ข่าวนี้ที่ 1

| 14 มิถุนายน 2560 | 17:05

รัฐดันเมกะโปรเจ็ก 6 แสนลบ.เข้าบอร์ดพีพีพี เร่งลงทุนกระตุ้นศก.

"บอร์ดพีพีพี" ประกาศความสำเร็จ จากการนำโครงการรถไฟฟ้า 3 สาย มูลค่ารวม 1.9 แสนล้านบาท เข้า PPP Fast Track ช่วยร่นระยะเวลาเหลือแค่ 9 เดือน ได้ผู้รับเหมาฯพร้อมตอกเสาเข็มก่อสร้าง เตรียมดันโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง-ส้ม และรถไฟฟ้าภูเก็ต-เชียงใหม่ มูลค่าโครงการรวมกว่า 6 แสนล้านบาท เข้ามาพิจารณาเป็นลำดับต่อไป ขณะที่ "กองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์" มั่นใจเปิดขายได้ในปีนี้ 
  
*** ประกาศความสำเร็จ จากการนำรถไฟฟ้า 3 สาย เข้า PPP Frast Track
     นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (คณะกรรมการ PPP)  แถลงถึงความสำเร็จของนโยบายรัฐบาลในการเร่งรัดโครงการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP Fast Track) เพื่อพัฒนาโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ โดยสามารถผลักดันโครงการรถไฟฟ้า 3 สาย มูลค่าโครงการ 1.9 แสนล้านบาท ได้สำเร็จภายใน 9 เดือน ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง – บางแค และช่วงบางซื่อ – ท่าพระ (โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย) มูลค่าโครงการ 83,877 ล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย – มีนบุรี (โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู) มูลค่าโครงการ  56,691 ล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว – สำโรง (โครงการรถไฟฟ้าสายเหลือง) มูลค่าโครงการ 54,644 ล้านบาท 
    ทั้งนี้ โครงการรถไฟฟ้า 3 สาย ได้ดำเนินการคัดเลือกเอกชนตามพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 (พ.ร.บ. ร่วมลงทุนฯ ปี 2556) เสร็จสิ้นแล้ว โดยโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายได้มีการลงนามในสัญญาแล้วเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2560 และโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและโครงการรถไฟฟ้าสายเหลืองจะมีการลงนามในสัญญาในวันที่ 16 มิถุนายน 2560 นอกจากนี้ การพัฒนาโครงการ PPP ทั้ง 3 โครงการได้เร็วขึ้นจะทำให้การเดินทางของประชาชนมีความสะดวกสบาย ลดความแออัดของการจราจร และลดการสิ้นเปลืองพลังงานของประเทศ
    นอกจากนี้ ปลายเดือน มิถุนายนนี้ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการ PPP จะพิจารณาโครงการลงทุนเดิมที่ค้างมาจากปีที่ผ่านมาทั้งโครงการมอเตอร์เวย์ 2 สาย ในด้านการบำรุงรักษา ประกอบด้วย บางใหญ่-กาญจนบุรี และบางปะอิน-นครราชสีมา มูลค่ารวม 1.4 แสนล้านบาท

*** เตรียมดันโครงการ 6 แสนลบ. เข้าบอร์ดพีพีพี เป็นลำดับต่อไป
     การประชุมคณะกรรมการนโยบายให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือ PPP Fast Track  ในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ ได้ให้กระทรวงคมนาคมคัดเลือกโครงการที่อยู่ในความดูแลเข้าสู่กระบวนการ PPP Fast Track ใหม่ หลังจากในช่วงที่ผ่านมาดำเนินการตาม PPP Frast Track แล้วเสร็จ 3 โครงการ สำหรับเบื้องต้นคาดว่าจะมีรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ และรถไฟฟ้าสายสีส้ม เส้นช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี และรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนเส้นเชียงใหม่ และภูเก็ต มูลค่าโครงการประมาณ 600,000 ล้านบาท 
     ตามนโยบายรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่ต้องการส่งเสริมให้เอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุนโครงการต่างๆ ของภาครัฐที่จะช่วยทำให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศได้เร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนดียิ่งขึ้น และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่กำหนดให้มีการลงทุนจากความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานเฉลี่ยปีละ 47,000 ล้านบาท

***เร่งยกร่าง พบ.ร.บ.ร่วมทุนปี 56 เอื้อการลงทุน
    ขณะนี้ สคร.อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานต่างๆ ต่อการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ฉบับแก้ไขปรับปรุง ปี 2556 โดยเบื้องต้นคาดว่าจะเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2560 และคาดว่าจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ได้ภายในเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ 
    นางปานทิพย์ ศรีพิมล ที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ สคร. กล่าวว่า มาตรการ PPP Fast Track เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะขับเคลื่อนนโยบายการลงทุนของรัฐบาล โดยการบูรณาการความร่วมมือในการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ในการทำงานในบางขั้นตอนให้คู่ขนานกันไป โดย สคร. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการ PPP  ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในกำหนดรายการข้อมูลที่จำเป็นในการศึกษาและวิเคราะห์โครงการร่วมลงทุนให้ชัดเจน (Checklist) และบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ซึ่งได้ลดระยะเวลาการดำเนินการตาม พ.ร.บ. ร่วมลงทุนฯ ปี 2556 ที่จะใช้เวลาตั้งแต่เริ่มทำการศึกษาโครงการจนถึงการประกาศเชิญชวนให้เอกชนร่วมลงทุนจากเวลาปกติประมาณ 25 เดือน ให้เหลือเพียง 9 เดือน
     นอกจากนี้ จะได้นำบทเรียนต่างๆ รวมถึงกลไกสำคัญของมาตรการ PPP Fast Track มาใช้ในการปรับปรุง พ.ร.บ. ร่วมลงทุนฯ ปี 2556 ด้วย ซึ่งปัจจุบันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เห็นชอบหลักการของการปรับปรุง พ.ร.บ. ร่วมลงทุนฯ ปี 2556 แล้ว โดยมีหลักการสำคัญในการส่งเสริมโครงการร่วมลงทุนให้มากขึ้น มีขั้นตอนที่กระชับชัดเจน แต่ยังคงความโปร่งใส เปิดเผย และตรวจสอบได้ รวมทั้งยึดหลักวินัยการเงินการคลัง เช่นเดิม ทั้งนี้ คาดว่าจะนำเสนอร่าง พ.ร.บ. ร่วมลงทุนฯ ปี 2556 ฉบับปรับปรุงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2560 

*** ขายกองทุน TFF ในปีนี้ ระดมเงินลงทุน
    ส่วนความคืบหน้าการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย(ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์:TFF) เพื่อระดมทุนนั้น คาดว่าจะยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขาย หรือ ไฟลิ่ง ให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ได้ในเดือนกันยายนนี้ และคาดว่าจะเปิดขายได้ทันปีนี้อย่างแน่นอน สำหรับที่ปรึกษาทางการเงินนั้น ได้จ้าง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) 
    “การจะขายได้เมื่อไร เราจะต้องติดตามด้วยว่าผู้ที่จะใช้เงินเขามีแผนยังไงบ้าง ดังนั้นต้องดูแผนของการทางพิเศษด้วย โดยในสัปดาห์หน้า คาดว่า นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง จะเรียกการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ. หารือในสัปดาห์หน้า”นายเอกนิติ กล่าว

***เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นเอกชน
    นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลเตรียมออกคำสั่งตามมาตรา 44 เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าของโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ไทย-จีน เพื่อปลดล็อกปัญหาที่ทั้งหมด โดยยืนยันว่า โครงการนี้ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพียงแต่มีข้อติดขัดบางเรื่องในการดำเนินการ 
         "  เรื่องที่ล่าช้า รัฐบาลจะใช้ ม.44 เพื่อให้จบปัญหาทั้งหมด ซึ่งนายกฯก็บอกไปแล้วว่า ม.44 ที่จะออก ก็จะแก้ปัญหาทั้งหมด ทั้งเรื่องเซ็นสัญญา ทั้งเรื่องใบอนุญาตทำงาน ความจริงไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ฝ่ายโน้น(จีน)เขาคิดว่า เราจะเอาคนที่ทำรางรถไฟ 2 หมื่นกว่ากิโลเมตร มาสอบใบขับขี่อีกทำไม" นายสมคิด กล่าว
    ส่วนการเดินทางเยือนญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 4-8 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งญี่ปุ่นยืนยันพร้อมสนับสนุนไทยเป็นศูนย์กลางกลุ่ม CLMV ซึ่งประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม  ซึ่งขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างดำเนินการทำแผนแม่บท เพื่อร่วมตกลงกับกลุ่มประเทศดังกล่าว โดยคาดว่าจะนำเสนอแผนดังกล่าวในการประชุมผู้นำระหว่าง 5 ประเทศ ที่จะจัดขึ้นในเร็วๆนี้  
    นอกจากนี้ ในการประชุมร่วมกับกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรรมของญี่ปุ่น หรือ กระทรวงเมติ พบว่า ญี่ปุ่นพร้อมสนับสนุนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งในการหารือดังกล่าวนั้น ญี่ปุ่นได้ร่วมลงนามกับกระทรวงอุตสาหกรรมของไทย เพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีของไทยในทุกระดับ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านโครงการต่างๆด้วย  

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด