ข่าวนี้ที่ 1

| 15 กุมภาพันธ์ 2560 | 17:05

PTTGC ซื้อ 6 ธุรกิจ ปตท. หนุนกำไร 2.4 พันลบ./ปี

โบรกฯ เล็งอัพกำไร PTTGC หลังใช้เงินลงทุน 2.63 หมื่นล้านบาท เข้าซื้อหุ้น 6 ธุรกิจปิโตรเคมีในกลุ่ม ปตท. รับรู้กำไร 2.4 พันลบ.ต่อปี เริ่มไตรมาส 4/60 รับรู้ราว 600 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าใช้เงินลงทุนระยะ 5 ปี (60-64) รวม 1.5 แสนล้านบาท  เพื่อต่อยอดธุรกิจ ขณะที่ ปี 60 คาดรายได้เติบโต 25% จากปีก่อนที่มีรายได้ 3.45 แสนล้านบาท หลังราคาน้ำมันและค่าการกลั่น มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และกำไรต่อเนื่องจากโครงการ MAX ส่วนแผนดันบริษัทลูก "โกลบอลกรีนเคมิคอล หรือ GGC" เข้าตลาดหุ้น คาดแล้วเสร็จในไตรมาส 2/60 หลังยื่นไฟลิ่งต่อ ก.ล.ต.แล้วและเตรียมโรดโชว์ใน เม.ย.นี้ 

***คาดรายได้ปี 60 โต 25%
    นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2559 มีกำไรสุทธิจำนวน 25,602 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น  25% จากปี 2558 โดยมีปัจจัยหลักจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้บริษัทฯ รับรู้กำไรมูลค่าสต๊อกน้ำมันที่สูงขึ้น มี EBITDA จำนวน 48,147 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  8% จาก ปี 2558 โดยในไตรมาส 4/2559 มีกำไรสุทธิจำนวน 9,744 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น  108% จากไตรมาส 4/2558 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4,690 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 57% จากไตรมาส 3/59 ที่มีผลกำไรรวมสุทธิอยู่ที่ 6,226 ล้านบาท
    ส่วนปี 2560 คาดมีรายได้เติบโต 25% จากปีก่อนที่มีรายได้อยู่ 3.45 แสนล้านบาทตามราคาน้ำมัน-ค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้น  คาดว่าราคาน้ำมันดิบปีนี้ จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับราคา 52-55 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล เหตุผลเนื่องมาจากความต้องการใช้น้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันของโลกจะเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2559 ประมาณ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ระดับ 97.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน
    ส่วนสถานการณ์ตลาดปิโตรเลียมในปี 2560 คาดว่าส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลกับน้ำมันดิบดูไบจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยไปอยู่ที่ระดับ 11.50 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล เช่นเดียวกับส่วนต่างราคาน้ำมันแก๊สโซลีนกับน้ำมันดิบดูไบที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 15.70 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล จากความต้องการในการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นบริษัทฯ คาดว่าจะสามารถเดินเครื่องโรงกลั่นได้เต็มที่ในปีนี้ ที่อัตราร้อยละ 100 ปรับเพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีการหยุดผลิตตามแผน คาดผลประกอบการในกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมจะปรับตัวดีขึ้น
    ธุรกิจอะโรเมติกส์ปรับตัวดีขึ้นจากความต้องการผลิตภัณฑ์ปลายทาง ส่งผลให้ส่วนต่างของเบนซีนและพารา ไซลีนปรับตัวดีขึ้นจากที่คาดการณ์ก่อนหน้านี้ คาดว่าส่วนต่างผลิตภัณฑ์พาราไซลีนกับคอนเดนเสทจะทรงตัวอยู่ในระดับ 413 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ส่วนธุรกิจโอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องในปีนี้คาดว่าราคาเม็ดพลาสติก จะอยู่ในกรอบเดียวกับปี 2559 ที่ประมาณ 1,153 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน

*** ก้าวสู่แกนนำธุรกิจปิโตรเคมี หลังซื้อ 6 กิจการจาก ปตท.
    การเข้าซื้อหุ้นในบริษัทเอกชนที่ดำเนินธุรกิจสายโพรพิลีน สายเคมีภัณฑ์ชีวภาพ และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับ PTTGC จาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินธุรกิจของ PTTGC มีความคล่องตัว ลดขั้นตอนการดำเนินงานและสามารถใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Synergy Benefit) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้  PTTGC ในฐานะแกนนำธุรกิจปิโตรเคมี (Petrochemical Flagship) ของ ปตท. สามารถต่อยอดธุรกิจไปยังผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ (Downstream Business) ได้เป็นอย่างดี   การลงทุนในครั้งนี้จะช่วยให้ PTTGC สามารถลดระยะเวลาในการเข้าสู่ธุรกิจใหม่ๆ และเป็นการลดความเสี่ยงด้านการลงทุน รวมถึงด้านเทคโนโลยีการผลิต เนื่องจากเป็นการเข้าถือหุ้นในบริษัทที่มีการดำเนินการอยู่แล้วและยังได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นที่เป็นพันธมิตรอีกด้วย
     การเข้าทำรายการซื้อหุ้นในครั้งนี้  ยังถือเป็นก้าวที่สำคัญของ PTTGC ที่จะก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อมุ่งสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยบริษัทฯ จะสามารถต่อยอดการดำเนินธุรกิจไปสู่ Performance Chemical ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ในอนาคตตามเป้าหมายในการเข้าสู่อุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็คโทรนิคส์ (E&E) และอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง ที่เป็น Market Trend ของโลกยุคใหม่ 
     6 บริษัทที่ซื้อจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT  คิดเป็นมูลค่าประมาณ  26,300 ล้านบาท ประกอบด้วย  
     1. บริษัท เอ็ชเอ็มซี    โปลีเมอร์ส จำกัด (HMC) : ซื้อหุ้นในสัดส่วน 41.44 % รวมเป็นจำนวนหุ้นทั้งหมด  41.44 % ผู้ประกอบการธุรกิจ Downstream สายโพรพิลีน  ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี อาทิ เม็ดพลาสติกโพลิโพรพิลีน (PP)  เป็นต้น 
    2. บริษัท พีทีที อาซาฮี เคมิคอล จำกัด (PTTAC) : ซื้อหุ้นในสัดส่วน 50 % รวมเป็นจำนวนหุ้นทั้งหมด 50 % ผู้ประกอบการธุรกิจผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี อาทิ อะคริโลไนไตรล์ (Acrylonitrile) เมทิลเมตะคริเลต (Methyl Methacrylate) เป็นต้น 
    3. บริษัท พีทีที เอ็มซีซี ไบโอเคม จำกัด (PTTMCC) : ซื้อหุ้นในสัดส่วน 50 % รวมเป็นจำนวนหุ้นทั้งหมด 50% ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพชนิดโพลิบิวทิลีน ซัคซิเนต (Polybutylene Succinate: PBS) 
    4. บริษัท พีทีที โพลีเมอร์ส มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (PTTPM) : ซื้อหุ้นในสัดส่วน 50 % รวมเป็นจำนวนหุ้นทั้งหมด 100 % ผู้ประกอบการด้านการตลาด การขายผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์ของกลุ่ม ปตท. 
    5. บริษัท พีทีที โพลีเมอร์ โลจิสติกส์ จำกัด (PTTPL) : ซื้อหุ้นในสัดส่วน 50 % รวมเป็นจำนวนหุ้นทั้งหมด 100%  ผู้ประกอบการกิจการการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์ การบริหารคลังสินค้า และการขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี  
    6. บริษัท พีทีที เมนเทนแนนซ์ แอนด์ เอนจิเนียริง จำกัด (PTTME) : ซื้อหุ้นในสัดส่วน 40 % รวมเป็นจำนวนหุ้นทั้งหมด 100 % ผู้ประกอบธุรกิจการวางแผน ส่งเสริม ออกแบบ ก่อสร้าง บำรุงรักษา งานวิศวกรรมของโรงงานอุตสาหกรรมทุกประเภท 

  *** รับกำไรทันที หลังซื้อ 6 กิจการ
    การซื้อหุ้นบริษัทปิโตรเคมี 6 แห่งจาก PTT จะทำให้บริษัทมีกำไร 2.4 พันล้านบาท/ปี หากผู้ถือหุ้นอนุมัติเข้าซื้อ โดยคาดว่าจะโอนกิจการได้ในเดือนตุลาคม นี้ และจะรับรู้กำไรไตรมาส 4/60 ประมาณ 600 ล้านบาท และรับรู้รายได้และกำไรเต็มปี ในปี 61
    ขณะที่บริษัทยังเดินหน้าโครงการ MAX ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานทั่วทั้งองค์กร คาดปีนี้มีกำไรประมาณ 3,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีกำไร 2,000 ล้านบาท และหากดำเนินการตามแผนโครงการ MAX แล้วเสร็จในปี 61  บริษัทจะมีกำไรจากโครงการรวม 9 พันล้านบาท

***ตั้งงบ 5 ปี (60-64) ลงทุน 1.5 แสนล้านบาท 
    ปี 60 คาดใช้เงินลงทุนรวม 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งมาจากกระแสเงินสด  แบ่งเป็นซื้อหุ้นบริษัทปิโตรเคมี 6 แห่งจาก PTT มูลค่า 2.63 หมื่นล้านบาท เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพกำลังผลิต  และชำระคืนหนี้ 1 หมื่นล้านบาท  
    ขณะที่บริษัทมีแผนการลงทุน 5 ปี (60-64) ใช้เงินลงทุน 1.5 แสนล้านบาท แบ่งเป็นปรับปรุงประสิทธิภาพกำลังผลิต 1 หมื่นล้านบาท/ปี   โครงการ PO/Polyol เป็นการลงทุนโพลียูรีเทนครบวงจร ขยายธุรกิจขั้นปลายน้ำสู่กลุ่มอุตสาหกรรม Polyurethane ที่มีมูลค่าสูง, โครงการ map Ta Phut Retrofit 2 เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันการผลิตโรงงานที่มาบตาพุด เพื่อที่จะก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) โดยก่อสร้างโรงงานแนฟทาแครกเกอร์ขนาดกำลังการผลิต เอทิลีนที่ 500,000 ตันต่อปี และโพรพิลีน 261,000 ตันต่อปี   และซื้อหุ้นบริษัทปิโตรเคมี 6แห่งจากบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT โดยแหล่งเงินทุนมา จากกระแสเงินสดของบริษัทที่มีอยู่ 5 หมื่นล้านบาท/ปี 
    สำหรับแผนการลงทุนปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ที่สหรัฐคาดว่าจะชัดเจน ไตรมาส 3-4/60  โดยรอความชัดเจนนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐ และบริษัทอยู่ระหว่างเจรหาหาพันธมิตรอยู่ 2-3 ราย

*** เล็งออกหุ้นกู้ระดมเงิน 1-2 หมื่นล้านบาท
    บริษัทยังมีแผนออกหุ้นกู้ วงเงิน 1-2 หมื่นล้านบาท ในครึ่งหลังปี 60 เพื่อชำระคืนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนด จำนวน 1 หมื่นล้านบาท และที่เหลือใช้เงินทุนหมุนเวียน

*** นำ GGC  เข้า SET ในไตรมาส 2/60
    PTTGC มีนโยบายด้านการดำเนินงานธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยให้ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน)  หรือ GGC เป็นบริษัทแกนนำของธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม   ของกลุ่ม PTTGC โดยได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ แบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ และร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และยื่นคำขอให้รับหุ้นสามัญเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ฯ ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) แล้ว เมื่อ ต.ค. 59   ขณะนี้รอการอัพเดทไฟลิ่งในส่วนงบการเงินปี 59  หากไม่มีข้อติดขัด คาดเดินสายนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) แก่นักลงทุนสถาบันในประเทศได้ในเดือน เม.ย.นี้ และคาดเข้าซื้อขายใน SET ได้ในไตรมาส 2/60   
    ทั้งนี้ GGC เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ผลิตเมทิลเอสเทอร์ (Methyl Ester, ME) รายใหญ่ของประเทศ และเป็นผู้ผลิตแฟตตี้แอลกอฮอล์ (Fatty Alcohol, FA) รายเดียวในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีแผนงานในอนาคตที่จะพิจารณาการขยายกิจการ หรือการลงทุนในธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น ประกอบด้วย โครงการลงทุนโรงงานผลิตเมทิลเอสเทอร์แห่งที่ 2 (Methyl Ester Plant 2) และ โครงการลงทุน Palm Kernel Oil Extraction

***โบรกฯ เล็งอัพกำไรสะท้อนการซื้อสินทรัพย์จาก PTT 
    บล.ทรีนีตี้ ระบุ  มองการเข้าซื้อกิจการจาก PTT ในกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี สายโพรพิลีนและชีวภาพ รวมทั้งสิ้น 6 บริษัท โดยใช้เงินลงทุนทั้งหมด ไม่เกิน 2.68 หมื่นล้านบาท (รวมสัญญาเงินกู้ จำนวน 9.1  พันล้านบาท) โดยดีลดังกล่าวนั้น ถือเป็นการปรับโครงการธุรกิจปลายน้ำและเป็นการสร้าง Synergy benefit ให้แก่ห่วงโซ่ปิโตรเคมี ทั้งนี้ เราคาดว่าเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวจะมีจากกระแสเงินสดภายใน โดยเราประเมิน Equity Income จาก HMC PTTAC PTTMMC ไว้ที่ปีละ 2.3.-2.5 พันล้านบาท อิงงบการเงินล่าสุดย้อนหลัง 12 เดือน หลังจากนี้คาดว่าจะใช้เวลาราว 1 ปี ในการประชุมผู้ถือหุ้นและรับโอนสิทธิในแต่ละบริษัท
             แนะนำ "ถือ" ที่ราคาเป้าหมาย ที่ 67 บาท เนื่องจาก (1) ราคาหุ้นได้สะท้อนผลประกอบการ 4Q59 ที่โดดเด่นไปแล้ว  (2) แนวโน้มค่าการกลั่นและอัตรากำไรปิโตรเคมีปี 60 ยังคงถูกกดันจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นและแรงกดดันจากอุปสงส์ที่ค่อนข้างชะลอตัว (3) PER ปี 60 ที่ 13.9 เท่า อยู่ในระดับใกล้เคียงกับกลุ่มที่ 14 เท่า สำหรับผลประกอบการ 4Q59 มีกำไรสุทธิ 9,744 ล้านบาท ได้แรงหนุนจาก (1) ค่าการกลั่นปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกรายผลิตภัณฑ์ รับรู้ค่าการกลั่นพื้นฐานที่ 6.55 เหรียญฯต่อบาร์เรล (2) อัตรากำลังการผลิตและอัตรากำไรทั้งในกลุ่มอะโรเมติกส์และโอเลฟินส์เพิ่มขึ้น (3) กำไรสต๊อกน้ำมันดิบ 2.4 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานถูกกดดันจาก (1) ขาดทุนการป้องกันความเสี่ยง Commodities ราว 1.24 พันล้านบาท (2) ผลขาดทุนจากการด้อยค่าบริษัท Myriant จำนวน 656 ล้านบาท นอกจากนี้ เราประเมินส่วนแบ่งกำไรใน HMC PTTAC PTTMMC ไว้ที่ปีละ 2.3.-2.5 พันล้านบาท จากการประกาศซื้อกิจการจาก PTT
    ด้าน บล.บัวหลวง ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2560 ที่ 19,321 ล้านบาทไว้ไม่เปลี่ยนแปลงในขณะนี้ แต่เราจะทบทวนประมาณการกำไรในเร็วๆนี้เพื่อสะท้อนการซื้อสินทรัพย์จาก PTT อีกทั้งอาจมีอัพไซต์ต่อประมาณการกำไรปี 2560 จากส่วนต่างราคาบิวทาไดอีนและเบนซีนที่อยู่ในระดับสูง
    ในมุมมองของเรา ผลประกอบการไตรมาส 4/59 ที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดกอปรกับแนวโน้มกำไรที่ปรับตัวดีขึ้นของบริษัทในอนาคต หนุนโดยอัตราการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น, ค่าการกลั่นตลาดที่แข็งแกร่งและส่วนต่างราคาโอเลฟินส์ที่ขยายตัวขึ้นน่าจะเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นได้ มูลค่าหุ้นในปัจจุบันยังคงถูก โดยซื้อขายกันอยู่ในระดับ PBV ณ สิ้นปี 2560 ที่ 1.2 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยระยะยาว แต่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 1.8 เท่า

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด