ข่าวนี้ที่ 1

| 10 สิงหาคม 2560 | 17:05

STEC คว้ารถไฟทางคู่"นครปฐม-หัวหิน" มูลค่า 7.52 พันลบ.

    "ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่งฯ" ชนะประมูลรถไฟทางคู่ ช่วง"นครปฐม-หัวหิน" สัญญา 2 หลังเสนอราคาต่ำสุดที่ 7.52 พันล้านบาท ส่วนสัญญา 1  บริษัทเอ.เอส. แอสโซซิเอทฯ ได้ไป หลังเสนอราคา 8.19 พันล้านบาท ด้าน รฟท.เผยจะไม่ต่อรองอีก แม้ราคาประมูลต่ำกว่าราคากลางแค่ 2% เหตุเป็นงานยาก ส่วนเส้น"หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์"เตรียมลงนามกับผู้ชนะประมูลภายใน ส.ค.นี้ 

    แหล่งข่าวจากรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ผลการประมูลอย่างไม่เป็นทางการ โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เส้นทางนครปฐม-หัวหิน สัญญาที่ 1 ช่วงนครปฐม-หนองปลาไหล  ระยะทาง 93 กิโลเมตร มีเอกชนร่วมเสนอราคา 11 ราย บริษัท เอ.เอส. แอสโซซิเอท เอนยิเนียริ่ง (1964) จำกัด เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดที่ 8,198 ล้านบาท จากราคากลาง 8,390 ล้านบาท หรือต่ำกว่าราคากลางประมาณ 2.28%
    ส่วนสัญญา 2 ช่วงหนองปลาไหล-หัวหิน  ระยะทาง 76 กิโลเมตร มีเอกชนร่วมเสนอราคา 11 ราย บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดที่ 7,520 ล้านบาท จากราคากลาง 7,676 ล้านบาท หรือต่ำกว่าราคากลางประมาณ 2.03%
    ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เส้นทางนครปฐม-หัวหิน จำนวน 2 สัญญา ระยะทางรวม 169 กิโลเมตร มูลค่ารวม 16,066 ล้านบาท
 
*** รฟท.ไม่ต่อรองราคาหลังได้ต่ำกว่าราคากลางแค่ 2%
    
    นายทนงศักดิ์ พงษ์ประเสริฐ รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประกวดราคาจ้างโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เส้นทางนครปฐม-หัวหินฯ เปิดเผยว่า ราคาสุดท้ายของการประมูล ทั้ง 2 สัญญาต่ำกว่าราคากลางเพียง 2% แตกต่างจากเส้นทาง หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งราคาสุดท้ายของการประมูล ต่ำกว่าราคากลางถึง 20% ซึ่งอาจเป็นเพราะเป็นงานยากกว่า
    ทั้งนี้ รฟท. จะไม่มีการต่อรองราคาอีก แต่จะตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารเพื่อนำเสนอให้ นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รักษาการผู้ว่า รฟท. พิจารณาเห็นชอบรายชื่อผู้เสนอราคาต่ำสุด จากนั้นจะเสนอให้คณะกรรมการ รฟท. พิจารณาช่วงปลายเดือน ส.ค. หรือต้น ก.ย. และคาดว่าจะลงนามสัญญาได้เดือน ก.ย.นี้
    สำหรับผลการประมูลโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ (เส้นเดิม) ระยะทาง 84 กิโลเมตร เตรียมเสนอให้คณะกรรมการ รฟท.เห็นชอบภายในวันที่ 11 ส.ค.นี้ คาดว่าวงเงินอาจจะต่ำกว่าราคาต่ำสุดที่เอกชนเสนอก่อนหน้านี้ที่ 5,807 ล้านบาท คาดว่าจะลงนามสัญญาในเดือน ส.ค.นี้
    อนึ่ง ผลการประมูล โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 84 กิโลเมตร ได้กำหนดราคากลางที่ 7,305 ล้านบาท โดยผู้ที่เสนอราคาต่ำสุด คือ บริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ในวงเงิน 5,807 ล้านบาท

*** บีทีเอส เซ็ง เลื่อนตอกเสาเข็มรถไฟฟ้าชมพู-เหลือง เป็นปีหน้า หลัง รฟม.ส่งมอบพื้นที่ล่าช้า
    
    นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการและผู้อำนวยการใหญ่สายปฏิบัติการ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส เปิดเผยว่า การเข้าพื้นที่เพื่อเริ่มดำเนินการก่อสร้าง โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย - มีนบุรี วงเงิน 5.4 หมื่นล้านบาท และรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว - สำโรง วงเงิน 5.2 หมื่นล้านบาท จะล่าช้ากว่าแผนเดิม เป็นเริ่มก่อสร้างช่วงเดือน ม.ค. 61 หลังการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ยังไม่ได้ส่งมอบพื้นที่ให้ จึงยังไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้
    สำหรับการก่อสร้างต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีชมพู ระยะทาง 2-3 กิโลเมตร (กม.) เชื่อมต่อไปยังอิมแพค เมืองทองธานี และก่อสร้างต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ระยะทาง 2.6 กม. จากรัชดาไปยังแยกรัชโยธินเพื่อเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว รฟม.อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ จากนั้นจึงจะเสนอให้คณะกรรมการจัดระบบการจราจร (คจร.) พิจารณาอีกครั้ง คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 1 ปี จากนั้นจึงจะก่อสร้างได้ คาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างได้ภายในกรอบเดิม คือภายใน 39 เดือน
    อย่างไรก็ตาม บีทีเอส ยังสนใจเข้าร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายส้ม ทั้งช่วงตะวันออก ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) และช่วงตะวันตก ตลิ่งชัน -ศูนย์วัฒนธรรม อีกด้วย เนื่องจากมีกิจการร่วมค้าบีเอสอาร์ (BSR Joint Venture) คือ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมเป็นพันธมิตรที่เข้มแข็ง

*** โบรกฯชี้คว้างานทางคู่ นครปฐม-หัวหิน มาร์จินยังอยู่ระดับที่ดี 

    นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ประเด็นที่ STEC คว้าสัญญาโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เส้นทางนครปฐม-หัวหิน เป็นปัจจัยบวกเด่นชัดต่อราคาหุ้น โดยไฮไลท์เด่นคือเรื่องมาร์จิ้นที่คาดว่าอยู่ในระดับที่ดี เพราะราคาที่ประมูลได้ ต่ำกว่าราคากลางเพียง 2% เท่านั้น ขณะที่ก่อนหน้านี้ ITD ประมูลรถไฟทางคู่ในราคาประมูลต่ำกว่าราคากลางถึง 20% ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเรื่องการลงทุนที่จะไม่คุ้มค่า นอกจากนี้คาดว่าการประมูลรถไฟทางคู่ครั้งต่อไปราคาประมูลคงไม่ต่ำกว่าราคากลางมากนัก
    ภาพรวมธุรกิจของ STEC คาดว่าจะเติบโตดีอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีมูลค่างานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) มากกว่า 100,000 ล้านบาท โดยทยอยรับรู้ประมาณ 5 ปีต่อจากนี้ ซึ่งงานล่าสุด รถไฟทางคู่ เส้นทางนครปฐม-หัวหิน เป็น คิดเป็นมูลค่า 7% ของ Backlog รวม
    โดยคาดการณ์กำไรสุทธิปีนี้ของ STEC จะเติบโตได้ 3% จากปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 1,380.75 ล้านบาท แต่หากเทียบกำไรปกติที่ไม่นับรวมรายการพิเศษในปีก่อน คาดการณ์ว่า STEC จะมีกำไรสุทธิเติบโตได้ถึง 80% รวมถึงสถานะทางการเงินปัจจุบันยังแข็งแกร่ง เนื่องจากธุรกิจไม่มีหนี้
    ด้าน บล.เคทีบี แนะ"ซื้อ" STEC ให้ราคาเป้าหมายที่ 28.5 บาท ซึ่งมีแนวโน้มปรับเพิ่มราคาเป้าหมายในอนาคต เพราะผลการดำเนินงานที่เติบโตดีอย่างต่อเนื่อง
    บล.ทิสโก้ แนะ"ซื้อ"มูลค่าที่เหมาะสม 33 บาท ด้วยงานในมือที่สูงถึง 1 แสนล้านบาท ทำให้ STEC มีความสามารถในการเลือกงานเฉพาะที่มีอัตรากำไรที่สูงได้ เนื่องจากมีงานในมือที่สูงรองรับรายได้ และผลประกอบการไปอย่างน้อยอีก 3 ปี และเชื่อว่ายังมีงานประมูลอีกมาก และการแข่งขันจะเริ่มลดลง นอกจากโครงการภาครัฐแล้วยังมีโครงการโรงไฟฟ้าและโรงกลั่นเอกชนที่มีอัตรากำไรสูง เป็นโอกาสในการเข้าซื้อ และในช่วง 2H17-1H18 ยังมีการประมูลงานอีกมาก โดยมองบริษัทมีโอกาสได้งาน IPP 2 โครงการในช่วงปลายปี 2017 และปี 2018 และมีงานโรงกลั่นอีก 1 แห่ง ทำให้ STEC จะมีงานในมือเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2018-2019
    คาดจะรายงานผลประกอบการ 2Q17 ที่ 228 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.4% YoY แต่ลดลง 8.6% QoQ โดยผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นมาจากรายได้จากการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น แต่ลดลง 6.2% เนื่องจากเป็นช่วงของฤดูฝน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด