ข่าวนี้ที่ 1

| 11 ตุลาคม 2560 | 17:05

CLSA ฟันธงหุ้นไทยปีหน้าแตะ 2,000 จุด ศก.สดใส-EEC หนุน

"ซี แอล เอส เอ(ประเทศไทย)" มองดัชนีหุ้นไทยปีนี้มีโอกาสทำนิวไฮใหม่ เหนือ 1,789 จุด คาดโครงการ EEC ช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนได้จริง พร้อมประเมินปีหน้าดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสแตะ 2,000 จุด จากแรงหนุนผลประกอบการ บจ.และเศรษฐกิจเติบโตดี ขณะที่ "เกศรา มัญชุศรี" มองการประกาศวันเลือกตั้งของนายกรัฐมนตรี ช่วยสร้างความมั่นใจ ดึง Fund Flow เข้ามาลงทุนมากขึ้น   

*** "ปริญญ์" มองหุ้นไทยปีหน้าแตะ 2,000 จุด
    นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CLSA เปิดเผยในงานสัมมนา"ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกกับทิศทางการลงทุนในปี 2018"  ประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้ มีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่เหนือจุดสูงสุดในปี 2537 ที่ 1,789.16 จุดได้ หากรัฐบาลสามารถดำเนินการโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(EEC) และดึงนักลงทุนต่างประเทศสามารถเข้ามาตั้งโรงงานผลิตได้จริง และมีการผลักดันการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานได้ตามนโยบาย ซึ่งประเมินว่า ปัจจัยด้านการเลือกตั้งจะไม่ใช่ประเด็นหลักในการผลักดันดัชนีในครั้งนี้ อย่างไรก็ดี ยังคงเป้าหมายดัชนีในปีนี้ไว้ที่ 1,680 จุด แม้ปัจจุบันดัชนีจะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปแล้ว
     อย่างไรก็ดี ประเมินว่าดัชนีมีโอกาสขึ้นไปอยู่ที่ 2,000 จุดได้ในปี 61 จากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) และพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจที่จะมีการเติบโต จากการผลักดันโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(EEC) ซึ่งเป็นโครงการที่นักลงทุนต่างประเทศให้ความสนใจมาก และจะทำให้เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ(FDI) เข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่เช่น อาลีบาบา แอร์บัส(Airbus) ซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงานมากขึ้นส่งผลให้กำลังซื้อและการบริโภคเติบโตตามมาเชื่อว่าการเฉลิมฉลองและการจับจ่ายที่อั้นมาจากปีก่อนน่าจะเริ่มกลับมาคึกคักในช่วงต้นปี 61
   "คาดว่าดัชนีในปี 61 จะมีโอกาสเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2,000 จุดได้ หากได้รับอานิสงส์จากการลงทุน EEC ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเข้ามาเป็นจำนวนมาก เกิดการสร้างงาน และการบริโภคฟื้น ประกอบกับปีหน้าการจับจ่ายที่อั้นอยู่จะเริ่มทยอยออกมา ต่อให้ไม่มีการเลือกตั้งก็ตาม" นายปริญญ์กล่าว

*** มองหุ้นพลังงาน-สื่อสาร-แบงก์-ปิโตรฯ ได้ประโยชน์ 
    นายปริญญ์ คาดว่าหุ้นที่จะได้รับประโยชน์ได้แก่ กลุ่มพลังงาน เนื่องจากปัจจุบันราคาน้ำมันกลับมาเป็นบวกค่อนข้างมาก จากปัจจัยการควบคุมกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ (OPEC) และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่จะได้รับประโยชน์จากการบริโภคของไทยที่เริ่มฟื้นตัวทำให้มีการปล่อยกู้ให้แก่การลงทุนภาคเอกชนมากขึ้น หุ้นในกลุ่มปิโตรเคมี และสื่อสารที่จะได้รับผลดีจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัว

*** ตลท. มองนักลงทุนเชื่้อมั่นรัฐบาลจัดเลือกตั้ง
    นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยในงานสัมมนา"ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก กับทิศทางการลงทุนในปี 2018"  มองดัชนีตลาดหุ้นไทยสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่เหนือ 1,700 จุด ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 ต.ค.60  จากการที่นายกรัฐมนตรีออกมาประกาศวันเลือกตั้ง ผนวกกับการส่งออกของไทย และการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ทำให้เม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามา
    การปรับตัวขึ้นของดัชนีตลาดหุ้นไทยในครั้งนี้มองว่าไม่มีความเสี่ยงเมื่อเทียบกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนในตลาดมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 16.7 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับการปรับตัวขึ้นในอดีตที่มีมูลค่าตลาดเพียง 3.3 ล้านล้านบาท
    อย่างไรก็ตาม ขอให้นักลงทุนจับตาผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนด้วยว่าจะประกาศออกมาเป็นไปตามการปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีหรือไม่ และลงทุนในหุ้นที่จะได้รับอานิสงส์จากการส่งออก และการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ
    นอกจากนี้ มองว่าพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยภายในปี 61 จะเติบโตมากกว่าในปีนี้อย่างแน่นอน ทั้งจากการส่งออก การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่จะเพิ่มขึ้นอีกในปีหน้า และจากการบริโภคทั่วไปที่จะเริ่มฟื้นตัวขึ้น
 
 ***เอเซียพลัส แนะขายหุ้นแพง-ซื้อหุ้นถูก
     บทวิเคราะห์ บล.เอเซียพลัส ระบุ  จนถึงวานนี้ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 11% นับจากปลายปี ทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่ Laggards อีกต่อไป และหากพิจารณา P/E  พบว่าขึ้นมากที่ ราว  16.84 เท่า ปี 2560  และ 15.52 เท่าปี 2561 (อิง กำไรสุทธิต่อหุ้นหรือ EPS Growth  9% ปี 2561 และ 7% ปี 2560)  ซึ่งใกล้เคียงกับตลาดหุ้นโลก  (ทั้งประเทศพัฒนาแล้ว และกำลังพัฒนา) ยกเว้นตลาดเพื่อนบ้านบางแห่งที่มี P/E สูง  เช่น อินเดีย และ ฟิลิปปินส์ 20.5 เท่า และ 20.4  เท่า ปี 2560 และ 16.4 เท่า และ 18.25 เท่า ในปี 2561  ตามลำดับ  (ภายใต้สมมติฐาน กำไรสุทธิต่อหุ้น  หรือ EPS Growth   อินเดียจะเติบโตสูงสุด 24% ในปี 2561 จาก 4.7% ในปีนี้ ตลาดฟิลิปปินส์ เติบโต 12% ปี 2561 จาก 6.5% ในปี 2560 และอินโดนีเซีย (P/E  เท่าในปี 2560 และ เท่าในปี 2561) เติบโต 13% ปี 2561 จาก 11.2% ปี 2560  
    แม้มองตลาดหุ้นไทยในระยะ 12 เดือนข้างหน้ายังมีโอกาสขึ้นไปแตะ 1766 จุด  (อิงกำไรตลาด 110.4 บาทต่อหุ้น และ P/E 16  เท่า) ด้วยแรงหนุนเศรษฐกิจไทยที่มีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนขึ้นตามลำดับ   และ fund flow  ที่คาดว่าจะเข้ามาหนุนอีกครั้ง หลังจากที่ขายหุ้นไทยไปมากจนมี  foreign holding limit อยู่ในระดับต่ำมากราว 31% เท่านั้น แต่ระยะสั้น ๆ เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะเผชิญกับแรงขายทำกำไรที่แนวต้านที่ 1700-1710 จุด กลยุทธ์ยังแนะนำให้ขายหุ้นที่ให้ผลตอบแทนชนะตลาดหรือราคาหุ้นเกินมูลค่าพื้นฐาน อย่างเช่น  กลุ่ม ท่องเที่ยว (ERW) โรงแรม  ICT (DTAC, TRUE)  โรงกลั่นและปิโตรเคมี (TOP, BCP, ESSO, PTTGC)  และ การบิน (AOT, THAI) และสลับไปซื้อหุ้น laggards 
    ทั้งนี้แนะนำหุ้นที่ขึ้นน้อยกว่าตลาด และ/หรือ พร้อมกับราคาหุ้นยังมี upside  ก่อสร้าง/วัสดุก่อสร้าง (UNIQ, CK, SCC, VNG) หุ้นชิ้นส่วน (HANA)  สื่อสาร (INTUCH, THCOM) commerce (COM7, BJC) โรงไฟฟ้า (GUNKUL, RATCH) อสังหา (SPALI, LH)  โรงพยาบาล (LPH) และ ธนาคาร (SCB, KKP) เป็นต้น 

***เคจีไอ เลือกหุ้นค้าปลีก-แบงก์- ก่อสร้าง-อสังหาฯ ช่วง election rally
    ด้าน  บล.เคจีไอ  ระบุ ความชัดเจนต่อช่วงเวลาจัดการเลือกตั้งของไทย น่าจะหนุนเงินบาทและฟันด์โฟลว์แรงกว่าที่เราเคยประเมิน ทำให้าปรับเป้าเชิงกลยุทธ์ของดัชนีฯ สิ้นปีนี้  เป็น 1,755 จุด จากเดิม 1,710 จุด เนื่องจากเรามองว่า ‘election rally’ จะหนุนให้ดัชนีฯ ขึ้นไปเล่นที่ค่าพีอีสูงกว่าเดิมอีก 0.25 SD เป็น 16.4 เท่าจากเป้าพีอีเดิมที่ 15.9 เท่า และหุ้นนำดัชนีฯ น่าจะเป็นหุ้นเชื่อมโยงความมั่นใจในประเทศ และเศรษฐกิจที่น่าจะเร่งตัวต่อเนื่อง 
    ทั้งนี้จากสถิติที่เรารวบรวมในการเลือกตั้งของไทยครั้งที่ผ่านมาๆ พบว่ากลุ่มค้าปลีก กลุ่มธนาคาร กลุ่มก่อสร้าง และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เป็นหุ้น 4 กลุ่มที่ปรับขึ้นโดดเด่นในช่วง ‘election rally’ 
    ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของ KGI ที่เลือกกลุ่มดังกล่าวเป็นหุ้นเด่นในไตรมาส 4/2560 ด้านปัจจัยภายนอกเป็นบวกเล็กน้อย หลังดัชนีค่าเงินดอลล่าร์ฯ ปรับลงค่อนข้างแร  ตามการฟื้นตัวของสกุลเงินยูโรหลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ ECB แถลงสนับสนุนการลดระดับมาตรการ QE ในต้นปี 2561  
 
 
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด