ข่าวนี้ที่ 1

| 9 มีนาคม 2560 | 17:05

SPCG รุกหนักโซลาร์ฟาร์ม ดันกำลังผลิตแตะ 500 MW ในปี 62

    "เอสพีซีจี" ตั้งเป้ากำลังผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์ม เพิ่มเป็น 500 เมกะวัตต์ ภายในปี 62 จากปัจจุบัน 260 เมกะวัตต์ แย้มอยู่ระหว่างศึกษาลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในอาเซียน คาดชัดเจนปีนี้ พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีนี้แตะ 6.3 พันล้านบาท หลังรุกธุรกิจโซลาร์รูฟมากขึ้น แต่ยอมรับอัตรากำไรสุทธิลดลงจากปีก่อนที่ 41.74% แต่ไม่ต่ำกว่า 40% เหตุโซลาร์รูฟมาร์จิ้นต่ำ ด้านโบรกฯให้เป้า 27.25 บาท 

***ตั้งเป้ามีโซลาร์ฟาร์ม 500 เมกะวัตต์ ในปี 62    
    นางสาววันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG ในปีนี้เป้าหมายที่จะรุกธุรกิจติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (SOLAR Roof) ภายใต้ บริษัทโซลาร์ เพาเวอร์ รูฟ จำกัด หรือ SPR โดยกำหนดเป้าหมายการขยายธุรกิจแบบก้าวกระโดด ซึ่งคาดว่าในปี 2560 บริษัทจะทำรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท หรือแตะ 6,300 ล้านบาท เพราะ SPR SOLAR ROOF ได้รับความนิยมมากทั้งในภาคครัวเรือนและโรงงานอุตสาหกรรม
    สำหรับแผนธุรกิจ บริษัทได้ขยายการลงทุนโครงการโซลาร์ฟาร์มไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะในญี่ปุ่น ซึ่งหลังจากได้เริ่มพัฒนาโครงการในพื้นที่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติภูเขาไฟไอเซน ขนาด 30 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ ยังมองหาโอกาสการลงทุนในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่ง SPCG มีความพร้่อมสำหรับการลงทุนในตลาดนี้ ทั้งด้านพันธมิตร ทีมงาน และบุคลากรที่มีประสิทธิภาพจึงสามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้ทันที โดยคาดว่าจะมีโครงการโซลาร์ฟาร์มตามกำลังการผลิตติดตั้งเพิ่มขึ้นเป็น 500 เมกะวัตต์ ภายในปี 2562 ที่้่ผ่านมา บริษัทได้ดำเนินการติดตั้งโซลาร์ฟาร์ม พร้อมจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เข้าสู่ระบบครบทั้ง 36 แห่ง ตั้งอยู่ใน 10 จังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีกำลังการผลิตรวมกว่า 260 เมกะวัตต์ 
    
***รับอัตรากำไรสุทธิปีนี้ลดลง แต่ไม่ต่ำกว่า 40%
    นางสาววันดี ยอมรับว่า อัตรากำไรสุทธิในปีนี้จะลดลงจากปีก่อนที่ทำได้ 41.74% แต่คาดว่าจะไม่ลดลงไปต่ำกว่าระดับ 40% ที่ตั้งเป้าหมายไว้ เนื่องจากรายได้จากโซลาร์รูฟมีมาร์จิ้นต่ำ หรือมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ราว 10 - 20% จากเดิมที่มีรายได้มาจากโครงการโซลาร์ฟาร์มที่มีอัตรากำไรสุทธิสูงถึง 57%

*** ทำ Due diligence เข้าลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน
    บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาตรวจสอบวิเคราะห์สถานะของกิจการ (Due diligence) ในการเข้าลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งหากสามารถเข้าซื้อกิจการได้ตามแผน จะทำให้ปี 62 มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมากกว่าเป้าหมายที่ 500 เมกะวัตต์ ทันที ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปีนี้ นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่น ขนาด 30 เมกะวัตต์ เตรียมจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในเชิงพาณิชย์ (COD)ในปี 61 จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตที่จ่ายไฟแล้วทั้งหมด 260 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างศึกษาโครงการไฟฟ้าแบบผสมผสาม (SPP) ของภาครัฐ ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะเจรจาหาพันธมิตรที่มีความชำนาญด้านพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นๆ ในการร่วมลงทุน เนื่องจากบริษัทยังไม่มีความชำนาญในพลังงานทดแทนด้านอื่นๆมากนัก ทั้งนี้บริษัทจะเข้าร่วมประมูลงานโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์ระยะที่ 2 ด้วยแต่ไม่สามารถรับรองกำลังการผลิตที่จะได้รับได้ เนื่องจากรูปแบบในการคัดเลือกเป็นแบบจับฉลาก
    ส่วน SPR SOLAR Roof ได้แบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1.กลุ่มลูกค้าสำหรับที่อยู่อาศัยทั่วไป ซึ่ง SPR ได้แต่งตั้ง บริษัท โฮม โปรดักซ์ เซ็ยเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO เป็นตัวแทนจำหน่ายระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในตลาดที่อยู่อาศัย และ 2.กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม ซึ่งในปี 59 ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย โดยบริษัทเลือกใช้ แผงเซลล์แสงอาทิตย์ ที่มีคุณภาพจาก Kyocera ที่ให้การรับประกันแผงยาวนานถึง 25 ปี และหลังจากปีที่ 25 การันตีคณภาพการผลิตไฟฟ้าได้ถึง 80% นอกจากนี้ ยังเลือกใช้ Inverter SMA มาตรฐานจากประเทศเยอรมนี  และบริษัทยังมีมโยบายจัดกรรมการส่งเสริมงานขายต่อเนื่อง ทำให้บริษัทคาดการณ์ว่าในปี 2560 จะทำยอดขายได้ไม่ต่ำกว่าปีก่อน

***โบรกฯแนะ"ซื้อ" ให้เป้า 27.25 บาท
    บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำ"ซื้อ"ราคาเป้าหมาย 27.25 บาท ประเด็นติดตามในปี 2560 SPCG ได้ร่วมลงทุนกับ Kyocera ก่อสร้างโซล่าร์ฟาร์ม 37MW ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตั้งเป้า COD ในปี 2560 และอยู่ระหว่างศึกษาลงทุนเพิ่มเติมอีกด้วย ส่วนตลาดโซล่าร์บนหลังคา บริษัทตั้งเป้าขาย 2 พันล้านบาท ขยายตัวอีก 1 เท่า (สูงกว่าสมมติฐานของเรา 18%) ภายหลังความร่วมมือกับสถาบันการเงิน และ กลุ่มลูกค้าโรงงานญี่ปุ่น เริ่มเห็นผลในปี 2559 ซึ่งผู้บริหารมีความมั่นใจตรงนี้มาก ขณะที่โรงไฟฟ้าโคราช 1 (2% ของกำลังการผลิตรวม) จะสิ้นสุดระยะเวลา Adder ใน 2H60 นี้ จะสร้างแรงกดดันไม่มากนักต่อบริษัท
    SPCG รายงานผลกำไรปี 2559 ได้อย่างน่าพอใจ ในวันที่กำลังการผลิตใหม่ยังไม่มี และค่า Ft ที่ลดลง แต่ผลกำไรยังขยายตัวได้ 6% YoY จากการบริหารต้นทุนภายในที่ดีเยี่ยม และการเปิดตลาดโซล่าร์บนหลังคา SPR ที่เริ่มผลิดอกออกผลแล้ว ซึ่ง SPR เริ่มมีบทบาทในรายได้รวมถึง 18% จาก 8% ในปีก่อน คงมุมมอง บวก และคำแนะนำ "ซื้อ" 27.25 บาท/ หุ้น อิง SOTP, คราวเดียวกันนี้ SPCG ประกาศจ่ายปันผล 2H59 อีก 0.70 บาท/ หุ้น คิดเป็น Dividend yield 3%
    ผลการดำเนินงานงวดปี 2559 กำไรสุทธิ 2,314 ล้านบาท ขยายตัว 6% YoY สูงกว่าประมาณการของเรา 3% ซึ่งแม้ SPCG จะจ่ายไฟฟ้าครบ 36 โครงการไปตั้งแต่ 2Q57 แต่ทว่าผลกำไรยังคงเติบโตได้ แม้ไม่มีการผลิตใหม่ระหว่างปี 2558-59 เนื่องจาก SPCG โฟกัสใน 2 จุด คือ 1.การบริหารต้นทุนภายใน และ 2.SPCG เริ่มเปิดตลาดใหม่คือ โซล่าร์บนหลังคา ซึ่งผู้บริหารเผยว่า สามารถทำยอดขายได้ 1 พันล้านบาทในปี 2559 ขยายตัว 150% YoY หรือเกือบ 1 พันล้านบาท ซึ่งแม้ว่าธุรกิจของ SPR และ ค่า Ft ที่ลดลงจะกดดันอัตรากำไรขั้นต้นรวมให้ลดลง จาก 72.8% เป็น 64.8% ในปีนี้ แต่สุทธิแล้วในภาพใหญ่ รายได้ของ SPCG เพิ่มขึ้น 9% YoY และ กำไรสุทธิขยายตัว 6% YoY พร้อมกับการวาง Position ในตลาดโซล่าร์บนหลังคาสำหรับโรงงาน (โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าญี่ปุ่น) ได้อย่างโดดเด่น

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด