ข่าวนี้ที่ 1

| 9 พฤษภาคม 2560 | 18:06

PTTEPแตะเบรกลงทุนอินโดฯ -BCPลุยผลิตภัณฑ์ชีวภาพ

    "ปตท.สผ." ชะลอลงทุนทุกโครงการใหม่ที่ศึกษาในอินโดฯ จนกว่าจะมีข้อยุติคดี "น้ำมันรั่ว มอนทารา" หลังรัฐบาลอินโดฯ ฟ้องศาลให้จ่ายค่าเสียหาย 7 หมื่นลบ. ระบุพร้อมสู้คดี มั่นใจหลักฐานพร้อม ยืนยันศาลอินโดฯไม่สามารถสั่งบังคับคดีได้ เหตุไม่มีสนธิสัญญาระหว่างกัน ด้าน "บางจาก" คาดยอดขาย Q2/60 ต่ำกว่า Q1 เหตุเข้าสู่โลว์ซีซั่น แต่มั่นใจ EBITDA ปีนี้โต 20% จ่อสรุปแผนลงทุนผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ใช้งบหลักพันล้านบาท
 
    บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ( PTTEP) ชี้แจงกรณีทางการอินโดนีเซียฟ้องเรียกค่าเสียหายจากเหตุการณ์น้ำมันและก๊าซธรรมชาติรั่วไหลในแหล่งมอนทารา โดยมีนายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่  พร้อมกับ นางประณต ติราศัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่มงานกิจการองค์และกำกับการปฎิบัติตามนโยบายและรักษาการรองกรรมการผู้จัดหารใหญ่ สายงานเลขานุการบริษัท เป็นผู้ให้ข้อมูล
 
***  PTTEP ชะลอแผนลงทุนโครงการใหม่ที่อินโดนีเซีย 
    บริษัทฯ ชี้แจงว่า จากกรณีฟ้องร้องดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทฯ ระงับการตัดสินใจการลงทุนในโครงการในประเทศอินโดนีเซียที่ได้ศึกษาไว้ในปัจจุบันออกไปก่อนจนกว่าจะมีข้อยุติในเรื่องนี้  และแม้ว่าแผนกลยุทธ์ของบริษัทจะเน้นการลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงอินโดนีเซียด้วย แต่การชะลอแผนลงทุนก็ไม่กระทบ เพราะ  PTTEP เน้นการลงทุนในภูมิคภาคนี้โดยมุ่งไปยังประเทศไทย  เมียนมา และมาเลเซีย 
      ส่วนโครงการเดิมที่มีการลงทุนในอินโดนีเซียแล้วยังคงเดินหน้าผลิตต่อไป โดยปัจจุบัน บริษัท PTTEP Netherlands Holding Co?peratie U.A. (บริษัทย่อยของ PTTEP) มีโครงการผลิตปิโตรเลียม จำนวน 1 โครงการ คือ โครงการนาทูน่า ซี เอ โดยถือหุ้นสัดส่วน 11.5%  โดยมีปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติประมาณ 224 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และน้ำมันดิบประมาณ 1,200 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1% ของปริมาณการขายทั้งหมดของ PTTEP โดยประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศที่ PTTEP มีกลยุทธ์ในการเข้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง
    "รัฐบาลอินโดนีเซีย ฟ้อง PTTEP, PTTEP AA และ PTT ซึ่งขณะนี้บริษัทฯ ยังไม่ได้รับเอกสารการฟ้องร้องดังกล่าว อย่างเป็นทางการ แม้ศาลอินโดนีเซียมีคำตัดสิน แต่ไม่สามารถที่จะนำมาบังคับคดีกับทางPTTEPได้ จากไม่มีสนธิสัญญาบังคับคดีระหว่างไทย อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย ยกเว้นจะมาฟ้องศาลไทย และนำคำพิพากษาศาลอินโดนีเซียมาใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องในศาลประเทศไทย และทางกฎหมายไม่สามารถยึดทรัพย์สินของ PTTEP ในโครงการนาทูน่า ซี เอ เพราะไม่ใช่นิติบุคคลเดียวกัน" นางประณต  กล่าว

*** ยืนยันยังไม่ได้รับเอกสารฟ้องร้องจากรัฐบาลอินโดฯ 
     ปัจจุบัน บริษัทฯ ยังไม่ได้รับเอกสารเกี่ยวกับการฟ้องร้องอย่างเป็นทางการ และได้เตรียมความพร้อมในการต่อสู้คดี โดยบริษัทเชื่อมั่นในในหลักฐาน ข้อมูล ผลการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ได้มีความเสียหายดังที่รัฐบาลอินโดนีเซียเรียกร้อง ขณะนี้ต้องรอดูคำฟ้องก่อน แต่ที่ปรึกษากฎหมายได้ให้ความเห็นในเบื้องต้นว่า การยึดทรัพย์สินของ ปตท.สผ. และ PTTEP AA  ตามหลักกฎหมายไม่สามารถกระทำได้
 
*** บล.ทิสโก้ แนะ “ถือ” มองผลกระทบจำกัด
    บล.ทิสโก้ มีมุมมองต่อประเด็น "น้ำมันร่วมอนทารา" ว่าแม้นี่จะไม่ใช่การเรียกร้องค่าเสียหายครั้งแรก แต่เป็นครั้งแรกที่ต้องขึ้นศาล โดยในปี 2010 PTTEP AA ได้รับจดหมายจากรัฐบาลของอินโดนีเซีย (GOI) เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายกรณีของน้ำมันรั่วที่มอนทารา ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของออสเตรเลีย ซึ่งทาง PTTEP AA ปฏิเสธข้อกล่าวหา และกล่าวว่าหลักฐานขาดความน่าเชื่อถือและไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยไม่มีการติดต่อจาก GOI อีกนับจากปี 2012 และในปีที่ผ่านมามีฟาร์มสาหร่ายในอินโดนีเซียฟ้องร้อง 200 ล้านออสเตรเลียดอลลาร์ ในกรณีน้ำมันรั่วที่มอนทาร่า และในเดือน ธ.ค. Jarkarta Post รายงานว่ารัฐบาลเตรียมที่จะยกเลิกใบอนุญาตประกอบธุรกิจในอินโดนีเซียของ PTTEP
    ในกรณีที่แย่ที่สุดผลกระทบจำกัด  ตามที่เราเข้าใจศาลกลางของจากาตาร์ยังไม่ได้รับคดีนี้ ซึ่งเรามองว่าจะใช้ระยะเวลาในการเจรจาอีกหลายปี และผลกระทบเพียง 1% ของยอดขาย ทำให้เรามองว่าความเสี่ยงของเหตุการณ์นี้มีจำกัด เราแนะนำให้ “ถือ” โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 90 บาท (DCF)
 
*** BCP คาด Q2/60 ยอดขายน้ำมันต่ำกว่า Q1/60  

     นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) กล่าวว่า แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/60 อาจจะไม่ปรับตัวโดดเด่นเหมือนไตรมาส1/60 เพราะปริมาณการขายน้ำมันผ่านสถานีคาดว่าจะลดลง เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝน และเข้าสู่โลว์ซีซั่นธุรกิจ คาดปริมาณขายจะลดลงต่ำกว่าไตรมาส 1 ซึ่งอยู่ที่ 513 ล้านลิตรต่อเดือน
    ปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายกำลังการกลั่นอยู่ที่ 111,000 บาร์เรลต่อวัน สูงกว่าปี 59 ที่ 101,000 บาร์เรลต่อวัน และค่าการกลั่นเฉลี่ยอยู่ที่ 7 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล 
    ส่วนปริมาณการขายน้ำมันผ่านสถานีคาดว่าจะโต 6-7% สูงกว่าอุตสาหกรรมที่ 4-5% บริษัทตั้งเป้าหมายจะมีส่วนแบ่งทางการตลาดธุรกิจสถานีน้ำมันปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 15.5% จากสิ้นไตรมาสแรกอยู่ที่ 15.2%
    บริษัทมั่นใจว่า EBITDA ปีนี้จะเติบโต 20% มาอยู่ที่ 13,000 ล้านบาท เนื่องจากกำลังการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ่นจากปีก่อน และราคาน้ำมันดิบในปีนี้ ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 55 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล คาดว่าจะมีความผันผวนต่ำกว่าปีก่อน จากปัจจัยที่ส่งผลกระทบน้อยลง

*** ได้ข้อสรุปผลิตภัณฑ์ชีวภาพรูปแบบใหม่ มิ.ย.นี้  
      ด้านการลงทุนในปีนี้บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาผลิตภัณฑ์ชีวภาพรูปแบบใหม่ หลังคณะกรรมการได้ปรับโครงสร้างธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เพื่อให้ตอบรับนโยบายเศรษฐกิจ 4.0 ต่อยอดสินค้าเกษตรกรรม และสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน มิ.ย.นี้ คาดใช้งบลงทุนหลักพันล้านบาท
     
*** บล.บัวหลวง แนะนำซื้อ เป้าหมาย 42 บาท
      บล.บัวหลวง กล่าวว่า  กำไรไตรมาส 1/60 ที่เซอไพรซ์ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดปรับประมาณการขึ้นน่าจะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นในระยะสั้น อีกทั้งประมาณการกำไรเติบโต YoY ในไตรมาส 2/60 หนุนโดยค่าการกลั่นที่สูงขึ้นจะเป็นอีกปัจจัยหนุนราคาหุ้น มูลค่าหุ้นปัจจุบันอยู่ในระดับน่าเข้าลงทุน โดยซื้อขายที่ PER ปี 2560ที่ 10.1 เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยบริษัทในกลุ่มโรงกลั่น แต่ต่ำกว่ากลุ่มค้าปลีกน้ำมันซึ่งมีค่าPER เฉลี่ยที่ 25 เท่า และกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งมีค่า PER เฉลี่ยที่ 17 เท่าอยู่มาก เราคาดว่ามูลค่าของบริษัทจะขึ้นไปใกล้เคียงกับกลุ่ม แนะนำซื้อ เป้าหมายพื้นฐาน 42 บาท

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด