ข่าวนี้ที่ 1

| 7 พฤศจิกายน 2560 | 17:05

ครม.ไฟเขียว'ช้อปช่วยชาติ' -หุ้นค้าปลีก-ท่องเที่ยวเฮ!

    ครม.อนุมัติลดภาษี'ช้อปช่วยชาติ'วงเงิน 15,000 บาท ช่วง 11 พ.ย. - 3 ธ.ค. 60 ระยะเวลา 23 วัน มากกว่าปี 59 ที่เคยให้ 17 วัน โดยประเมินรัฐสูญเสียรายได้ 2,000 ล้านบาท มีผลกระตุ้น GDP ปีนี้ราว 0.05% คาดมีเงินสะพัด 1 หมื่นล้านบาท โบรกฯมองหุ้นกลุ่มค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภค จำหน่ายโทรศัพท์มือถือ โรงแรม อาหาร ท่องเที่ยว ได้ประโยชน์ แนะ CPN-ROBINS-HMPRO-CPALL-BJC-MINT-CENTEL-JMART-COM7-BEAUTY

    
*** ไฟเขียวลดภาษี'ช้อปช่วยชาติ'วงเงิน 15,000 บ.
    
    นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2560  (ช้อปช่วยชาติ) โดยยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับผู้มีเงินได้ที่เป็นบุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าและบริการ แต่ไม่เกิน 15,000 บาท ให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อเป็นการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน ซึ่งจะให้มีผลระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ – 3 ธันวาคม 2560 รวม 3 สัปดาห์ ซึ่งคาดว่ารัฐจะสูญเสียรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท และจากการคำนวณคาดว่าจะมีเงินสะพัดจากการจับจ่ายใช้สอยประมาณ 10,000 ล้านบาท และมีผลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี ประมาณ 0.05%
    ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว จะไม่รวมถึงการซื้อสุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ น้ำมัน ก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ และการบริการนั้นไม่รวมถึงการจ่ายค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ การจ่ายค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม
    “การดำเนินการนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและรับบริการในช่วงปลายปี ซึ่งจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบ ช่วยบรรเทาภาระภาษีของประชาชน เป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะเป็นการขยายฐานภาษีและส่งผลดีต่อการจัดเก็บรายได้ภาษีของรัฐในระยะยาว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะทำให้รัฐสูญรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท แต่จะเป็นการเพิ่มยอดขายสินค้าหรือการบริการแก่ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษี”นายณัฐพร กล่าว
 
*** บล.เอเซีย พลัส มอง`ช้อปช่วยชาติ`หนุนหุ้นค้าปลีกงวด Q4/60 แนะ BJC- COM7

    นางภรณี ทองเย็น รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ครม.ผ่านการพิจารณามาตรการช็อปช่วยชาติ ติดต่อเป็นปีที่ 3 ระยะเวลา 23 วัน ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ย.-3 ธ.ค. 2560 มากว่าปี 2559 ที่เคยให้ 17 วัน (ตั้งแต่วันที่ 15-31 ธ.ค.2559) เพราะเห็นว่าเดือนธ.ค. ประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอยอยู่แล้ว โดยให้นำค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการในประเทศ อาทิ ค่าซื้อสินค้าจากห้างสรรพสินค้า, ค่าอาหารในร้านหรือโรงแรม ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาทมาลดหย่อนภาษีปี 2560 คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยหนุนอุตสาหกรรมค้าปลีก กลุ่มจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ
    โดยข้อมูลจากสมาคมผู้ค้าปลีกไทย สรุปว่าการมีมาตรการส่งเสริม จะหนุนยอดใช้จ่ายซื้อสินค้าในช่วงเทศกาลปีใหม่เพิ่มขึ้น 20% หรือราว 2.5 หมื่นล้านบาท หนุนอุตสาหกรรมค้าปลีกเติบโตขึ้นอีก 0.3% ในปี 2558 เทียบกับปี 2559 ผลบวกของการมีมาตรการฯ นี้ในช่วงวันที่ 14-31 ธ.ค. ทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนราว 2.25 หมื่นล้านบาท ช่วยให้อุตสาหกรรมค้าปลีกเติบโตขึ้นอีก 0.2%
    ฝ่ายวิจัยฯ คาดว่า หุ้นกลุ่มค้าปลีกน่าจะได้ประโยชน์จากการใช้มาตรการนี้ เพราะคาดว่าจะช่วยหนุน ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ที่มีสัญญาณฟื้นตัวที่ดีนับจากงวด 3Q60 เช่น HMPRO พบว่า SSSG 3Q60 พลิกกลับมาขยายตัว 2.5%yoy จาก -6.3%yoy ใน 2Q60 และ -2.9%yoy ใน 1Q60 และ TNP มี SSSG พลิกมาเป็น + 1%yoy จาก -0.1%yoy ใน 2Q60 และ -0.3%yoy ใน 1Q60
    ส่วนหุ้นค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคที่ยังไม่รายงานงบ 3Q60 แต่คาดจะเพิ่มขึ้น คือ BJC คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 8-9%yoy จากหดตัว 15.2%yoy ใน 2Q60 ตามด้วย CPALL คาด SSSG 3Q60 กลับมาเติบโต 1%-2%yoy จากที่หดตัว yoy ในงวด 2Q60 ยกเว้น ROBINS แม้จะยังหดตัว แต่ก็เป็นไปในอัตราที่น้อยลง
    ขณะที่กลุ่มค้าปลีกอื่น ๆ ที่มี SSSG เติบโตได้ต่อเนื่อง คือ BEAUTY และ COM7 ที่คาดเพิ่มขึ้น 10-15%yoy จากเพิ่มราว 12%yoy ใน 2Q60 โดยภาพรวมใน 4Q60 SSSG ก็ยังโตได้ต่อเนื่อง
    อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นในกลุ่มค้าปลีกส่วนใหญ่ปรับขึ้นสะท้อนประเด็นบวกไปแล้ว จนมี upside จำกัด จึงแนะนำหุ้นที่มี upside เหลือ คือ BJC (FV’61@B60) และ COM7 (FV’61@B19) เลือกเป็น Top picks

*** บล.อาร์เอชบี โอเอสเค ชี้'หุ้นมือถือ'รับอานิสงส์มากสุด

    นายศราวุธ เตโชชวลิต ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี โอเอสเค (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายช้อปช่วยชาติในครั้งนี้ มีลักษณะที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับมาตรการในรอบที่ผ่านมาโดยสามารถลดหย่อนภาษีได้ในส่วนของการซื้อสินค้า และร้านอาหาร แต่อย่างไรก็ดี จะต้องรอความชัดเจนของมาตรการอีกครั้งว่าจะมีการลดหย่อนภาษีในกลุ่มอื่นหรือไม่
    โดยหุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ ได้แก่ หุ้นในกลุ่มท่องเที่ยวที่มีการดำเนินธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับร้านอาหาร และหุ้นในกลุ่มค้าปลีก โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจจำหน่ายโทรศัพท์มือถือจะมีทิศทางที่ดีกว่ากลุ่มอื่นๆ เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มโทรศัพท์มือถือที่ได้รับความนิยมจะอยู่ในช่วงราคาราว 1 หมื่นบาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่ตรงกับมาตรการช้อปช่วยชาติ สำหรับหุ้นที่ได้รับประโยชน์แนะนำ CPN-ROBINS-HMPRO-CPALL-BJC-MINT-CENTEL-MC-TNP-FN-JMART-COM7-BIG 
    อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นมาสะท้อนข่าวมาตรการช้อปช่วยชาติไปแล้ว โดยเฉพาะ JMART ซึ่งเป็นหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ค่อนข้างมาก ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมาหุ้นในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการช้อปช่วยชาติมักถูกขายออกทำกำไรหลังจากที่มาตรการประกาศใช้อีกด้วย(Sell on Fact)

*** บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส มองกลุ่มค้าปลีก โรงแรม & อาหาร & ท่องเที่ยว ได้ประโยชน์

    บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส มอง ครม.อนุมัติช็อปช่วยชาติ 11 พ.ย. - 3 ธ.ค.โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายไปหักภาษีได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท/คน เห็นว่ากลุ่มค้าปลีก โรงแรม & อาหาร & ท่องเที่ยว ได้ประโยชน์ หุ้นเด่นเป็น CPALL, BIG, COM7, HMPRO, MAKRO, ROBINS, ERW, MINT เป็นต้น ส่วนธุรกิจสนามบิน & สายการบินได้ประโยชน์โดยอ้อม หุ้นเด่นเป็น  AOT, AAV
    
*** บล.ยูโอบี เคย์เฮียน
    
    บล.ยูโอบี เคย์เฮียน มอง มาตรการช้อปช่วยชาติ ส่งผลดีต่อหุ้นค้าปลีกไอที รวมถึงห้างสรรพสินค้า ได้แก่ JMART, COM7, BIG, ROBINS, HMPRO

*** ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาดรอบนี้เงินสะพัด 6 พันลบ.หนุนกระจายรายได้
    
    นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า มาตรการช็อปช่วยชาติรอบใหม่สำหรับปีนี้ คาดว่ารอบนี้จะมีเม็ดเงินสะพัดราว 5-6 พันล้านบาท คาดว่ารัฐบาลต้องการช่วยชดเชยให้กับห่วงโซ่เศรษฐกิจ เนื่องจากเศรษฐกิจในภาพรวมเติบโตขึ้น แต่ยังเติบโตแบบกระจุกตัวโดยเฉพาะในภาคส่งออกเป็นหลัก ดังนั้นมาตรการนี้จะช่วยกระจายรายได้ไปให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้า และภาคเกษตรกรรมที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ถ้าดูเศรษฐกิจโดยรวม GDP ค่อนข้างสูงที่ 4% มาตรการนี้ คนที่ทำคงคำนึงถึง Supply Chain ที่ยังไม่มีรายได้มากนัก รวมถึงเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ซึ่งมาตรการนี้ไม่น่าจะเสียหายอะไร
    ทั้งนี้ มองว่า รัฐบาลคงเป็นห่วงผู้ประกอบการธุรกิจที่ปีก่อนรัฐบาลได้มีมาตรการนี้ออกมาใช้แล้ว ซึ่งถ้าปีนี้ไม่ทำอาจจะทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกเสียโอกาส ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องการให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ได้ใช้มาตรการนี้เพราะเห็นว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี ตัวเลข GDP ไม่ใช่ประเด็นหลักที่มุ่งหวังจากมาตรการนี้ ถึงแม้ว่ามาตรการจะมีผลกระทบต่อกำลังซื้อในอนาคต แต่มองในแง่ที่จะช่วยผู้ประกอบธุรกิจให้ได้รับผลดีเท่ากับปีก่อน ซึ่งคาดว่ารอบนี้จะมีเม็ดเงินสะพัดราว 5-6 พันล้านบาท
    ในภาวะอย่างนี้ เมื่อเศรษฐกิจบางส่วนยังไม่ดี ก็จะช่วยเสริมฐานรากให้แข็งแกร่ง คนทำชั่งน้ำหนักแล้วจึงตัดสินใจ ซึ่งรัฐก็มีรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มเข้ามา ไม่ใช่แค่เคลมภาษีอย่างเดียว ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดราว 5-6 พันล้านบาท
     สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันพรุ่งนี้ (8 พ.ย.) คาดว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมที่ 1.50% เพื่อช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนการพิจารณาปรับอัตราดอกเบี้ยในอนาคต คงต้องรอดูจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด), นโยบายประธานเฟดคนใหม่ และอัตราเงินเฟ้อในประเทศว่าจะเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด เศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด หรือตัวเลขเงินเฟ้อยังไม่ใช่ประเด็น ดังนั้นการคงอัตราดอกเบี้ยยังเป็นทางเลือกที่ทำได้ เพราะยังมีเวลาพอสมควรที่จะทบทวน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด