ข่าวนี้ที่ 1

| 8 กุมภาพันธ์ 2560 | 17:05

BDMSบุกลูกค้าต่างชาติเต็มสูบ เจาะกลุ่มเมียนมา-ญี่ปุ่น-อาหรับ

BDMSบุกลูกค้าต่างชาติเต็มสูบ เปิดแผนสร้างโรงพยาบาลในไทยรองรับต่างชาติโดยเฉพาะ เน้นเมียนมา-อาหรับ-ญี่ปุ่น พร้อมรุกเปิดสาขาในกัมพูชา 2 แห่ง มั่นใจสิ้นปี 61 มีโรงพยาบาลครบ 50 แห่งจากปัจจุบัน 44 แห่ง ระยะนี้ราคาหุ้นอ่อนตัว แต่โบรกฯยังคงแนะซื้อ ให้ราคาเป้าหมายที่ 24.5-27.50 บาท เหตุรายได้และกำไรยังโต ด้านทริสฯคาดว่าในช่วงปี 2560-2562 BDMS จะยังคงรักษาเติบโตของรายได้ในอัตรา 8-10% ต่อปี ปัจจัยหลักมาจากจำนวนผู้ป่วยและโรงพยาบาลแห่งใหม่ในเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น 

***BDMS รุกหนักสร้างโรงพยาบาลรองรับลูกค้าต่างชาติเจาะกลุ่มชาวญี่ปุ่น-เมียนมา-กัมพูชา-อาหรับ
    นายชาตรี ดวงเนตร กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เปิดเผยว่า มั่นใจสิ้นปี 61 มีโรงพยาบาลทั้งหมด 50 แห่ง จากปัจจุบันที่มี 44 แห่ง และเตรียมเปิดโรงพยาบาลกรุงเทพแห่งที่ 45 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายในเดือนมีนาคมนี้ และอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงพยาบาลกรุงเทพสาขาเชียงราย เกาะช้าง พัทยา ส่วนอีก 2 แห่งจะตั้งอยู่ภายในโรงพยาบาลสำนักงานใหญ่
    นอกจากนี้ บริษัทมีแผนเปิดโรงพยาบาลสำหรับชาวต่างชาติในประเทศไทย โดยจะเปิดรองรับลูกค้าชาวเมียนมา อาหรับ ญี่ปุ่น ซึ่งจะใช้ภาษาหลักของลูกค้าในให้บริการทั้งหมด รวมถึงใช้บุคคลากรจากประเทศดังกล่าวในการทำงานด้วย ร่วมกับเปิดโรงพยาบาลในประเทศกัมพูชา 2 แห่ง พร้อมเปิดสถานพยาบาลสำหรับผู้ป่วยที่ยังกลับบ้านไม่ได้(Transistional Care) ภายในเดือนมีนาคมนี้
    สำหรับนโยบายกีดกันชาวมุสลิมของโดนัลด์ ทรัมป์ คาดว่าจะช่วยหนุนให้จำนวนลูกค้าชาวอาหรับซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของ BDMS และลูกค้าจากจีนกลับเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบัน BDMS มีสัดส่วนรายได้ 1 ใน 3 มาจากลูกค้าชาวต่างชาติ 

***โบรกฯคาด BDMS จะมีกำไรสุทธิ 2.1 พันลบ.ในงวดQ4/59 
    บล.ซีไอเอ็มบี ระบุว่า แนะนำ "ซื้อ" ให้ราคาเป้าหมายที่ 24.50 บาทต่อหุ้น  มีมุมมองเชิงบวกต่อการยกเลิกบัตร Life Privilege Cards และการทบทวนสวัสดิการพนักงานเพราะคาดว่าจะช่วยให้มาร์จินเพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายลดลง ค่าใช้จ่ายจากทั้ง สองรายการจะบันทึกในส่วนของผู้ถือหุ้น โดยไม่แสดงในงบกำไรขาดทุน เราคาดว่า BDMS จะรายงานกำไรสุทธิ 2,150 ล้านบาทใน Q4/59 เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนหน้า 
    ทั้งนี้ คาดว่ารายได้ในปี 60 จะเติบโต 8% และกำไรสุทธิเติบโต 12% 

***โบรกฯแนะซื้อคงราคาพื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลงที่ 27.50 บาท 
    บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ให้คำแนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลงที่ 27.50 บาท มีมุมมองที่ดีกับ BDMS ในเรื่องโครงข่ายทางการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุด และการลงทุนขนาดใหญ่ในศูนย์สุขภาพจะส่งผลดีในระยะยาว แม้ระยะสั้นจะส่งผลกระทบในการดำเนินงานบ้าง ราคาหุ้นที่อ่อนตัวลง เหมาะกับการทยอยซื้อสะสมเพื่อการลงทุน
    ทั้งนี้ คาดผลประกอบการงวดไตรมาส 4/59 จะมีกำไรสุทธิ  2.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปี 58 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว เพราะฐานเปรียบเทียบ Q4/58 มีกำไรที่สูง รวมทั้งอัตรากำไร EBITDA อ่อนลง เนื่องจากจำนวนคนไข้ต่างประเทศที่น้อยลงกว่าคาด

***ทริสฯ คาดBDMS รักษาการเติบโตรายได้ในช่วง 8-10%/ปี ผลจากขยายโรงพยาบาลและจำนวนผู้ป่วยเพิ่ม
                 ทริสเรทติ้งคาดว่าในช่วงปี 2560-2562 BDMS จะยังคงผลการดำเนินงานที่ดีเอาไว้ได้ โดยรายได้ของบริษัทจะเติบโตในอัตรา 8%-10% ต่อปี ซึ่งปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจจะมาจากการเติบโตของจำนวนผู้ป่วยและโรงพยาบาลแห่งใหม่ในเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทอาจได้รับแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานคงที่ ตลอดจนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายของโรงพยาบาลแห่งใหม่ และการที่ Wellness Clinic อาจต้องใช้เวลาในการสร้างรายได้และทำกำไรตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพสักระยะหนึ่ง 
    อย่างไรก็ตาม คาดว่าบริษัทจะบริหารค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อคงอัตรากำไรจากการดำเนินงานไว้ ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานอยู่ในช่วง 12,000-15,000 ล้านบาทต่อปี  และมีค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนโดยรวมประมาณ 40,000 ล้านบาทในช่วงปี 3 ปีข้างหน้า โดยจะใช้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานบางส่วนเป็นเงินลงทุน ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าในช่วง 3 ปีข้างหน้าอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทน่าจะอยู่ในระดับไม่เกิน 45% แม้ว่าบริษัทจะมีการลงทุนขนาดใหญ่ก็ตาม 
     ทริสเรทติ้ง รายงานว่าได้จัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันในวงเงินไม่เกิน 6,000 ล้านบาทและหุ้นกู้สำรองเพื่อการเสนอขายเพิ่มเติม (Greenshoe) ในวงเงินไม่เกิน 1,000 ล้านบาทของ BDMS ที่ระดับ "AA-" พร้อมทั้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ "AA-" เช่นกัน โดยแนวโน้มยังคง "Stable" หรือ "คงที่" ทั้งนี้ บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ไปใช้ในการลงทุน รวมทั้งใช้ในการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของบริษัท และใช้ชำระหนี้เงินกู้ยืม
                 อันดับเครดิตของบริษัทอาจได้รับแรงกดดันให้ต้องปรับลดลงหากบริษัทลงทุนโดยการก่อหนี้เชิงรุกจนทำให้อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนสูงกว่า 45% หรืออัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมอยู่ต่ำกว่าระดับ 30% เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง นอกจากนี้ หากการทำกำไรของบริษัทถดถอยลงเป็นระยะเวลานานก็อาจส่งผลกดดันต่ออันดับเครดิตได้ 
    ในขณะที่โอกาสในการปรับเพิ่มอันดับเครดิตของบริษัทสามารถเกิดขึ้นได้หากสถานะทางการเงินของบริษัทปรับตัวดียิ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปัจจุบันอันจะส่งผลให้อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมปรับเพิ่มสูงขึ้นกว่า 50% เป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่อง
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด