ข่าวนี้ที่ 1

| 9 ตุลาคม 2560 | 17:05

TOA มั่นใจเทรดวันแรกตอบรับดี แม้งบครึ่งปีกำไรทรุด

          TOA มั่นใจเทรดวันแรกนักลงทุนตอบรับดี กางแผนอนาคตใช้เงินระดมทุนบุกตลาดสีอาเซียน ดันกำลังผลิตปี 61 พุ่งทะลุ 102.5 ล้านแกลลอนต่อปี ขณะที่รายงานงบครึ่งปีแรกกำไรทรุด 36% ด้าน บล.ทิสโก้ เคาะราคาเหมาะสมปีหน้า 22-26 บาท จากราคา IPO 24 บาท 

** ต้อนรับหุ้นน้องใหม่
          ดร. สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยินดีต้อนรับ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สีทาอาคารและสารเคลือบผิวรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง หมวดวัสดุก่อสร้าง ในวันที่ 10 ตุลาคม 2560
          TOA มีผลิตภัณฑ์สีทาอาคาร ผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบผิวและผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น ครอบคลุมทุกระดับราคาและการใช้งาน โดยกลุ่มลูกค้าเป็นผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นช่างมืออาชีพ และลูกค้าที่ซื้อสินค้าด้วยตัวเอง (buy it yourself หรือ BIY) มีทุนจดทะเบียน 2,029 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 1,775 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน 254 ล้านหุ้น 

** ผู้ถือหุ้นเดิมนำหุ้นขาย IPO ด้วย 
          โดยการเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชน (IPO) ในครั้งนี้เป็นการเสนอขายหุ้นสามัญ 507.6 ล้านหุ้น ประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุน 254 ล้านหุ้นและหุ้นสามัญที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัท 253.6 ล้านหุ้นในราคาหุ้นละ 24 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 6,096 ล้านบาท มีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 48,696 ล้านบาท โดยมี บมจ. บล. กสิกรไทย และ บมจ. บล. บัวหลวง เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย
          TOA มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลำดับแรกหลังการเสนอขายหุ้น IPO ได้แก่ ครอบครัวตั้งคารวคุณ ถือหุ้นรวม 75.17% UBS Securities Pte Ltd เป็นผู้ซื้อหุ้นเบื้องต้น 10.78% และ AIA TH EQ 2 P ถือหุ้น 0.56% ทั้งนี้การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO มาจากการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ของนักลงทุนสถาบัน (book building) โดยราคา IPO เท่ากับ 24 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E) ของบริษัทฯ เท่ากับ 24.40 เท่า โดยพิจารณาจากกำไรสุทธิของบริษัทฯ ในช่วง 12 เดือนย้อนหลัง (ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2559 ถึงไตรมาส 2 ปี 2560) หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมด (fully diluted) ซึ่งมีค่าเท่ากับ 0.98 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิจากงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัทฯ หลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินสำรองต่างๆ ตามที่กฎหมายและบริษัทฯ กำหนดไว้ในแต่ละปี


** มั่นใจ นลท.ตอบรับดี
          นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ผู้นำสีทาอาคารในไทย เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้นำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรกในวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ใช้ชื่อย่อ ‘TOA’ ในการซื้อขายบนกระดานหลักทรัพย์ฯ โดยมีความเชื่อมั่นว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่มั่นใจในพื้นฐานของบริษัทฯ และศักยภาพในการขยายธุรกิจสีทั้งในและต่างประเทศ เช่นเดียวกับการเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 507.6 ล้านหุ้น โดยบริษัทฯ และผู้ถือหุ้นเดิม ในราคาหุ้นละ 24 บาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท ให้แก่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยในช่วงก่อนหน้านี้

** วางเป้าผู้นำตลาดสีอาเซียน
          บริษัทฯ วางแผนสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำตลาดสีในภูมิภาคอาเซียน ปัจจุบันจึงอยู่ระหว่างการลงทุนก่อสร้างหรืออยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการในต่างประเทศอีก 3 แห่ง ซึ่งจะใช้เงินลงทุนรวม 1,184 ล้านบาท ได้แก่ โรงงานผลิตแห่งแรกในประเทศอินโดนีเซีย โรงงานผลิตในประเทศเมียนมาร์ ซึ่งมีแผนจะย้ายโรงงานจากเมืองย่างกุ้งไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา และโรงงานผลิตในประเทศกัมพูชา คาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 2/61 ไตรมาส 3/61 และไตรมาส 4/61 ตามลำดับ โดยเมื่อโรงงานผลิตสีทั้ง 3 แห่งก่อสร้างแล้วเสร็จและดำเนินการตามแผนการปิดโรงงานย่างกุ้ง (คาดว่าจะเกิดขึ้นในต้นปี 2562) คาดว่า TOA จะมีกำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 102.5 ล้านแกลลอนต่อปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 88.0 ล้านแกลลอนต่อปี ไม่รวมกำลังการผลิตของ TOA Skim Coat (Cambodia) Co., Ltd. ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานผลิต 8 แห่ง ใน 6 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย 3 แห่ง และเวียดนาม สปป.ลาว มาเลเซีย เมียนมาร์และกัมพูชา ประเทศละ 1 แห่ง
          “การลงทุนขยายโรงงานผลิตสีในต่างประเทศ จะทำให้ TOA มีขีดความสามารถในการแข่งขันในแต่ละประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากสีเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหนักมากจึงมีต้นทุนค่าขนส่งค่อนข้างสูง ดังนั้นบริษัทฯ จึงตัดสินใจลงทุนขยายโรงงานในภูมิภาคอาเซียน เพื่อสอดรับกับการวางยุทธศาสตร์ที่ต้องการเป็นผู้นำตลาดสีในภูมิภาคนี้” นายจตุภัทร์ กล่าว 
          นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า TOA เป็นบริษัทสีของคนไทยที่สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดในประเทศได้สูงสุดท่ามกลางการแข่งขันกับผู้ประกอบการต่างชาติ โดยมีจุดแข็งด้านแบรนด์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ช่องทางการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมความพร้อมด้านฐานการผลิต รวมถึงมีทีมผู้บริหารและบุคลากรที่มีประสบการณ์สูง โดยหลังจากเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะยิ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจและเพิ่มความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงินยิ่งขึ้น รวมถึงส่งผลดีต่อการขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน 
          นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า TOA เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสีและสารเคลือบผิวชั้นนำของไทยที่มีศักยภาพในการเติบโตที่ดี โดยมีการวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการขยายธุรกิจจากประเทศไทยไปยังภูมิภาคอาเซียน ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มที่ความต้องการใช้สีจะเพิ่มขึ้นในอนาคตจากปัจจัยสนับสนุนด้านอุตสาหกรรมก่อสร้างและการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในแต่ละประเทศ จึงเชื่อว่า TOA จะเป็นหนึ่งในหุ้นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน

** เปิดงบครึ่งปีแรกกำไรทรุด 36%
          TOA แจ้งผลการดำเนินงาน งบการเงินรวม ไตรมาสที่ 2 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2560 มีกำไรสุทธิ 396.10 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 654.38 ล้านบาท ขณะที่งวด 6 เดือน ปี 2560 มีกำไรสุทธิที่ 893.09 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 1,411.26 ล้านบาท โดยลดลง 511.1 ล้านบาท หรือ 36.4% เนื่องจากอัตรากำไรสุทธิของบริษัทฯ ลดลงจาก 16.6%  สำหรับรอบระยะเวลาหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2559 เป็น 11.5% สำหรับรอบระยะเวลาหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2560 โดยอัตรากำไรสุทธิที่ลดลงมีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากการขายที่ลดลง และราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น

** โบรกฯ เคาะราคาเหมาะสมปีหน้า 22-26 บ.
          บล. ทิสโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า TOA เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสีและสารเคลือบผิวชั้นนำที่มีส่วนแบ่งการตลาด 48.7% ในประเทศไทย และ 13.0% ในเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เนื่องจากความได้เปรียบในการแข่งขันของบริษัทอันได้แก่ 

1) การมีตราสินค้าที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดและมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายตอบสนองฐานลูกค้าในวงกว้างและความต้องการที่หลากหลาย 
2) การมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่ทั่วถึงและครอบคลุม 
3) บริษัทอยู่ในสถานะที่ดีที่จะได้รับประโยชน์จากกิจกรรมการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทยและ AEC
4) กระบวนการผลิตที่ทันสมัยและความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้จำหน่ายวัตถุดิบหลัก 
5) ความสามารถในการวิจัยและพัฒนาที่แข็งแกร่งและผลงานด้านนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ 
6) ทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์ยาวนาน
7) บริษัทมีความสามารถบริหารต้นทุนที่ดี ทำให้มีอัตรากำไรที่สูง 

          เราคาดจะเห็นผลกำไรของ TOA  เติบโตด้วย 2-YEAR CAGR +16.4% ในปี 2017-19F โดยกำไรที่เติบโตคาดว่าจะมาจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น 16.5% จากโรงงานใหม่ในประเทศอินโดนีเซีย, เมียนมาร์ และกัมพูชาที่จะทยอยก่อสร้างแล้วเสร็จใน 2Q18, 3Q18 และ 4Q18 ตามลำดับ รวมถึงสมมติฐานของเราที่คาดว่าบริษัทจะปรับเพิ่มราคาขายขึ้นปีละ 5% ในปี 2018-19 เพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น
          ประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของ TOA โดยคิดจาก PER ปี 2018 ที่ 20-23.7 เท่า อ้างอิงมาจาก Target PER ของ PEERS ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้ง PEG ของตลาดฯ ซึ่งเรามองว่ามีความใกล้เคียงกับ TOA ได้มูลค่าที่เหมาะสมของ TOA สำหรับปี 2018F อยู่ในช่วง 4.5-5.4 หมื่นล้านบาท (เมื่อหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด 2,029 ล้านหุ้น จะได้ราคาต่อหุ้นที่ 22-26 บาท) 
          ปัจจัยเสี่ยงมาจาก 1) การชะลอตัวของสภาพเศรษฐกิจโดยรวมและอุตสาหกรรมก่อสร้างและที่อยู่อาศัยทั้งในประเทศไทยและภูมิภาค 2) การก่อสร้างโรงงานใหม่ล่าช้ากว่ากำหนด 3) ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ 4) การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น 5) ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด