ข่าวนี้ที่ 1

| 10 มีนาคม 2560 | 16:04

กูรูเปิดโผหุ้นเด่น-ดับ รับเฟดขึ้นดอกเบี้ยสัปดาห์นี้

        โบรกฯ ฟันธง เฟดขึ้นดบ.ในการประชุมรอบนี้ (14-15 มี.ค.) ทำ SET  ผันผวนในกรอบ 1,500 - 1,560 จุด พร้อมเปิดโผหุ้นเด่น และหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากเทรนด์ดบ.ขาขึ้น  ชี้กลุ่มแบงก์อย่าง  BBL - KTB รับอานิสงส์เต็มๆ แต่กลุ่มลีสซิ่ง - สื่อสาร- การบิน และรับเหมาฯ โดนผลกระทบถ้วนหน้า เหตุการลงทุน - ภาระหนี้ยังสูง ขณะที่กลุ่มค้าปลีก - อสังหา  -วัสดุก่อสร้าง และอิเล็กทรอนิกส์ ได้รับผลกระทบน้อย เหตุภาระดบ.ต่ำ - ฐานการเงินแกร่ง    

*** ฟันธง เฟดขึ้นดบ.รอบนี้ กด SET ขยับในกรอบ 1,500 - 1,560 จุด  
    นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัท หลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 14 - 15 มี.ค.นี้ ซึ่งตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวลดลงสอดรับไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้นตลาดจึงกลับมาให้ความสำคัญกับถ้อยแถลงของเฟดถึงจำนวนครั้งในการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้มากกว่า ว่าจะมีจำนวนครั้งในการขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 3 ครั้งในปีนี้หรือไม่
    ทั้งนี้ประเมินว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะรีบาวน์กลับมาบ้างเล็กน้อยในสัปดาห์นี้ (13-17 มี.ค.60) จากความชัดเจนของการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย แต่จะปรับตัวขึ้นไปได้ไม่สูงและกลับมาผันผวนในทางลงอีกครั้ง เนื่องจากตลาดหุ้นไทยโดยรวมยังเป็นแนวโน้มในทางลงอยู่ ให้กรอบการลงทุนที่ แนวต้าน 1,560 จุดและแนวรับ 1,500 จุด
    สำหรับกระแสเงินทุน(ฟันด์โฟลว์)หลังจากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยมองว่าไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลนัก เนื่องจากนักลงทุนต่างประเทศได้ทยอยขายหุ้นไทยออกมาเป็นเวลานานแล้ว และปัจจุบันเองมีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ไม่มากจึงทำให้ไม่น่าจะมีแรงขายออกมามากนัก คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)จะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายตามสหรัฐฯ แต่จะปรับขึ้นตามเสถียรถภาพในประเทศมากกว่าเนื่องจากประเทศไทยยังต้องพึ่งพาอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ 
    
*** หุ้นไทยร่วงหนักทั้งสัปดาห์ดิ่งเกือบ 25 จุด  
       วันศุกร์ที่ผ่านมา (10 มี.ค.60) ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1539.91 จุด ลดลง 9.33 จุด หรือ -0.60 % มูลค่าการซื้อขาย 39,560.99 ล้านบาท โดยตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนีฯ ปรับลดลงเกือบ 25 จุด หรือ -1.56%      
       บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่าตลาดหุ้นโลกต้องให้น้ำหนักประเด็นการขึ้นดอกเบี้ยไปอีกระยะหนึ่ง เพราะแม้ กนง. จะไม่ได้รีบร้อนขึ้นดอกเบี้ย แต่สภาพคล่องในระบบการเงินจะค่อย ๆ ลดลง จาก fund flow ที่ไหลออก  ผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนที่มีภาระหนี้สูง โดย ได้ประเมินหุ้นรายกลุ่มที่ได้รับผลกระทบต่อทิศทางดอกเบี้ยที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงขาขึ้นในอนาคต   ทั้งเชิงบวกอย่างกลุ่มธนาคารพาณิชย์  ส่วนหุ้นที่ได้ผลกระทบเชิงลบจะเป็นกลุ่มที่มีภาระหนี้ในระดับสูง อย่างกลุ่มลีสซิ่ง สื่อสาร และการบิน เป็นต้น   

*** กลุ่มแบงก์ให้จับตา  BBL - KTB เด่นสุด 
        ธนาคารพาณิชย์ ดอกเบี้ยขาขึ้นอาจจะเอื้อประโยชน์เพราะการปรับเพิ่มดอกเบี้ยจากการปล่อยสินเชื่อจะทำได้เร็วกว่าต้นทุนดอกเบี้ยจ่าย คือ ต้นทุนเงินฝาก ซึ่งมีระยะเวลาของการฝากเงิน ทำให้ net interest margin หรือ NIM  ของธนาคารน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่  เรียงลำดับจากมากไปน้อย คือ BBL (FV@B197.5) สินเชื่อลอยตัว 66%  เทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากที่ลอยตัว 54%  (มี gap  12%)  และ KTB (FV@B20.5)  สินเชื่อลอยตัว 74% เทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากที่ลอยตัว 66% มี gap 8% นอกจากนี้ทั้ง 2 แห่งยังเป็น net lender ในตลาดปล่อยกู้ระหว่างธนาคาร โดย BBL ปล่อยสินเชื่อส่วนนี้  2 แสนล้านบาท หรือราว  10% ของสินเชื่อ  และ KTB  คิดเป็น 14%
     ขณะธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อื่นๆ อาจจะไม่ได้ประโยชน์ หรืออาจจะเสียประโยชน์เพราะอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อลอยตัวน้อยกว่าต้นทุนดอกเบี้ยเงินฝากลอยตัว เช่น SCB(FV@B178) มีสัดส่วน สินเชื่อลอยตัว 51%  เทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากที่ลอยตัว 57% และ KBANK (FV@B232.8) สินเชื่อลอยตัว 60% เทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากที่ลอยตัว 72%  
     ส่วนธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางที่น่าจะเสียประโยชน์ ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น  เริ่มจาก  BAY พบว่าสัดส่วนดอกเบี้ยสินเชื่อ ลอยตัวเพียง 4% ขณะที่ส่วนใหญ่เป็นดอกเบี้ยคงที่ 93% ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายลอยตัว 53% และ คงที่ 47%
    ตามมาด้วย TMB  สัดส่วนสินเชื่อดอกเบี้ยลอยตัว 53% (ดอกเบี้ยคงที่ 46%) ขณะที่ต้นทุนลอยตัว 77%  (ดอกเบี้ยจ่ายคงที่ 19%)  
เช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กอยู่ในฐานะเสียประโยชน์ นำโดย KKP สินเชื่อลอยตัว 28% (คงที่ 65%) ขณะที่ต้นทุนลอยตัว 64% (ที่เหลือส่วนใหญ่คงที่ 36%) ตามมาด้วย TISCO สินเชื่อลอยตัวน้อย 11% ดอกเบี้ยสินเชื่อคงที่สัดส่วนสูง  87% ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายลอยตัว 38% ที่เหลือส่วนใหญ่คงที่ 62% 
    ยกเว้น TCAP อาจจะกระทบปานกลางในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดกลาง เพราะดอกเบี้ยสินเชื่อลอยตัว 38%(ดอกเบี้ยสินเชื่อคงที่ 68%) ขณะที่ต้นทุนลอยตัว 45% (ที่เหลือเป็นดอกเบี้ยเงินฝากคงที่ 54%)    
    แต่อย่างไรก็ตามดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลง กระทบต่อ NIM  มิใช่ปัจจัยกำหนดแนวโน้มกำไรอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับการปล่อยสินเชื่อของแต่ละธนาคาร ซึ่งต้องพิจารณาจากอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (Loan to Deposit Ratio) ด้วย  หากการลงทุนเดินหน้าตามแผนภาครัฐ คาดว่าน่าจะมีน้ำหนักหักล้างเรื่องดอกเบี้ยได้

*** กลุ่มลีสซิ่ง  S11  - ASK  - THANI โดนหนักเหตุต้นทุนดบ.ลอยตัวสูง    
      แนวโน้มดอกเบี้ยไทยอาจปรับตัวขึ้นตามสหรัฐ จากเงินเฟ้อที่สูงขึ้น  (ก.พ. อยู่ที่ 1.44%  เทียบกับ 1.55% เดือน ม.ค. และ 1.13% ใน ธ.ค. 59)   ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายไทยอยู่ที่ 1.5% ทำให้ช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยฯกับเงินเฟ้อเริ่มลดลง แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นจึงกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ที่พึ่งพาการกู้ยืม และมีต้นทุนการกู้ยืมมีสัดส่วนดอกเบี้ยลอยตัวสูง   ขณะที่ผลตอบแทน / ราคาขายปรับเพิ่มไม่ได้หรือได้น้อย เช่น กลุ่มธุรกิจการเงินรายย่อยในกลุ่ม leasing / hire perchase เรียงลำดับหุ้นที่ได้รับผลกระทบมากสุด ได้แก่  S11  เพราะดอกเบี้ยสินเชื่อคงที่ทั้งหมด แต่ต้นทุนดอกเบี้ยลอยตัว 77%  รองลงมาคือ  ASK และ THANI เพราะดอกเบี้ยสินเชื่อคงที่เกือบทั้งหมด ขณะที่ต้นทุนเงินกู้ยืมเป็นลอยตัว 35% และ 30% ตามลำดับ  
     บริษัทที่กระทบปานกลาง ถึงเล็กน้อย คือ SAWAD โครงสร้างดอกเบี้ยสินเชื่อคงที่ทั้ง 100% แต่ต้นทุนดอกเบี้ยลอยตัว 28%   ตามมาด้วย  AEONTS ดอกเบี้ยสินเชื่อคงที่ 100% แต่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายคงที่ 91% ต้นทุนดอกเบี้ยลอยตัว 9%  MTLS ดอกเบี้ยสินเชื่อคงที่ 100% แต่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายคงที่ 92% ต้นทุนดอกเบี้ยลอยตัว 8% เช่นเดียวกับ TK ดอกเบี้ยสินเชื่อคงที่ 100% แต่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายคงที่ 92% (กระทบจากดอกเบี้ยลอยตัว  8% เท่ากัน) และสุดท้าย SINGER  ดอกเบี้ยสินเชื่อคงที่ 100% แต่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายคงที่ 96% ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยลอยตัวเพียง 2%
     ส่วน GCAP ไม่กระทบเลย เพราะดอกเบี้ยสินเชื่อคงที่ 100% เท่ากับ ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายคงที่ 100%  ??ตรงกันข้ามที่ได้ประโยชน์เพราะดอกเบี้ยสินเชื่อลอยตัวในอัตรามากกว่าต้นทุนดอกเบี้ยที่ลอยตัว คือ   IFS ดอกเบี้ยสินเชื่อลอยตัว 100% แต่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายลอยตัว 96% ยังได้ประโยชน์อยู่ 4%  รองลงมาคือ LIT  ดอกเบี้ยสินเชื่อลอยตัว 72%  แต่ต้นทุนดอกเบี้ยลอยตัว 69% ส่วนต่าง 3%

*** กลุ่มสื่อสาร 3 รายใหญ่ น่าห่วง เพราะหนี้ยังสูง 
     กลุ่มสื่อสาร  ทางด้าน Operator 3  ราย แม้อัตราส่วนหนี้ภายนอก (IBD) ต่อส่วนทุน (Gearing ratio) ไม่สูงมาก แต่น่าเป็นห่วงในบางบริษัท กล่าวคือ 
    DTAC (FV@B30)  มี Net gearing ratio 1.1 เท่า ณ สิ้นปี 2559 (D/E 3.25 เท่า)  โดยมีหนี้สินรวม 4.9 หมื่นล้านบาท แต่ในจำนวนนี้เป็นหนี้กับสถาบันการเงิน 4.55 หมื่นล้านบาท หรือ ราว 92.5% เท่านั้น ซึ่งมีต้นทุนดอกเบี้ยลอยตัว ที่เหลือส่วนที่เป็นดอกเบี้ยคงที่ (การออกหุ้นกู้ระยะยาว)  จึงอาจจะกระทบจากดอกเบี้ยที่กำลังเปลี่ยนเป็นขาขึ้น   ขณะเดียวกัน  DTAC  ยังมีปัญหาที่คลื่นให้บริการน้อย  ทำให้ประสิทธิภาพการให้บริการสูงคู่แข่งขันอีก 2 รายไม่ได้ ทำให้ผลประกอบการถดถอย  
     TRUE(FV@B8.6)  มี Net gearing ratio  ต่ำเพียง 0.52 เท่า ณ สิ้นปี 2559 (D/E 2.4 เพราะมีหนี้สิน supplier และหนี้สินค่าใบอนุญาตค้างชำระ)  โดยมีหนี้สินที่มีดอกเบี้ยรวม 1.188 แสนล้านบาท แต่ในจำนวนนี้เป็นหนี้กับสถาบันการเงิน (ดอกเบี้ยลอยตัว) เพียง  1.678 หมื่นล้านบาท หรือ ราว 14% เท่านั้นที่เหลือส่วนใหญ่ เป็นหนี้สินที่เกิดจากการออกหุ้นระยะยาวซึ่งมีดอกเบี้ยตายตัว จึงดูเหมือนกระทบน้อย  แต่ด้วยยอดหนี้สินจำนวนมาก และ TRUE มีต้นทุนคงที่สูงจากการเป็นเจ้าของคลื่นความถี่จำนวนมากและค่าใช้จ่ายการตลาดที่สูง จึงกดดันให้ผลประกอบการขาดทุนและมีกระแสเงินสดติดลบต่อเนื่องอีกนาน
     ADVANC(FV@B180) มี net gearing ratio ราว 2.0 เท่า ณ สิ้นปี 2559 (D/E 5.45 เพราะมีหนี้สิน supplier และหนี้สินค่าใบอนุญาตคลื่นค้างชำระ)  โดยมีหนี้สินที่มีดอกเบี้ยรวม 9.8 หมื่นล้านบาท แต่ในจำนวนนี้เป็นหนี้กับสถาบันการเงินเพียง  2.7 หมื่นล้านบาท หรือ ราว 27.6% เท่านั้น  (ดอกเบี้ยลอยตัว) ที่เหลือส่วนใหญ่ 72.4% เป็นหนี้สินที่เกิดจากการออกหุ้นระยะยาว (Debenture) ซึ่งมีดอกเบี้ยคงที่     
     ส่วนผู้ประกอบการในกลุ่มสื่อสารที่เหลือ น่าจะมีผลกระทบต่อแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นเช่นกัน แม้จะมี net gearing ต่ำกว่า 1 เท่า คือ 
    THCOM(FV@BB19.30) มี net gearing ratio 0.21  เท่า (D/E 0.75  เท่า)  แต่จากหนี้สินที่มีอยู่ปัจจุบัน  1 หมื่นล้านบาท พบว่าเป็นเป็นการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน 53% ซึ่งเป็นส่วนที่ดอกเบี้ยลอยตัว (ที่เหลือ 47%)  เป็นการออกพันธบัตรจึงน่าจะกระทบระดับหนึ่ง  
    JAS(FV@B8.85) มี net gearing ratio 0.58 เท่า (D/E 3.55  เท่า) ปัจจุบันมีหนี้สิน 8.8 พันล้านบาท แต่จำนวนนี้เป็นการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน 75% ซึ่งเป็นส่วนที่ดอกเบี้ยลอยตัว (ส่วนน้อยเป็นการออกพันธบัตรซึ่งดอกเบี้ยคงที่) จึงน่าจะกระทบมากอีกบริษัทหนึ่ง

*** กลุ่มการบินภาระหนี้ที่มีดบ.ค่อนข้างสูง เหตุลงทุนฝูงบิน 
    กลุ่มสายการบิน-สนามบิน ด้วยลักษณะของธุรกิจที่ต้องลงทุนในฝูงบิน ทำให้ภาระหนี้ที่มีดอกเบี้ยค่อนข้างสูง  (แม้การกู้ยืมจะหนี้สินสัญญาเช่าเครื่องบิน หรือสัญญาเช่าทางการเงิน) โดยเฉพาะกรณีของ THAI ที่มี net gearing ratio 4.6 เท่า หากพิจารณารายละเอียดพบว่า เป็นการกู้ยืมกับสถาบันการเงิน ซึ่งมีดอกเบี้ยลอยตัวราว 40% ของหนี้สินรวม 1.67 แสนล้านบาท  ที่เหลือ 60% เป็นการหุ้นกู้ ซึ่งดอกเบี้ยคงที่  แต่ด้วยหนี้สินจำนวนมากภาระดอกเบี้ยจึงถือเป็นปัจจัยกดดันต่อเนื่อง ส่วน AAV มี net gearing ratio 0.51 เท่า แต่ส่วนใหญ่หรือกว่า 90% ของหนี้สิน 1.54 ล้านบาท  เป็นการออกหุ้นกู้ มีส่วนน้อยหรือราว 10% ที่กู้ยืมจากธนาคาร (ดอกเบี้ยลอยตัว)
     ยกเว้น BA (FV@B27.5) มี net gearing ratio ต่ำมากเพียง 0.04 เท่า ปัจจุบันมีหนี้สินเพียง 4.15 พันล้านบาท (กู้ยืมจากธนาคาร) แต่ปัจจัยกดดันหุ้นระยะสั้นมาจากประเด็นอื่นๆ ที่กดดันภาพรวมอุตสาหกรรมคือ ต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมฯ จึงเชื่อว่าราคาหุ้นปัจจุบันสะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้ว 
     AOT (FV@B44.8) มีฐานะเป็น Net Cash  แม้จะมีหนี้สิน 3.1 หมื่นล้านบาท และเป็นหนี้ที่มีกับสถาบันการเงิน แต่เป็นบริษัทที่มีเงินสดจากการดำเนินงานสูงกว่าปีละ 2.8 หมื่นล้านบาท  (เทียบกับเงินลงทุนสร้างสนามบินปีละ 2.0 หมื่นล้านบาทนับจากนี้) จึงถือว่ามีสถานะการเงินแข็งแกร่งที่สุด แต่อย่างไรก็ตามในประเด็นเรื่องภาระค่าเช่าสนามบิน ที่เก็บเพิ่มเติมจากเดิมที่จัดเก็บจากส่วนแบ่งรายได้ต่อปี บวกเพิ่มตามร้อยละของสินทรัพย์สุทธิ ซึ่งล่าสุดทางกรมธนารักษ์จะคิดจาก สินทรัพย์เชิงพาณิชย์ จึงค่าภาวะค่าใช้จ่ายจากนี้จะเพิ่มไม่เกิน 5% ของกำไรสุทธิในปัจจุบัน หรือกระทบมูลค่าหุ้นราว  2-3 บาท หรือมูลค่าหุ้นใหม่อาจจะลดลงเหลือ 42 บาท) เมื่อเทียบกับราคาตลาดปัจจุบันจึงมี  upside จำกัด อย่างไรก็ตามทางบริษัทจะเปิดเผยความชัดเจนในช่วง 3Q60     

***  ITD, CK อ่วม เหตุหนี้หมุนเวียนสูง  
     กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง   น่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างสูง เพราะมี Net Gearing สูง และหนี้สินส่วนใหญ่เป็นหนี้หมุนเวียน/ระยะสั้น จึงกระทบต่อดอกเบี้ยที่ปรับตัวขึ้นในช่วงสั้น ๆ  ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทรับเหมาขนาดใหญ่เช่น  ITD, CK มี net Gearing ratio ประมาณ 2.2 และ 2 เท่า ตามลำดับ  และ พบว่ามีสัดส่วนสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยลอยตัวราว 61% และ 50%  ซึ่งจะผันผวนตามภาวะตลาด   จึงทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายแต่ละปีค่อนข้างสูง 2477 ล้านบาท และ 1565 ล้านบาทตามลำดับ หรือ หากพิจารณาอัตราส่วนดอกเบี้ยจ่ายต่อ กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT)  ของ ITD อยู่ที่ 0.77 เท่า   สูงกว่า  CK อยู่ที่ 0.41 เท่า  ทางด้าน ITD จึงดูน่าจะเป็นห่วงมากกว่า  แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากทั้ง 2  มีการลงทุนในธุรกิจที่ต่อเนื่อง เช่น CK ลงทุน  BEM, CKP, TTW  ขณะที่ ITD ลงทุนในเหมืองโปแตซอุดรธานี และ โครงการทวายในพม่า  จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องมีการกู้ยืมสูง
    บริษัทที่รองลงมาคือ UNIQ  โดยมี net gearing ratio  ราว 0.68 เท่า และแม้มีสัดส่วนสินเชื่อดอกเบี้ยลอยตัว 73% ของสินเชื่อรวม แต่ไม่น่าเป็นห่วง เพราะยอดสินเชื่อไม่สูง และ ดอกเบี้ยจ่ายคิดเป็น 0.22 เท่า ของ EBIT จึงไม่น่ากังวล  
ทั้งนี้ยกเว้นบริษัทรับเหมาขนาดใหญ่อย่าง  STEC ที่ยังเป็น Net cash อยู่  จึงได้รับผลกระทบจำกัด   จึงน่าจะเป็นบริษัทที่ปลอดภัยในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น  
    ส่วนหุ้นรับเหมาก่อสร้างขนาดเล็ก  ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีฐานเงินสดสุทธิเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ STPI, BJCHI, PYLON ทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายต่อ EBIT อยู่ในระดังต่ำมาก หรือ เข้าใกล้ศูนย์ หรือบางบริษัทจะมี net gearing แต่ต่ำมาก เช่น SYNTEC 0.11  เท่า และ SEAFCO 0.23 เท่า จึงมีอัตราส่วนดอกเบี้ยจ่ายต่อ EBIT  ราว 0.11 เท่า และ 0.56  เท่า  ตามลำดับ?ขณะที่ NWR  เป็นผู้รับเหมารายเล็กที่มี net gearing ratio ค่อนข้างสูงคือ 0.981 เท่า จึงมีอัตราส่วนดอกเบี้ยจ่ายต่อ EBIT 0.56 เท่า  

***ค้าปลีก - อสังหาฯ โดนไม่มาก เหตุกระแสเงินสดยังดี - เน้นออกหุ้นกู้   
    กลุ่มค้าปลีก ด้วยลักษณะธุรกิจที่มีกระแสเงินจากการดำเนินงานสูง  รองรับการขยายสาขาได้อย่างสบายๆ  โดยไม่จำเป็นต้องกู้ยืมมาก เช่น HMPRO  และ ROBINS  มี net gearing ratio 0.75 เท่า และ 0.06  เท่า ตามลำดับ 
     ยกเว้นบางบริษัทมี Net gearing ratio ค่อนข้างสูง เช่น กรณีของ CPALL และ BJC  อยู่ที่ราว 3.6 เท่า และ 1.34 เท่านั้น  เพราะเกิดจากการเข้าไปซื้อหรือ ควบรวมกิจการ เช่น กรณีของ CPALL เข้าไปซื้อกิจการของ MAKRO เมื่อปี (ใช้เงิน 1.89 ล้านบาท เพื่อถือหุ้น  98%) หรือกรณีของ  BJC เข้าไปซื้อ BIGC  เป็นเงิน 2.1 แสนล้านบาท (BJC ถือหุ้น 98%)
    แต่อย่างไรก็ตามหากพิจารณารายละเอียดพบว่าหนี้สินของ CPALL และ BJC เป็นหนี้สินที่ดอกเบี้ยคงที่เพราะมีการออกหุ้นกู้ยืมเป็นแหล่งกู้ยืมหลัก กล่าวคือ CPALL มีหนี้สิน 1.98 แสนล้านบาท  พบว่าเป็นการออกหุ้นกู้  1.79 แสนล้านบาท หรือราว 90% ของหนี้ทั้งหมด ขณะที่ BJC มีหนี้สินรวม 1.52 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการออกหุ้นกู้ยืมเกือบทั้งหมด 92%  
     กลุ่มอสังหาริมทรัพย์  แม้ส่วนใหญ่จะมี net gearing ratio ไม่เกิน 1 เท่า และส่วนใหญ่ก็จะกู้ยืมด้วยวิธีการออกหุ้นกู้จึงมีผลกระทบน้อย  เช่น   SC  1 เท่า   SIRI 1.15  เท่า  QH 0.99  เท่า  และ  SPALI   0.9  เท่า ยกเว้น PACE  net gearing ratio  อาจจะสูง 10 เท่าตัว แต่เมื่อได้เงินเพิ่มทุนจากพันธมิตร จะลดลงเหลือ 2 เท่าในปีนี้  

*** กลุ่มวัสดุฯ แม้  Net Gearing สูง แต่หนี้ส่วนใหญ่เป็นดบ.คงที่
        กลุ่มวัสดุก่อสร้าง  ส่วนใหญ่มี Net Gearing Ratio ในระดับปานกลาง-สูง  SCC (FV@B610)  แม้มี Net Gearing Ratio ที่ 0.64 เท่า โดยภาระหนี้สินที่เป็นดอกเบี้ยคงที่คิดเป็น 86% และดอกเบี้ยลอยตัวเพียง 14% ของหนี้สินทั้งหมด จึงไม่ต้องกังวลเรื่องดอกเบี้ยขาขึ้น ขณะที่เงินลงทุนนั้น SCC ตั้งงบฯ ปีนี้ไว้กว่า 6 - 7 หมื่นล้านบาท หลังจากปี 2559 ใช้เงินลงทุนไปเพียง 3.2 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ซึ่งแหล่งเงินทุนส่วนใหญ่มาจากกระแสเงินสดในบริษัทที่มีสูงถึง 4 หมื่นล้านบาท รวมทั้งการออกหุ้นกู้ ทำให้ SCC มีความพร้อมในการลงทุนมากที่สุด
    SCCC (FV@B275) มี Net Gearing Ratio ค่อนข้างสูงที่ 1.13 เท่า เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการใช้เงินกู้ยืมสถาบันการเงินเพื่อใช้ลงทุนก่อสร้างโรงปูนและซื้อกิจการในต่างประเทศ และจะพบว่าภาระหนี้สินที่เป็นดอกเบี้ยคงที่คิดเป็น 36% และดอกเบี้ยลอยตัว 64% ของหนี้สินทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามภายหลังการเพิ่มทุนในช่วงเดือน เม.ย. – พ.ค. นี้ จำนวน 1.7 หมื่นล้านบาท จะทำให้ Net Gearing ลดลงมาอยู่ที่ 0.65 เท่า  หลังจากนี้เชื่อว่า SCCC น่าจะจัดหาแหล่งเงินทุนผ่านการออกหุ้นกู้มากขึ้น
    TPIPL (FV@B3.06) มี Net Gearing Ratio ที่ 0.79 เท่า ลดลงหลังผ่านพ้นช่วงการลงทุนครั้งใหญ่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ทั้งในส่วนของโรงปูนสายการผลิตที่ 4 และโรงไฟฟ้าขยะ ใช้เงินรวมกันกว่า 2 หมื่นล้านบาท โดยภาระหนี้สินที่เป็นดอกเบี้ยคงที่คิดเป็น 68% และดอกเบี้ยลอยตัว 32% ของหนี้สินทั้งหมด ขณะที่การลงทุนช่วงต่อไปจะมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจโรงไฟฟ้าเป็นหลัก ประเมินว่าจะใช้งบลงทุนปีนี้ราว 1 หมื่นล้านบาท ผลกระทบต่อดอกเบี้ยขาขึ้นจึงไม่มากนัก     

*** VNG-TASCO-DRT-DCC แม้เป็นดบ.ลอยตัว แต่ภาระดบ.ยังต่ำ  
    VNG (FV@B16.25) มี Net Gearing Ratio ที่ 0.46 เท่า โดยภาระหนี้สินเป็นดอกเบี้ยลอยตัวทั้งหมด ทำให้อาจได้รับผลกระทบบ้างหากดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น แต่ภาระหนี้ที่ไม่สูงนัก ภาระดอกเบี้ยจ่ายไม่  สูงนัก   ขณะที่แผนลงทุนครั้งใหญ่ของ VNG จะเกิดขึ้นในปี 2560-2562 ด้วยงบลงทุนรวมกว่า 7 พันล้านบาท ประกอบด้วยโรง MDF แผ่นบาง โรงงาน OSB และโรงไฟฟ้าขยะ และโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งน่าจะจัดหาแหล่งเงินทุนจากการกู้ยืม โดยการออกหุ้นกู้
    TASCO (FV@B30) มี Net Gearing Ratio ต่ำเพียง 0.11 เท่า แม้มีภาระหนี้สินเป็นดอกเบี้ยลอยตัวทั้งหมด แต่กระทบจากดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นจำกัด  (ดอกเบี้ยในปีนี้ไม่สูงมากเพียง 120 ล้านบาทเท่านั้น) แม้เพิ่งผ่านการลงทุนด้วยการซื้อธุรกิจค้าปลีกยางมะตอยในอินโดนีเซียและเวียดนาม ด้วยภาระหนี้ที่ต่ำ ทำให้ TASCO พร้อมจะกู้หนี้ได้อีกมาก
    DRT (FV@B6.25) มี Net Gearing Ratio  ต่ำ 0.48 เท่า แต่ภาระหนี้สินที่เป็นดอกเบี้ย ลอยตัวสูง 89% ของหนี้สินทั้งหมด ทำให้อาจได้รับผลกระทบบ้างหากดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น แต่ภาระดอกเบี้ยในปีนี้ไม่สูงเพียง 22 ล้านบาทเท่านั้น โดยปี 2560 DRT ตั้งงบลงทุน 200 ล้านบาท สำหรับปรับปรุงเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าและการขยายกำลังการผลิต
    DCC (FV@B4.64) มี Net Gearing Ratio 0.38 เท่า โดยภาระหนี้สินเป็นดอกเบี้ยลอยตัวทั้งหมด ทำให้อาจได้รับผลกระทบบ้างหากดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น แต่ภาระดอกเบี้ยในปีนี้ไม่สูงเพียง 25 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนการลงทุน ส่วนใหญ่จะเป็นการขยายกำลังการผลิตซึ่งใช้เงินลงทุนราว 400 ล้านบาท
  
*** กลุ่มอิเล็กฯ ไม่สะเทือนเหตุฐานเงินแกร่ง   
      ขณะที่กลุ่มอื่นๆ ที่เหลือดูเหมือนจะกระทบต่อทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นน้อย โดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์  ซึ่งส่วนใหญ่มีฐานเป็นเงินสดสุทธิคือ DELTA, HANA, SVI   จึงน่าจะได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยขาขึ้นจำกัดมาก ?ยกเว้น KCE แม้มี  net gearing ratio อยู่ที่ 0.36 เท่า แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ หากอัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น 0.25% จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มกำไรสุทธิปี 2560 ของ KCE เท่ากับ 11 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียง 0.3% ของคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2560 และกระทบ Fair value ปี 2560 เพียง 0.4%
 
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด