ข่าวนี้ที่ 1

| 10 ตุลาคม 2560 | 16:04

กูรูเชียร์ 27 หุ้นอัพไซด์บาน แนะปรับพอร์ตหลังดัชนีทะลุ1,700จุด

    บล.เอเซีย พลัส ส่อง 27 หุ้นเด่น ราคายังขึ้นน้อยกว่าตลาด เหลืออัพไซด์บาน แนะปรับพอร์ตขายทำกำไรหุ้นแพงมาซื้อหุ้นถูกที่ผลประกอบการช่วงครึ่งปีหลังเติบโตดีแทน นำโดย BANPU,UNIQ,BLA,LPH,CK,INTUCH,BTS,GUNKUL,LHBANK,ITD,LH,BA,PSH,AEONTS,SCB,SPALI,STEC,KCAR,MINT,BAY,KBANK,FSMART,CPF,AIT,LANNA,M,PTT 

*** โบรกฯมองหุ้นไทยไม่ถูกอีกแล้ว
    
    นางภรณี ทองเย็น รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASP) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวจากที่ 1,575 จุด เมื่อปลายเดือนส.ค.จนทะลุ 1,700 จุดไปเรียบร้อยแล้ว หรือเพิ่มขึ้น 126 จุด หรือเพิ่มขึ้น 8% แต่หากคิดจากปลายปี 2559 ถือว่าขึ้นมาประมาณ 10% ซึ่งนับว่าตลาดหุ้นไม่ได้ขึ้นน้อยกว่าตลาดเพื่อนบ้านมากนัก เทีบกับช่วงเดือนส.ค.ที่ตลาดหุ้นไทยขึ้นเพียง 2% ทั้งนี้ ยกเว้นตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ และอินเดีย ที่ปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 20% ในช่วงเดียวกัน
    และหากพิจารณาในด้านพื้นฐานตลาดหุ้นไทยถือว่า ตลาดหุ้นไทยมี P/E ราว 16.7 เท่า ปี 2560 และ 15.2 เท่าในปี 2561 นับว่าไม่ถูกเช่นกัน เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นโลก ยกเว้นตลาดเพื่อนบ้านบางแห่งที่มี P/E สูง เช่น อินเดีย และฟิลิปปินส์ 20.4 เท่า และ 19.5 เท่า ปี 2560 และ 16.3 เท่า และ 17.4 เท่า ในปี 2561 ตามลำดับ ทั้งนี้ อยู่ภายใต้สมมติฐานกำไรสุทธิต่อหุ้น อินเดียจะเติบโตสูงสุด 24% จาก 4.7% ในปีนี้ และตลาดฟิลิปปินส์ เติบโต 12% ปี 2561 จาก 6.5% ในปี 2560 และอินโดนีเซียเติบโต 13% ในปี 2561 จาก 11.2% ในปี 2560 ส่วนของไทยเติบโต 9% ในปี 2561 และ 7% ในปี 2560

***แนะ switch มาหุ้นที่ขึ้นน้อยกว่าตลาด ราคายังมี upside    
    
    แม้มองตลาดหุ้นไทยในระยะ 12 เดือนข้างหน้ายังมีโอกาสขึ้นไปแตะ 1,766 จุด อิงกำไรตลาด 110.4 บาทต่อหุ้น และ P/E 16 เท่า ด้วยปัจจัยหนุนเศรษฐกิจไทยที่มีสัญญาณบวกชัดเจนขึ้นตามลำดับโดยปี 2561 มีโอกาสแตะ 4% ครั้งแรกในรอบหลายปี และ  fund flow ที่คาดว่าจะเข้ามาหนุนอีกครั้งหลังจากที่ขายหุ้นไทยไปมากจนมี foreign holding limit อยู่ในระดับต่ำมากราว 31% เท่านั้น ภาพตลาดหุ้นไทยน่าจะมีลักษณะสลับหมุนเวียนกันจากหุ้นแพงไปหุ้นถูก จึงแนะนำให้ทยอยขายทำกำไรหุ้นที่ให้ผลตอบแทนชนะตลาดหรือราคาหุ้นเกินมูลค่าพื้นฐาน กลุ่ม ท่องเที่ยว (ERW) โรงแรม ICT (DTAC, TRUE) โรงกลั่นและปิโตรเคมี (TOP, BCP, ESSO) และการบิน (AOT, THAI)
     และให้ switch มาเข้าห้นที่ขึ้นน้อยกว่าตลาด และ/หรือ พร้อมกับราคาหุ้นยังมี upside ก่อสร้าง/วัสดุก่อสร้าง (UNIQ, SCC, VNG) หุ้นชิ้นส่วน (HANA) สื่อสาร (INTUCH, THCOM) commerce (COM7, BJC), โรงไฟฟ้า (GUNKUL, RATCH) อสังหา (SPALI, LH) โรงพยาบาล (LPH) และธนาคาร (SCB) เป็นต้น
    
    UNIQ (FV@B25) ถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สดสุดสำหรับบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ที่รับงานภาครัฐจากจุดเด่นเรื่องอัตราการเติบโตของกําไรที่โดดเด่นในช่วง 3 ปีข้างหน้า ระดับ 20% ต่อปี บวกกับ Valuation ของ UNIQ ที่มี PER ตํ่าที่สดเมื่อเทียบกบบริษัทรับเหมาก่อสร้างใหญ่รายอื่นๆ
    
    LPH (FV@B11.30) แนวโน้มผลประกอบการจะเริ่มดีขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่งวด 3Q60 เป็นต้นไป จากการปรับเพิ่มเงินสมทบจากสํานักงานประกันสังคม และการเปิดตึกศูนย์ความเป็นเลิศ ขณะที่ภาพระยะยาวยังคงสดใสจากหลายแผนการลงทุนที่่น่าสนใจ ที่จะสงผลให้ PER ปี 2565 คาดว่าจะลดลงเหลือเพยง 16.3 เท่า

    INTUCH (FV@B72.4) ได้ปัจจยหนุนจากทั้ง ADVANC ที่ได้ synergy จากการขยายฐานลูกค้า internet ใหม่กลุ่มองค์กรและ THCOM ได้เงินสดและกําไรจากการขายเงินลงทนเข้ามา ทั้งนี้  INTUCH  ยังสามารถคาดหวังเงินปันผลได้สูงถึง 4.5%
    
    GUNKUL (FV@B5.15) เป็นหุ้นที่เติบโตสูงและต่อเนื่อง แม้ปัจจุบัน PER จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มแต่เพราะอยู่ระหว่างการลงทุน จาก backlogs ในมือจํานวนมาก ซึ่ง PER จะทยอยลดลงอย่างตอเนื่องตาม COD ของโครงการใหม่ในอนาคต ราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงสะท้อนประเด็นลบไปมากแล้ว เป็นโอกาสทยอยซื้อสะสมลงทุนระยะยาว

    LH (FV@B11.9) แนวโน้ม 2H60 คาดมีโมเมนตั้มจาก 1H60 แรงหนุนจากการส่งมอบคอนโดฯ ต่อเนื่อง ทั้งยังได้แรงหนุนจากผลการดําเนินงานที่โดดเด่น และยังคาดหวังเงินปันผลได้สูงถึง 7%

    SCB (FV@B178) ทิศทางกําไรงวด 3Q60 ยังเดินหน้าเติบโตตามเป้าหมาย แม้หดตวไปบ้างจากงวด 2Q60 แตส่วนใหญ่เป็นการลดลงของรายได้พิเศษ ความต้องการสินเชื่อรายใหญ่ยงเป็นแรงส่งที่ดีต่อแนวโน้มกําไรในช่วงที่เหลือของปีราคาหุ้นปัจจุบันยัง laggard ธ.พ.ใหญ่อื่นๆ พร้อมคาดปันผลเฉลี่ยกว่า 4%

    SPALI (FV’61@B28.30) งวด 3Q60 คาดยอด Presale จะสร้างจดสุงสูดของปี ตามแผนเปิดโครงการใหม่ 2H60 จํานวน 22 โครงการ มูลค่า 2.15 หมื่นล้านบาท ซึ่งกำหนดการเปิดโครงการใหมเร็วขึ้น ทําให้มีเวลาในการทําตลาดมากขึ้นจะสนับสนุนให้ยอด Presale ทงปี 2560 เป็นตามเป้าได้ที่ 2.58 หมื่นล้านบาท โดยคาดทั้งปี 2560 คาดกําไรปกติ 5.54 พันล้านบาท เติบโต 14% yoy แนะนําซื้อลงทุนระยะยาว
     ทั้งนี้ รวมถึงหุ้น BANPU,BLA,CK,BTS,LHBANK,ITD,BA,PSH,AEONTS,STEC,KCAR,MINT,BAY,KBANK,FSMART,CPF,AIT,LANNA,M และ PTT 

*** นายกฯประกาศเลือกตั้ง พ.ย.61 เป็น Sentiment บวก
    
    นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASP) ระบุ นายกฯประกาศเลือกตั้ง พ.ย.61 sentiment บวกต่อตลาดหุ้น Fund Flow ทะลัก กระแส Fund Flow ที่น่าจะไหลเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น เพราะกองทุนจากต่างประเทศบางกองทุน อาจมีข้อกำหนดเรื่องความเสี่ยงทางการเมือง จึงไม่กล้าเข้ามาลงทุน เมื่อการเมืองบ้านเราชัดเจนจะช่วยให้ข้อจำกัดนี้ผ่อนคลายมากขึ้น
    แม้ช่วงเวลาในการจัดการเลือกตั้งที่นายกรัฐมนตรีประกาศนั้น จะเป็นไปตามที่คาดกันไว้ แต่เมื่อมีความชัดเจนมากขึ้นแบบนี้ ย่อมเป็น sentiment บวกต่อตลาดหุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระแส Fund Flow ที่น่าจะไหลเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น เพราะกองทุนจากต่างประเทศบางกองทุน อาจมีข้อกำหนดเรื่องความเสี่ยงทางการเมือง จึงไม่กล้าเข้ามาลงทุน เมื่อการเมืองบ้านเราชัดเจนจะช่วยให้ข้อจำกัดนี้ผ่อนคลายมากขึ้น
    ขณะนี้เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจน บวกกับปัจจัยการเมืองที่ชัดเจนขึ้นเชื่อว่า จะหนุนให้ SET Index ปรับขึ้นได้ โดยในปี 61 ประเมิน SET Index อยู่ที่ราว 1,766 จุด อิงกำไรตลาดที่ 110.4 บาทต่อหุ้น มีค่าP/E ที่ 16 เท่า และคาด GDP Growth โตแตะ 4% จากปีนี้ที่คาดโต 3.5%
 
*** บล.โนมูระฯแนะซื้อ AAV,S11,TK,KAMART,TMB,BBL,TCAP
    
    นายคณฆัส จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการประเมินหุ้นที่ยังมีการปรับขึ้นของราคาต่ำกว่ากลุ่ม (Laggard)ในขณะที่มีประเด็นการลงทุนเด่น ได้แก่การปลดธงแดงของ ICAO ให้แก่สายการบินไทย และรายได้ภาคเกษตรและกำลังซื้อโดนรวมที่ฟื้นตัวขึ้น
    AAV ซึ่งเป็นหุ้นสายการบินที่ได้รับอานิสงส์จากประะเด็นการปลดธงแดงของ ICAO(International Civil Aviation Organization)ด้านการบินให้แก่ประเทศไทยในวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา ทำให้สามารถกลับมาขยายเส้นทางการบินไปยังต่างประเทศได้ แต่ราคาหุ้น AAV ยังมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาช้ากว่าหุ้นสายการบินอื่นๆ รวมถึงหุ้น AOT ที่มีการปรับตัวขึ้นของราคาไปค่อนข้างมาก
    S11-TK-KAMART จากแนวโน้มรายได้ของเกษตกรและกำลังซื้อของประเทศไทยที่เริ่มกลับมาฟื้นตัวมากขึ้น ทำให้หุ้นที่ดำเนินธุรกิจทางด้านการเงิน-สินเชื่อเช่าซื้อ และค้าปลีกมักจะมีผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นตามมา แต่อย่างไรก็ดีประเมินว่า S11 และTK ยังค่อนข้างปรับตัวขึ้นช้ากว่ากลุ่มสินเชื่อที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาไปก่อนหน้านี้แล้ว ในขณะที่ KAMART มีการปรับตัวขึ้นช้ากว่าหุ้นในกลุ่มโดยเฉพาะ BEAUTY ที่มีการปรับขึ้นของราคาสูงอย่างชัดเจน
    TMB-BBL-TCAP สำหรับหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์คาดว่าผลประกอบการในช่วงไตรมาสที่ 3/60 จะออกมาค่อนข้างดีมีการเติบโตจากปีก่อนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะหุ้นธนาคารขนาดกลาง-เล็ก โดยเชื่อว่ากำไร TCAP ในไตรมาส 3/60 จะเติบโต 25% จากงวดเดียวกันปีก่อน จากการขายหุ้น MBK และ TMB จะเติบโต 28% จากปีก่อน ในขณะที่ราคายังปรับตัวขึ้นไม่มากนัก ในขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่มองว่า BBL ยังมีการปรับตัวขึ้นช้ากว่ากลุ่มแม้ประเมินกำไรไตรมาส 3/60 จะเติบโต 3% จากงวดเดียวกันปีก่อน ใกล้เคียงธนาคารพาณิชย์ในกลุ่ม 

*** บล.ฟิลลิป มองหุ้นการแพทย์ยังปรับขึ้นน้อยกว่ากลุ่มอื่น    

    ด้านนางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลิป (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า มองว่าในระดับดัชนีปัจจุบัน ราคาหุ้นหลายกลุ่มเริ่มปรับตัวขึ้นสูงไปแล้วเกือบทั้งหมด แต่อย่างไรก็ดีประเมินว่าหุ้นในกลุ่มการแพทย์ยังเป็นกลุ่มที่มีปรับตัวขึ้นน้อยกว่าหุ้นในกลุ่มอื่นๆ
    BCH-CHG สำหรับหุ้นในกลุ่มการแพทย์แนะนำ BCH และ CHG ที่คาดว่าผลประกอบการในช่วงไตรมาส 3/60 จะออกมาเติบโตเช่นเดียวกับหุ้นอื่นๆในกลุ่ม เนื่องจากการเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจในทุกปี จากการเข้าสู่ช่วงฤดูฝน แต่มีการปรับตัวขึ้นของราคาเพียงเล็กน้อย
    WICE จากแนวโน้มการส่งออกที่เติบโตอย่างมากของไทยในปีนี้ ทำให้หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง ทยอยปรับตัวขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ดี WICE ยังมีการปรับตัวขึ้นของราคาที่น้อย แม้จะมีการเติบโตที่ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มการขนส่งด้วยกัน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด