ข่าวนี้ที่ 1

| 11 กรกฎาคม 2560 | 17:05

กูรูแนะกระจายพอร์ตลงทุนหุ้น ตปท. หลังมอง SET เริ่มไซด์เวย์

       Phatra Wealth แนะปรับพอร์ตครึ่งปีหลัง "เพิ่มน้ำหนัก" หุ้น ตปท. เพื่อกระจายความเสี่ยง ชูตลาดยุโรป-ตลาดเกิดใหม่ หลังมอง SET เริ่มไซด์เวย์ เหตุซึมซับสตอรี่รัฐกระตุ้น ศก.ไปพอสมควรแล้ว ด้าน บล.เออีซี มอง Q3 ได้เห็น SET แตะ 1,641 จุด ผลจากเฟดขึ้นดอกเบี้ยหนุนฟันด์โฟลว์ เข้าไทย  ขณะที่ 2 บลจ.เชื่อปลายปีนี้ทะลุ 1,600 จุด อานิสงส์ส่งออกโต หนุนกำไร บจ.ทั้งปีแตะ 1 ล้านลบ.ทำสถิติใหม่
    
*** Phatra Wealth แนะกระจายพอร์ตลงทุนหุ้น ตปท.
     Phatra Wealth  กล่าวถึง ภาพรวมการลงทุนครึ่งปีหลังในมุมมองของค่ายภัทรคือ ภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ และดอกเบี้ยโลกอาจขยับขึ้นอย่างช้าๆ จากการที่ธนาคารกลางประเทศต่างๆ กำลังถอนมาตรการQE ขณะประเด็นความเสี่ยงยังต้องติดตามราคาน้ำมัน รวมถึงความเสี่ยงการเมืองระหว่างประเทศ 
    คำแนะนำคือให้กระจายการลงทุนไปในหลายสินทรัพย์ โดยการลงทุนในหุ้นดูยังน่าสนใจ แต่ต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น จากความเสี่ยงราคาที่ปรับขึ้นมาสูงแล้ว และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบาง 
    ค่ายภัทรได้ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนต่างประเทศมากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยง ลดความผันผวน และเปิดโอกาสรับผลตอบแทน พร้อมเตือนให้ระมัดระวังการลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนต่ำ และมีการกระจุกตัวของความเสี่ยงสูง 
    ในส่วนตราสารหนี้ จากเดิมที่แนะนำให้เลือกตราสารหนี้ในประเทศและนอกประเทศ เปลี่ยนมาเป็นการเลือกลงทุนตามความเสี่ยงของตราสาร โดย “Overweight” ตราสารที่เป็นระดับ “Investment grade” และ “Underweight” ตราสารในกลุ่มประเภท “High yield” เพราะมองว่าความเสี่ยงด้านเครดิตดูน่ากังวลมากขึ้น โดยเฉพาะตราสารในประเทศ
    สินทรัพย์ที่ภัทรมองว่าน่าสนใจที่สุดในตอนนี้ และยังคงมุมมอง “Overweight” คือ ตลาดหุ้นยุโรป และตลาดเกิดใหม่ โดยในส่วนของตลาดหุ้นยุโรป มองว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนน่าจะได้ประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว เช่นเดียวกับหุ้นประเทศเกิดใหม่ ที่มีแนวโน้มกำไรดีขึ้น และราคาหุ้นยังไม่แพงมากนัก 
    ส่วนหุ้นสหรัฐฯ แม้คาดว่ากำไรน่าจะดีขึ้นเช่นกัน แต่ด้วยราคาหุ้นที่เริ่มแพง จึงให้น้ำหนักเพียง “Neutral” 
    ตลาดหุ้นญี่ปุ่นให้เป็น “Underweight” เพราะมองว่าตลาดได้รับรู้ปประโยชน์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจไประดับหนึ่งแล้ว เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทย ที่คาดว่า SET Index ในครึ่งปีหลังยังคงไซด์เวย์ เพราะยังไม่เห็นการปรับประมาณการ EPS Growth ที่มีแต่เพียงความคาดหวังเท่านั้น และแม้จะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลัง แต่ก็เชื่อว่าจะส่งผลเพียงเล็กน้อยต่อแนวโน้มกำไรของตลาด จึงยังคงเป้าหมายดัชนี SET ณ สิ้นปีนี้ไว้ที่ 1,600 จุด

*** ชู 4 แนวทางลงทุนครึ่งปีหลัง 
     แนวทางในการลงทุนครึ่งปีหลัง ภัทร เน้นให้เลือกหุ้น 4 กลุ่มหลัก 
    1.กลุ่มที่เน้นความสามารถในการทำกำไร มากกว่าการเกาะไปกับวัฏจักรธุรกิจ 
    2.หุ้นที่เน้น “คุณค่า” มากกว่า “การเติบโต” (Value vs Growth) 
    3. หุ้นที่ให้เรื่องคุณภาพและผลตอบแทน มากกว่าเรื่องความเสี่ยง 
    4.หุ้นที่มีโมเมนตัมในการทำกำไรสูง มากกว่าการเน้นที่แรงส่งของราคาหุ้น
    หุ้นประเภทดังกล่าวถูกมองว่าจะสามารถช่วยหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะถูก “de-rating” หรือลดพรีเมียมความน่าลงทุนลง โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่ม “Small cap” และหุ้นที่วัฏจักรธุรกิจที่อาจมีผลประกอบการแย่กว่าคาด
    ภัทรยังให้น้ำหนักกับหุ้นกลุ่มสื่อสาร กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น กลุ่มอาหาร กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มสาธารณูปโภค และให้มุมมอง "Neutral" สำหรับกลุ่มพลังงาน กลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มปิโตรเคมี กลุ่มขนส่ง กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มโรงพยาบาล
    ส่วนกลุ่มที่ชอบน้อยที่สุดสำหรับครึ่งหลังของปี ได้แก่ กลุ่มธนาคาร กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ กลุ่มเกษตร และกลุ่มค้าปลีกสินค้าฟุ่มเฟือย

*** บล.เออีซี คาด SET Q3/60 มีลุ้นแตะ 1,641 จุด 
    นายรณกฤต สารินวงศ์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) หรือ AECS กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 3/60 มีโอกาสที่จะปรับไปแตะระดับ 1,641 จุดได้ แม้ว่าจะยังเจอแรงกดดันจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เป็นครั้งที่สองในปีนี้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ระดับ 1.25% โดยยังมีเป้าหมายในการขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคาดว่าภายในปีนี้จะอยู่ที่ 1.50% แม้ว่าทุกอย่างจะมีแผนกำหนดการไว้แล้ว แต่การขึ้นดอกเบี้ยนี้จะกดดันเม็ดเงินลงทุนต่างชาติในการกระจายการลงทุนมายังภูมิภาคได้
    Fed ได้กำหนดให้มีการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ไปจนถึงปี 2561 มีเป้าหมาย 2.75% ซึ่งจะให้อัตราดอกเบี้ยในอเมริกาอาจสูงกว่าไทย และมีผลต่อการลดปริมาณเงินลงทุนในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะประเทศที่มีการขยายตัวไม่สูง และสิ่งที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นก็คือ การลดปริมาณ QE ของทั้ง FED และ ECB จะกดดันตลาดหุ้นภูมิภาคยิ่งขึ้น นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางยุโรปจะเริ่มประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น รวมทั้งการลดปริมาณ QE
    เมื่อประเมินโดยเปรียบเทียบตลาดหุ้นในภูมิภาค โดยใช้อัตราการขยายตัวของกำไรต่อหุ้นทั้งของปี 60-61 พบว่าตลาดหุ้นไทยมีอัตราการขยายตัวที่ระดับ 14.8% อยู่ในลำดับที่ 9 จาก 12 อันดับ ซึ่งถือว่าการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนของไทยต่ำกว่าส่วนใหญ่ในภูมิภาค  และเมื่อรวมอัตราตอบแทนเงินปันผล 2 ปีเข้าด้วยกัน ตลาดหุ้นไทยจะมีผลตอบแทนรวมที่ 6.15% อยู่ในลำดับ 7 จาก 12 อันดับ ถือว่ามีผลตอบแทนจูงใจปานกลาง  ซึ่งจะมีผลต่อ Assets allocation ของนักลงทุนต่างประเทศให้กระจายน้ำหนักการลงทุนเข้ามาในตลาดหุ้นไทยระดับปานกลางจึงทำให้คาดว่าระยะนี้ไปจนถึงสิ้นปีตลาดหุ้นไทยยังคงเผชิญภาวะซบเซา
    แนะกลยุทธ์การลงทุนเน้นการเก็งกำไร จนกระทั่งตลาดให้ผลตอบแทนสูงกว่านี้จึงค่อยเริ่มเข้าลงทุนจริงจังครั้งใหม่ 

*** บลจ.กสิกรไทย เชื่อเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังโตต่อ ดัน SET ปลายปี 1,650 จุด
    นางสาวธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการและประธานบริหารการลงทุนตราสารทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า มีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง ส่วนมุมมองการลงทุนในหุ้นไทย เชื่อว่ายังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในปีนี้ โดยคาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยปลายปีอยู่ที่ระดับ 1,650 จุด
     โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการฟื้นตัวของภาคการส่งออก รวมทั้งการลงทุนและการเบิกจ่ายงบประมาณที่คาดว่าจะมีการเร่งตัวขึ้นในครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังขยายตัวใกล้เคียงกับที่คาดไว้ โดยบริษัทประเมินตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2560 ไว้ที่ประมาณ 3.3-3.4% ในขณะที่ตัวเลขการส่งออกคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตอยู่ที่ 3.5% ส่วนมุมมองการลงทุนในหุ้นไทย เชื่อว่ายังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในปีนี้ โดยคาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยปลายปีอยู่ที่ระดับ 1,650 จุด
     อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนยังคงต้องติดตามปัจจัยต่างประเทศที่อาจมีผลกระทบต่อการลงทุน ทั้งในด้านนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารงานของประธานาธิบดีทรัมป์ รวมไปถึงปัจจัยด้านนโยบายการเงินของ Fed ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ 
 
***บลจ.ทาลิส  เชื่อปีนี้  SET ทะลุ 1,600 จุด  กำไร บจ.ไตรมาส 2 หนุน
     นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทาลิส จำกัด คาดว่า แนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนประจำไตรมาส 2/60 แม้จะชะลอตัวลงเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 1/60 ที่มีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 2.84 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม พื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัว อาทิ ภาคการส่งออก และการลงทุนของรัฐรวมถึงการ
ท่องเที่ยว ตลอดจนการฟื้นตัวของรายได้เกษตรจะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเกินระดับ 1,600 จุด ได้ในปีนี้
    “ ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อตลาดหุ้นไทย เพราะทั้งแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย และโดยเฉพาะกำไรบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2/60 ที่คาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูง จะมีส่วนผลักดันดัชนีตลาดหุ้น ปรับตัวเกินระดับ 1,600 จุดในปีนี้ได้ ทั้งนี้ บลจ.ทาลิส คาดว่ากำไรรวมของบริษัทจดทะเบียนตลอดทั้งปี60 นี้ จะสามารถแตะระดับ 1 ล้านลบ. ซึ่งจะเป็นการทำสถิติใหม่ได้” นายประภาสกล่าว
     คาดแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปี 2560 ยังอยู่ในทิศทางที่เป็นขาขึ้นเคลื่อนไหวในกรอบ 1,450-1,750 จุด ขณะที่หุ้นในกลุ่มรับ
เหมาก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ยังเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ เนื่องจากมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น จากปีที่ผ่านมา สำหรับผู้ลง
ทุนที่ยอมรับความเสี่ยงสูงได้ แนะนำกองทุนรวมตราสารแห่งทุน กองทุนเปิดทาลิส หุ้นทุน (TLEQ)  และกองทุนเปิดทาลิส MID-SMALL CAP หุ้นทุน (TLMSEQ)  

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด