ข่าวนี้ที่ 1

| 13 มกราคม 2560 | 17:05

กลุ่มแบงก์จ่อฟันกำไรปี60ทะลุ2แสนลบ.

โบรกฯคาดกำไรของแบงก์ไทยทั้ง 10 แห่ง ในปี 59 โต 3% จากปี 58 ที่มีกำไรสุทธิ 1.92 แสนลบ.  พบ Q4/59 ผลงานดีที่สุด มีกำไรสุทธิรวมกัน 4.89 หมื่นลบ.  ประเมินปี 60 กำไรโตได้อีก 5-8% สินเชื่อโต 3-4% ชูSCB น่าลงทุนที่สุดในกลุ่ม รับผลดีร่วมปล่อยกู้ดีลใหญ่ และแผนฟื้นฟูSSI ผ่าน ให้ราคาเป้าหมายที่ 181 บาท 

***คาดปี 59 กำไรกลุ่มแบงก์โต 3% ปี 60โต 5%     
    นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.อาร์เอชบี โอเอสเค (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภาพรวมกำไรสุทธิปี 59 ของธนาคารขนาดใหญ่ 10 แห่งที่บริษัทจัดทำบทวิเคราะห์ คาดว่าจะเติบโต 3% จากปี 58 ที่มีกำไรสุทธิประมาณ 192,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยสินเชื่อเติบโตเพียง 2% เนื่องจากรัฐบาลเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า และระมัดระวังการให้สินเชื่อกับลูกค้ารายย่อยมากขึ้นด้วย ทำให้การเติบโตไม่โดดเด่น
    ส่วนในปี 60 คาดว่ากำไรจะเติบโตได้ประมาณ 5% จากปี 59 ซึ่งจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวที่เด่นชัดมากขึ้น จากสินเชื่อที่จะเติบโตตามความต้องการใช้งบประมาณของภาครัฐ แม้จะมี Prompt Pay จะเป็นแรงกดดันค่าธรรมเนียมการให้บริการ แต่สินเชื่อที่ขยายตัวมากขึ้นจะทำให้ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยด้านสินเชื่อจะสามารถทดแทนได้ ขณะเดียวกันการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญคาดว่าจะลดลงกว่าปีก่อน
    กลยุทธ์การลงทุน แนะนำทยอยซื้อสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว โดยหุ้น Top Pick คือ SCB และ TISCO ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่มีการเติบโตต่อเนื่อง และ TCAP เป็นหุ้นขนาดเล็กที่ยังมี Upside อยู่พอสมควร แต่อย่างไรก็ตามหลังการประกาศงบปี 59 อาจมีการปรับประมาณการณ์ใหม่อีกครั้ง
    ผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 4/59 มีแนวโน้มลดลงจากไตรมาส 3/59 หลังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น เช่น โบนัส ในขณะที่สินเชื่อปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากเป็นไฮซีซั่นที่มีความต้องการใช้สินเชื่อเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนี้ที่มิก่อให้เกิดรายได้(NPL) ปรับลดลงจาก บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ SSI  ที่ได้รับการจัดชั้นเป็นลูกหนี้ที่เฝ้าระวังจากเดิมเป็น NPL อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตาม NPL ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากสินเชื่อเอสเอ็มอี และ สินเชื่อรายย่อย ส่วน NPL จากสินเชื่อรถยนต์กลับมาสู่ภาวะปกติ
    "หุ้นกลุ่มแบงก์ยังต้องระมัดระวังหากจะเข้าลงทุน เพราะโดยปกติก่อนประกาศงบจะมีแรงเก็งกำไรหุ้นกลุ่มแบงก์เข้ามา แต่หลังงบออกก็มีแรงเทขายออกมาเพื่อทำกำไร ซึ่งในระยะสั้นหากจะเข้าลงทุน Upside คงไม่มากจึงแนะนำนักลงทุนควรเข้าลงทุนในช่วงอ่อนตัวจะดีกว่า แต่หากดูพื้นฐานแล้ว SCB เราให้ราคาเป้าหมาย 181 บาท/หุ้น TCAP ราคาเป้าหมาย 48 บาท/หุ้น TISCO ราคาเป้าหมาย 69 บาท/หุ้น ซึ่งยังแข็งแกร่ง เหตุผลหลัก คือ การที่แก้ไข SSI จบ ทำให้ NPL ลด สำรองลด Coverate ratio เพิ่มสูงขึ้น"นายธนเดช กล่าว
    ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ได้เข้าพบผู้บริหาร TISCO เมื่อวันที่ 13 ม.ค. ที่ผ่านมา เพื่อรับฟังแผนธุรกิจปี 60 และ ผลประกอบการปี 59 แต่ยังไม่ปรับประมาณการกำไร และราคาเป้าหมายแต่อย่างใด โดยจะมีการทบทวนอีกครั้งหลังกระบวนการโอนพอร์ตรายย่อยจาก SCBT เป็นที่เรียบร้อย ซึ่คาดว่าเดือนมิ.ย. หรือ ก.ค. จะเห็นภาพที่ชัดขึ้น นอกจากนี้ ในวันที่ 16 ม.ค. 60 มีแผนจะพบผู้บริหาร TMB และ วันที่ 17 ม.ค. 60 พบผู้บริหาร KBANK 

***งวดQ4/59 คาด 10 แบงก์กำไรรวมกัน 4.89 หมื่นลบ. 
    ฝ่ายวิจัยบล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) ระบุว่า คาดการณ์ ผลประกอบการกลุ่มธนาคารพาณิชย์ 10 แห่ง จะมีกำไรสุทธิในงวด ไตรมาส4/60 รวมกัน 48.9 พันล้านบาท ลดลง 5.3% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทีบกับงวดเดียวกันปีก่อน ประเมินว่าไตรมาส 4/60 จะเป็นไตรมาสที่กลุ่มแบงก์มีสินเชื่อขยายตัวดีสุดในรอบปี ส่งผลดีต่อรายได้ดอกเบี้ย รวมถึงค้าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ยังไม่สูงนัก ประกอบกับเป็นไตรมาสที่มีการใช้สอยมาก ส่งผลดีต่อรายได้ค่าธรรมเนียมให้เพิ่มสูงขึ้นด้วย 
    กรณีข่าวแผนฟื้นฟูกิจการของSSI ได้ผ่านความเห็นชอบจากศาลล้มละลายกลางแล้ว น่าจะทำให้ธนาคารเจ้าหนี้ คือ SCB KTB และTISCO ลดระดับการตั้งสำรองลงได้ 
    ฝ่ายวิจัยได้ปรับน้ำหนักลงทุนหุ้นกลุ่มแบงก์มาเป็น "ลงทุนปกติ" เพราะมองว่ากลุ่มธนาคารยังมีเรื่องดี ๆ รออยู่ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของสินเชื่อที่น่าจะเติบโตขึ้นตามโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐที่จะทยอยออกมาเรื่อย ๆ ระดับการตั้งสำรองที่น่าจะทยอยลดลงได้ในอนาคต
    ประกอบกับระยะนี้จะเป็นช่วงที่นักลงทุนจะเข้าลงทุนในหุ้นธนาคารที่มีระดับปันผลสูง ซึ่งข่าวดีในหลายเรื่อง ๆ ที่กล่าว ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และเมื่อเปรียบเทียบกับราคาพื้นฐานที่ทางฝ่ายวิจัยทำไว้ จะเหลือส่วนต่างน้อยลง ทำให้ทางฝ่ายปรับลดระดับน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารลงมาเป็น "ลงทุนปกติ" จากเดิมที่แนะนำ "ลงทุนมากกว่าปกติ" 
    เลือกSCB ราคาพื้นฐาน 161 บาท เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่ม เนื่องจากSCB เป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะมีส่วนร่วมในการปล่อยกู้ให้กับดีลขนาดใหญ่หลายดีล นอกจากนี้ SCB เป็นเจ้าตลาดสินเชื่อรายย่อยที่คาดว่าจะเติบโตได้ดีในช่วงปลายปี นอกจากนี้ยังได้รับผลดีจากการผ่านแผนฟื้นฟูกิจการของSSI ด้วย 

***โบรกฯคาดTMB ปี 59 กำไรโตต่ำสุด อ่วมจากปล่อยกู้SME 
    นางอุษณีย์ ลิ่วรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่จะประการผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 4/59 เติบโตโดดเด่นสุดในกลุ่ม คือ BBL เนื่องจากการตั้งสำรองที่ลดลงในไตรมาส 4/59 และเติบโตจากไตรมาส 3/59 ที่ผลการดำเนินงานออกมาแย่ และประเมินว่า KBANK จะมีกำไรสุทธิในไตรมาส 4 /59 เติบโตน้อยสุดในกลุ่มเนื่องจากธนาคารมักจะใช้เงินลงทุนสูงมากในไตรมาสสุดท้ายของปี เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนทั้งปีเป็นไปตามเป้าหมาย
    สำหรับภาพรวมทั้งปี 59 ประเมินว่ากำไรสุทธิของ KKP จะเติบโตโดดเด่นที่สุดเนื่องจากรายได้พิเศษเข้ามามากจากการซื้อธุรกิจเก็บหนี้ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่ต้องเสียภาษี นอกจากนี้ธุรกิจเช่าซื้อยังได้รับอานิสงส์จากราคารถมือสองที่ค่อนข้างสูงเมื่อนำรถยึดไปปล่อยในตลาด
    ทั้งนี้ประเมินว่า TMB จะมีกำไรสุทธิเติบโตต่ำที่สุดในปี 59 เนื่องจากธนาคารเน้นการปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกค้ากลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SMEs) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวในปี 59 จนทำให้ระดับตั้งสำรองหนี้สูงขึ้น
    ในปี 60 ประเมินสินเชื่อทั้งระบบจะเติบโตราว 5% จากปีก่อน 3% และคาดว่าปริมาณการตั้งสำรองจะลดลงด้วยจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) ที่จะเริ่มดีขึ้นในช่วงกลางปี 60
    ทั้งนี้ค่าธรรมเนียมที่ลดลงจากกระแสการใช้งานพร้อมเพย์(Promt Pay)ยังเป็นความเสี่ยงของกลุ่มธนาคารในปี 60 นอกจากนี้คาดว่าสินเชื่อรถยนต์จะยังไม่เติบโตมากนัก เนื่องจากแนวโน้มดอกเบี้ยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยของสินเชื่อรถยนต์ลดลงเนื่องจากเป็นดอกเบี้ยคงที่

**ประเมินปี 60 แบงก์ทั้งกลุ่มกำไรโต 8% สินเชื่อโต 3-4% พบสินเชื่อรถมาแรง
    ด้านนายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กำไรสุทธิของหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในปี 60 จะเติบโตดีขึ้นราว 8% จากปี 59 ที่เติบโตราว 3% โดยเติบโตจากค่าธรรมเนียม และการตั้งสำรองหนี้สูญที่ลดลง ประกอบกับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) อยู่ในจุดต่ำสุดแล้ว
    สำหรับสินเชื่อในปี 60 คาดว่าจะเติบโตราว 3-4% เนื่องจากความต้องการสินเชื่อมักจะเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งปีนี้ตลาดคาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ราว 3%
    โดยธนาคารที่คาดว่าจะเติบโตมากที่สุดในปี 60 จะมาจากกลุ่มที่เน้นการปล่อยสินเชื่อประเภทเช่าซื้อเป็นหลักเช่น TISCO และ KKP รับผลดีมาจากตลาดรถยนต์ที่เริ่มกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในปีนี้
    ด้านธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่คาดว่า SCB จะเติบโตโดดเด่นที่สุดในกลุ่มจากการเนื่องจากไม่ต้องรับภาระตั้งสำรองหนี้สูญของ  SSI ซึ่งจะช่วยให้กำไรสุทธิเติบโตมากกว่าธนาคารอื่นๆในกลุ่มที่ประเมินว่ากำไรสุทธิจะค่อนข้างทรงตัวจากปีก่อน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด