ข่าวนี้ที่ 1

| 10 พฤศจิกายน 2560 | 16:04

ธปท.ส่งซิกกำไรแบงก์ปี 61 ทรุด! ตั้งสำรองสูง-พร้อมเพย์ฉุดค่าฟี


    ธปท.คาดกำไรกลุ่มแบงก์ปีนี้ลดลงจากปีก่อน เหตุกันสำรองฯเพิ่ม - รายได้ค่าฟีหดจากพร้อมเพย์  ส่วนปี 61 กำไรยังลดลงต่อเนื่อง หลังยอดใช้พร้อมเพย์เติบโต ค่าฟีหาย เชื่อแบงก์จะเร่งปล่อยสินเชื่อหารายได้จากดอกเบี้ยชดเชย ประเมิน NPL ช่วง Q4/60 จะสูงสุดของปี ด้านวงการส่วนใหญ่มองตรงกันยก TMB เป็นหุ้นเด่น
 

***  ธปท. คาดกำไรกลุ่มแบงก์ปีนี้ลด เหตุกันสำรองฯ เพิ่ม
  
    นางสาวดารณี แซ่จู ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในปีนี้ ธปท. คาดว่ากำไรสุทธิของธนาคารพาณิชย์จะปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการกันสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อเอสเอ็มอีที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น และจะยังเป็นแรงส่งที่ทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ไตรมาส 4 ปีนี้สูงสุดของปี นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบจากรายได้ค่าธรรมเนียมจากการโอนเงินที่ปรับตัวลดลง จากการสนับสนุนการใช้พร้อมเพย์ด้วย 

*** ปี61ทิศทางกำไรยังลงต่อ พร้อมเพย์กระทบค่าฟี 

      ขณะที่ปี 2561 ประเมินว่ากำไรสุทธิของธนาคารพาณิชย์จะลดลงต่อเนื่อง จากแนวโน้มการใช้พร้อมเพย์ของประชาชนจะเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่า ธนาคารพาณิชย์จะเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อจะเติบโตได้ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่ภาครัฐพยายามขับเคลื่อนให้เข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ธนาคารพาณิชย์มีรายได้จากดอกเบี้ยจากการปล่อยสินเชื่อเข้ามาชดเชย ขณะที่แนวโน้มค่าใช้จ่ายในการกันสำรองคงไม่เพิ่มมากขึ้นด้วย ?? 
     “สินเชื่อเรามองว่ายังขยายตัวได้ดี แต่ทั้งนี้คงต้องขึ้นอยู่กับภาวะของเศรษฐกิจด้วยว่าจะออกมาในทิศทางใด แต่เบื้องต้นที่มองคือ ปีหน้าเรามองว่า พร้อมเพย์จะเริ่มใช้มากขึ้น และจะทำให้รายได้- กำไรของแบงก์น่าจะลดลง เนื่องจากค่าฟีจากการโอนเงินลดลง แต่ก็ต้องดูว่าแบงก์จะปรับตัวได้ดีมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อ เพื่อให้มีรายได้ดอกเบี้ยเข้ามาชดเชย ซึ่งหากปล่อยได้มากก็เชื่อว่าจะมีส่วนช่วยเรื่องรายได้ไม่ให้ลดลงไปมาก ขณะที่ไตรมาส 4 ปีนี้มองว่ากำไรของแบงก์พาณิชย์น่าจะทรงตัว” นางสาวดารณี กล่าว 
      สำหรับสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ในปีนี้น่าจะขยายตัวได้ที่ใกล้เคียง 4% จากที่ ธปท.คาดการณ์สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ปีนี้เติบโตที่ระดับ 4-6% 

*** กำไร Q3/60 ลดลง 6.4%  QoQ และลดลง 8% YoY 

     ขณะที่ผลการดำเนินการของธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 3/2560 ที่ผ่านมา พบว่า ระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิ 4.6 หมื่นล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 2/60 ที่มีกำไร 4.88 หมื่นลบ. หรือคิดเป็น -6.4%  และลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 5 หมื่นล้านบาท หรือ -8% จากการกันสำรองเพื่อรองรับคุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ 1.04% จากไตรมาสก่อนที่ 1.09% ขณะที่อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย (NIM) ค่อนข้างทรงตัวที่ 2.78%  
     สำหรับระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนอยู่ในระดับสูง รวมทั้งสิ้น 2,447 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากการจัดสรรกำไรและการเพิ่มทุน โดยอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของอยู่ในระดับสูงที่ 18.4% และ 15.8% 

*** สินเชื่อ Q3/60 โต 3.3%  เอ็นพีแอล 2.97% เพิ่มเล็กน้อย QoQ 

    ทั้งนี้ สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ทรงตัวที่ 3.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการชำระคืนหนี้ของธุรกิจขนาดใหญ่ สอดคล้องกับภาพรวมของการระดมทุนของภาคเอกชนผ่านตราสารหนี้ที่ขยายตัวชะลอลง ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคขยายตัวเพิ่มขึ้นในทุกพอร์ตสินเชื่อ ทั้งนี้ หากรวมสินเชื่อและการระดมทุนผ่านตราสารหนี้จะขยายตัวที่ 4.5% 
     ด้านคุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.97% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนที่ 2.95% โดยมียอดคงค้าง NPL อยู่ที่ 428 พันล้านบาท ขณะที่คุณภาพสินเชื่อของพอร์ตสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี และสินเชื่อที่อยู่อาศัยด้อยลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ธนาคารพาณิชย์มีการกันสำรองเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อ ทำให้เงินสำรองของระบบธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 584 พันล้านบาท  
      “ด้านของคุณภาพสินเชื่ออุปโภคบริโภค แม้ว่าจะมีมาตรการคุมเข้มบัตรเครดิตแต่อาจจะยังไม่ได้เห็นผลมากในช่วงนี้ เพราะเพิ่งเริ่มเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา แต่ตัวหลักที่ทำให้หนี้ลดลงในกลุ่มบัตรเครดิตหรือสินเชื่อบุคคล เป็นผลจากแบงก์มีการบริหารจัดการหนี้เสียมากขึ้น โดยไตรมาส 3 ที่ผ่านมาหนี้เอ็นพีแอลบัตรเครดิตอยู่ที่ 2.84% ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ 3.43% เป็นต้น”นางสาวดารณี กล่าว  
      นางสาวดารณี กล่าวว่า สำหรับปัญหาของ บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) :(PACE) มองว่า เป็นปัญหาของบริษัทเองซึ่งไม่ได้ส่งผลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์โดยรวม เนื่องจากมองว่าในระยะต่อไปอสังหาริมทรัพย์จะเริ่มขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง  โดยปัญหาการชำระหนี้ของ PACE นั้น เป็นการเจรจาเชิงธุรกิจที่ ธปท. ติดตามอย่างใกล้ชิดเป็นปกติต่อเนื่อง  

***  วงการมองปี61 ค่าใช้จ่ายสำรองยังฉุดทั้งกลุ่ม-ยก  TMB  เป็นหุ้นเด่น

    บล.ซีไอเอ็มบี  กล่าวว่า กำไรสุทธิใน Q3/60 กลุ่มธนาคารถูกกดดันโดยค่าใช้จ่ายสำรอง??อัตราการเติบโตของสินเชื่อช้าลง และ อัตราส่วน NPL สูงขึ้น  โดยอัตราการเติบโตของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยต่ำแต่มีการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมที่ดี  ทั้งนี้ มองว่ากลุ่มแบงก์จะเจอค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองของธนาคาร (credit cost) ในปี61 ที่สูงเพื่อเตรียมตัวสำหรับมาตรฐานรายงานใหม่ IFRS 9 จึงคงแนะนำ “Neutral” และหุ้น top pick คือ TISCO และ TMB
    บล.หยวนต้า เลือก TMB เป็น Top pick ของกลุ่มธนาคาร เพราะกําไรมีแนวโน้มเติบโตดีต่อเนื่องในปี 2561 จาก access fee เป็นฐานรายได้ที่มั่นคง และการลดลงของ credit cost ตามคุณภาพสินทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้น เพราะปีนี้ TMB  ได้ write-off  NPL ออกไปมากแล้ว หนุนด้วยการฟื้นตัวของภาพรวมเศรษฐกิจ 
     บล.ทิสโก้  ชอบธนาคารขนาดกลางและเล็กจากการเติบโตของ EPS ที่สูง, คุณภาพสินเชื่อที่ดีขึ้น และเงินปันผลที่สูง แนะนำ TMB, KKP ในขณะที่กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ แนะนำ BBL และ KBANK เนื่องจาก 1) ผลกระทบจากวัฏจักรของ NPL ที่เปลี่ยนจากสินเชื่อรายย่อยเป็นสินเชื่อธุรกิจ และ 2) การเติบโตของ GDP ที่เป็นประโยชน์ต่อสินเชื่อ และคุณภาพสินเชื่อของ SME
        

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด