ข่าวนี้ที่ 1

| 13 พฤศจิกายน 2560 | 16:04

TOP กำไรพุ่ง 158% ค่าการกลั่นสูง-สต็อกน้ำมันหนุน

    "ไทยออยล์"โชว์กำไรสุทธิไตรมาส 3/60 ที่ 7.61 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 158% จาก Q3/59 ขณะที่งวด 9 เดือนแรกปี 60 มีกำไรสุทธิ 1.79 หมื่นล้านบาท โต 16% เหตุมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น มีกำไรจากสต็อกน้ำมัน ค่าการกลั่นสูง โบรกฯให้ราคาเป้าหมายปี 61 ที่ 103 บาท มองแนวโน้มผลการดำเนินงานใน Q4/60 อ่อนตัวลง หลังธุรกิจกลับสู่ภาวะปกติ 

*** กำไร Q3/60 ทะลัก ค่าการกลั่นสูง-กำไรสต๊อกน้ำมัน
    
    บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP แจ้งผลดำเนินงานไตรมาส 3/60 กลุ่มไทยออยล์ มีกำไรสุทธิ 7,605 ล้านบาท หรือ 3.73 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 158% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,941 ล้านบาท และงวด 9 เดือนปี 60 มีกำไรสุทธิ 17,929 ล้านบาท หรือ 8.79 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 15,420 ล้านบาท โดยไตรมาสนี้กลุ่มไทยออยล์มีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 11,820 ล้านบาท จากปริมาณวัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตของกลุ่มเพิ่มขึ้นทำให้ปริมาณจำหน่ายผลิตภัณฑ์โดยรวมเพิ่มขึ้นและราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย โดยกลุ่มไทยออยล์มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มไม่รวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้น 3.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนใหญ่มาจากส่วนต่างราคาน้ำมันสาเร็จรูปทุกชนิดปรับเพิ่มขึ้นและ Crude Premium ที่ปรับลดลง
    ทั้งนี้ ในไตรมาส 3/60 ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้มีผลกำไรจากสต๊อกน้ำมัน ขณะที่ไตรมาส 3/59 มีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์มี EBITDA เพิ่มขึ้น 5,591 ล้านบาท
    สำหรับงวดกลุ่มไทยออยล์มีรายได้จากการขาย 247,945 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50,310 ล้านบาท จากราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบและปริมาณขายผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มไทยออยล์มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มไม่รวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมัน 9.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยกลุ่มไทยออยล์มี EBITDA 26,115 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,525 ล้านบาท นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 2.47 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ จาก ณ สิ้นปี 59 ทำให้มีผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 2,505 ล้านบาท
    ทั้งนี้ กลุ่มไทยออยล์มีกลยุทธ์ในการเพิ่มผลกำไรอย่างต่อเนื่องตามโครงการ Profitability Improvement ซึ่งแบ่งเป็น 4 ด้านหลักๆ ได้แก่ การบริหารจัดการด้านการจัดหาวัตถุดิบและวางแผนพาณิชย์ (Supply and Marketing Management) การบริหารจัดการด้านการผลิต (Hydrocarbon Management) โครงการ Transcendence โดยมีเป้าหมายสำหรับปี 60 ที่ 0.7 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อีกทั้งยังมีการบริหารจัดการด้านค่าใช้จ่าย (Orchestra Project) ด้วย

*** คาด Q4/60 ราคาน้ำมันปรับขึ้น -ปี 61 แนวโน้มทรงตัว
    
    ในช่วง Q4/60 คาดว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากแรงสนับสนุนของความต้องการใช้น้ำมันในช่วงฤดูหนาว และการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชีย นอกจากนี้ อุปทานน้ามันดิบที่ลดลงเป็นอีกปัจจัยที่อาจส่งผลให้ราคาน้ามันดิบปรับตัวสูงขึ้น หลังจากกลุ่มผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปกมีแนวโน้มที่จะขยายระยะเวลาในการปรับลดกาลังการผลิตราว 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่อไปอีก 9 เดือน จากเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือน มี.ค. 61 อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันดิบอาจได้รับแรงกดดันจากปริมาณอุปทานที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มผู้ผลิตในกลุ่มโอเปก ได้แก่ ไนจีเรียและลิเบีย จากปัญหาความขัดแย้งในประเทศที่คลี่คลายลง
    ในปี 61 ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทรงตัว โดยตลาดยังคงได้รับแรงสนับสนุนของอุปสงค์น้ำมันดิบที่มีแนวโน้มขยายตัวราว 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการขยายตัวของเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกาลังพัฒนา ประกอบกับอุปทานน้ามันดิบที่ลดลงจากข้อตกลงในการปรับลดกาลังการผลิตของกลุ่มผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปก อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบอาจเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงในการฟื้นตัว เนื่องจากปริมาณการผลิตน้ามันดิบของสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 0.68 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปีก่อนหน้า สู่ระดับ 9.92 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 50 เหรียญสหรัฐฯ อาจส่งผลให้ผู้ผลิตบางรายในสหรัฐฯ เริ่มคุ้มทุนที่จะกลับขุดเจาะและผลิตน้ามันดิบอีกครั้ง ประกอบกับได้รับแรงกดดันจากค่าเงินดอลล่าร์ที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ

*** มองค่าการกลั่น Q4/60 ลดลง หลังโรงกลั่นในสหรัฐฯดำเนินการปกติ
    
    ค่าการกลั่นใน Q4/60 มีแนวโน้มปรับลดลงเล็กน้อยจาก Q3/60 จากแรงกดดันของอุปทานน้ำมันสาเร็จรูปที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐฯ บางส่วนสามารถกลับมาดำเนินการผลิตแล้ว หลังมีการปิดซ่อมบำรุงฉุกเฉินจากผลกระทบของพายุเฮอร์ริเคน Harvey ในไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ค่าการกลั่นยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานกับน้ำมันดิบที่ยังคงมีแนวโน้มทรงตัวต่อเนื่อง จากอุปสงค์น้ามันเพื่อใช้ทาความร้อนที่คาดจะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาว
    ในปี 2561 ค่าการกลั่นคาดว่าจะทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า จากอุปทานน้ามันสาเร็จรูปที่ตึงตัวมากขึ้น หลังอุปสงค์มีแนวโน้มเติบโตสูงกว่ากาลังการกลั่นใหม่ส่วนเพิ่ม ประกอบกับ การส่งออกน้ามันสาเร็จรูปของจีนคาดจะปรับเพิ่มขึ้นในอัตราจากัดจากนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นเรื่องการควบคุมมลพิษและการลดกาลังการผลิตส่วนเกิน
    
*** คาดอะโรเมติกส์ Q4/60 ทรงตัวจาก Q3-ปี 61 ทรงตัว
    
    ตลาดสารอะโรเมติกส์ในช่วง Q4/60 คาดว่าจะทรงตัวถึงฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยจาก Q3/60 โดยได้รับแรงหนุนของอุปสงค์ตามฤดูกาลของผลิตภัณฑ์ปลายน้ำอย่างสารโพลีเอสเตอร์และสารสไตรีนมอนอเมอร์ (SM) ประกอบกับอุปสงค์ของสารพาราไซลีนยังได้รับแรงหนุนจากการเปิดดำเนินการของโรงพีทีเอในประเทศไต้หวัน ขนาดกาลังการผลิต 1.5 ล้านตันต่อปี อย่างไรก็ตาม ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากแผนการปิดซ่อมบำรุงของโรงผลิตที่ยังคงเบาบางกว่าคาดการณ์ นอกจากนี้ โรงอะโรเมติกส์แห่งใหม่ในประเทศซาอุดิอาระเบีย (กำลังการผลิตสารพาราไซลีน 1,340,000 ตันต่อปี และสารเบนซีน 424,000 ตันต่อปี) และโรงอะโรเมติกส์แห่งใหม่ในประเทศเวียดนาม (กำลังการผลิตสารพาราไซลีน 800,000 ตันต่อปี และสารเบนซีน 246,000 ตันต่อปี) ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเปิดดำเนินการผลิตในช่วงต้นปี 2561 อาจส่งผลให้ตลาดได้รับแรงกดดันในช่วงธันวาคม 2560
    ในปี 2561 ตลาดสารอะโรเมติกส์มีแนวโน้มอ่อนตัวกว่าปี 2560 จากแรงกดดันของการเปิดดาเนินการของโรงผลิตสารอะโรเมติกส์ขนาดใหญ่ทั้งสองแห่งตามที่กล่าวข้างต้น อย่างไรก็ตาม ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์โลกของสารพาราไซลีนและเบนซีนที่คาดว่าจะเติบโตราวร้อยละ 4.7 และร้อยละ 2.5 ตามลำดับ ประกอบกับโรงผลิตภัณฑ์ปลายน้ำอย่างโรงพีทีเอแห่งหนึ่งในประเทศอินเดีย (กำลังการผลิต 1,200,000 ตันต่อปี) เลื่อนการเปิดดำเนินการจากปลายปี 2560 ไปต้นปี 2561 จะส่งผลให้ความต้องการใช้สารพาราไซลีนอยู่ในระดับที่ดี
    
*** คงงบลงทุน 3 ปี (60-62) ที่ 390 ล้านเหรียญสหรัฐ

    ในปี 60 บริษัทยังคงแผนลงทุน เป็นเงิน 127 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนใหญ่ใช้ในโครงการปรับปรุงหน่วยผลิตต่างๆให้มีประสิทธิภาพต่อเนื่อง และโครงการลงทุนด้านโลจิสติกส์และสาธารณูปโภค และปี 61 ใช้เงินลงทุน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ และปี 62 ใช้เงินลงทุน 63 ล้านเหรียญสหรัฐ


*** บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ให้ราคาเป้าหมายปี 61 ที่ 103 บาท
    
    บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุ TOP รายงานกำไร Q3/60 ที่ 7,605 ล้านบาท (+159%) YoY และ +134% QoQ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลาด คาเป็นผลมาจากการบันทึกส่วนกลับของ NRV (Net Realizable Value) 897 ล้านบาท  คาดไตรมาส 4/60 (ไม่รวมสต๊อก) อ่อนตัว QoQ ตามค่าการกลั่น/ส่วนต่างอะโรเมติกส์/ส่วนต่างน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานลดลง ให้ราคาเป้าหมายปี 61 ที่ 103 บาท

*** บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) คาดผลงาน Q4/60 อ่อนตัวลง

    นักวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานของ TOP ในช่วงไตรมาส 4/60 ปรับตัวลดลงจากในช่วงไตรมาส 3/60 ที่เป็นช่วงที่ดีที่สุดของปีนี้ เนื่องจากในช่วงไตรมาส 3/60 บริษัทมีผลกำไรทั้งจากสต็อกน้ำมันดิบ และจากค่าการกลั่น (GRM) ที่สูงกว่าปกติ หลังจากโรงกลั่นในสหรัฐหลายแห่งได้รับผลกระทบจากพายุเฮอริเคน เออร์มา
    โดยมองว่าผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 4/60 จะประกาศออกมามีกำไรสุทธิ 3.6 พันล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 3/60 ที่มีกำไรสุทธิ 7.6 พันล้านบาท หากบริษัทไม่มีกำไรจากการสต็อกน้ำมัน และมีค่าการกลั่นอยู่ในเกณฑ์ปกติที่ 6.5 เหรียญต่อบาร์เรล

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด