติ้ง ไม่นิยมบจ.ขนาดเล็ก โดยเห็นได้จากบริษัทที่มีปัญหาเป็นรายย่อย และ กองทุนที่เข้าไปลงทุน ซึ่งปฎิเสธไม่ได้ว่าตั๋วบี/อีให้ผลตอบแทนที่สูง ทำให้มีคนสนใจเข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมาก และ เป็นที่นิยมของบจ.ที่จะระดมทุนมากกว่ามากู้แบงก์"แหล่งข่าว กล่าว
    นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน) หรือ TMB เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ในขณะนี้ธนาคารยังไม่พบความผิดปกติของลูกค้า และยังไม่พบการผิดนัดชำระตั๋วบี/อี โดยธนาคารได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น

*** สมาคมตราสารหนี้ หวั่นความเชื่อมั่นนักลงทุนดิ่ง
    นางสาวอริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์" ว่า มูลค่าในการออกตั๋ว B/E สูงถึง 9 แสนล้านบาท แต่ยอดคงค้าง ณ สิ้นปี 59 มีเพียง 2 แสนล้านบาท และมีผู้ออกตั๋ว B/E ที่มีปัญหาเพียงแค่ 1% ของยอดคงค้างเท่านั้น โดยในรอบปี 59 บริษัทที่มีปัญหาชำระหนี้ตั๋ว B/E มีทั้งหมด 4 บริษัทได้แก่ บริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ KC บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC บริษัท อี ฟอร์ แอล เอม จำกัด (มหาชน)หรือ EFORL และ บริษัท ริช เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ RICH
    สาเหตุหลักของปัญหาผิดนัดชำระหนี้ตั๋ว B/Eที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เกิดขึ้นภายหลัง KC ผิดนัดชำระหนี้ตั๋ว B/E ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในการลงทุน จนตัดสินใจไถ่ถอนในตั๋วB/E ที่ได้เข้าลงทุนในบริษัทอื่น ๆ อย่างกระทันหัน จนทำให้ผู้ออกตั๋วรายอื่นๆไม่สามารถนำเงินมาชำระหนี้ได้ทันตามกำหนด หากนักลงทุนยังทยอยไถ่ถอนตั๋วB/Eจะทำให้ผู้ออกตั๋วB/Eที่ไม่เคยมีปัญหาได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน 
    ขณะนี้ทางสมาคมฯได้ประสานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เพื่อพูดคุยถึงปัญหานี้แล้ว แต่รายละเอียดยังไม่สามารถเปิดเผยได้
    "ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเป็นสิ่งสำคัญมาก หากนักลงทุนแห่ไปถอนเงินออกจากตั๋วB/Eกระทันหัน จะทำให้ผู้ออกตั๋วอื่นๆไม่สามารถชำระหนี้ได้ทัน ซึ่งผู้ออกตั๋วที่มีปัญหามีเพียง 1% ของมูลค่าตลาดเท่านั้น แนวทางแก้ไขคือต้องเรียกความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนโดยเร็วที่สุด"

*** CHOW มั่นใจไม่มีปัญหาผิดนัดชำระ B/E
    นายอนาวิล จิรธรรมศิริ  ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ CHOW เปิดเผยว่า ขอยืนยันว่าตั๋วบี/อีที่ออกโดยบริษัทไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด โดยบริษัทฯได้เตรียมเม็ดเงินไว้สำหรับชำระคืนตั๋วบี/อีที่ถึงกำหนดชำระเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในเดือนมกราคมนี้ตั๋วบี/อีของบริษัทฯ มีกำหนดชำระคืน 600 ล้านบาท และบริษัทฯได้เริ่มทยอยคืนมาตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 60 จำนวน 150 ล้านบาท วันที่ 12 มกราคม 60 จำนวน 100 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะครบกำหนดคืนในวันที่ 19 และ 26 มกราคม 60 ซึ่งได้เตรียมเม็ดเงินไว้พร้อมแล้วเช่นเดียวกัน
    “ผมขอยืนยันว่าตั๋วบี/อีของ CHOW ไม่มีปัญหาแน่นอน และลูกค้าทุกคนได้ทราบแล้วเป็นอย่างดี โดยก่อนจะถึงครบกำหนดชำระประมาณ 2 สัปดาห์ บริษัทฯจะติดต่อไปยังผู้ลงทุนเพื่อสอบถามความสมัครใจว่าต้องการต่ออายุหรือไม่ และถ้าต้องการรับเงินคืนบริษัทฯ ก็พร้อมชำระตามกำหนดทุกครั้งไป ไม่เคยผิดนัดชำระแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งเราเชื่อว่านักลงทุนเข้าใจ เพราะที่ผ่านมา CHOW ทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา และเงินทุกบาททุกสตางค์เรานำไปขยายธุรกิจตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งต่อนักลงทุนไว้ จะเห็นได้จากธุรกิจพลังงานที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเรามีกำหนดจะขายไฟเพิ่มอีก 12 เมกะวัตต์ หลังจากที่เริ่มตอกเสาเข็มก่อสร้างไปเมื่อไตรมาส 3/59 ที่ผ่านมา” นายอนาวิลกล่าว

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด