ข่าวนี้ที่ 1

| 7 สิงหาคม 2560 | 17:05

TU ประกาศงบโค้ง 2 อ่อนตัว เร่งคุมต้นทุนประคองกำไร

          บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) เผย Q2/60 มีกำไรสุทธิ 1.41 พันลบ. ลดลง 7.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความผันผวนของราคาวัตถุดิบและต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น แต่สามารถควบคุมต้นทุนได้ดี และมีส่วนแบ่งรายได้จากการลงทุนใน Red Lobster และบริษัท Avanti Feeds เพิ่มขึ้น ประกอบกับการจ่ายภาษีลดลง พร้อมประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาลหุ้นละ 0.32 บาท ขึ้น XD 18 ส.ค.นี้ 

** กำไร Q2/60 ลดลง 7.6%
          บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 2/60 มีกำไรสุทธิ ในไตรมาสที่ 2/2560 กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,411 ล้านบาท ลดลง 7.6% จากไตรมาสที่ 2/2559 เป็นผลจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การลดลงของกำไรสุทธิถูกบรรเทาจากการควบคุมต้นทุน รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งรายได้จากการลงทุนใน Red Lobster บริษัท Avanti Feeds รวมถึงการจ่ายภาษีลดลง ทั้งนี้กำไรสุทธิในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 เติบโต 4.4% จากช่วงครึ่งแรกของปี 2559 มาอยู่ที่ 2,880 ล้านบาท

** เร่งคุมต้นทุนประคองกำไร
          นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TU กล่าวว่า ผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2/60 ยอดขายรวมเพิ่มขึ้น 1.2% เท่ากับ 34,811 ล้านบาท เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ถึงแม้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนและสภาวะตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ในส่วนของผลกำไร บริษัทมีกำไรสุทธิเท่ากับ 1,411 ล้านบาท ลดลง 7.6% เมื่อเทียบจากระยะเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา กำไรขั้นต้นลดลง 14.5% จากปีก่อน เท่ากับ 4,669 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น เท่ากับ 13.4% เมื่อเปรียบเทียบกับอัตรากำไรขั้นต้นในไตราส 1/59 ที่ 15.9% ซึ่งอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงเป็นผลมาจากราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจปลาทูน่า รวมถึงค่าเงินในยุโรปที่อ่อนค่าลงอีกด้วย
          ในส่วนของธุรกิจหลักของไทยยูเนี่ยน ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า มียอดขายเติบโตสูงสุดที่ 12.9%จากปีที่แล้ว อยู่ที่ 4,502 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ต่างๆ และการรุกทำตลาดที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนยอดขายธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นของบริษัท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็น 12,914 ล้านบาท ในขณะที่ยอดขายธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป (ambient) ลดลง 2.8% จากปีที่แล้ว เนื่องจากความต้องการอาหารทะเลแปรรูปในทวีปยุโรปซบเซาและค่าเงินสกุลหลักอ่อนตัว รวมถึงราคาปลาทูน่าที่ยังสูงขึ้น
          ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 ไทยยูเนี่ยน มีกำไรสุทธิ 2,880 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว และยอดขายรวมสูงขึ้น 1% เป็น 66,244 ล้านบาท จากปีก่อนหน้านี้
          ยอดขายจากผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของไทยยูเนี่ยนยังคงอยู่ที่ 43% ในช่วงครึ่งปีแรก ที่เหลือมาจากธุรกิจการรับจ้างผลิตและธุรกิจบริการทางด้านอาหาร สำหรับยอดขายในตลาดสหรัฐอเมริกายังคงมีสัดส่วนที่มากที่สุดเท่ากับ 38% ของยอดขายทั้งหมดในช่วง 6 เดือนแรก ปี 2560 ตามด้วยตลาดยุโรปเป็นอันดับรองลงมา ด้วยสัดส่วนยอดขายเท่ากับ 33% ตลาดในประเทศไทย มีสัดส่วนเท่ากับ 8% ตลาดญี่ปุ่นมีสัดส่วนเท่ากับ 6% และตลาดอื่นๆ มีสัดส่วนเท่ากับ 15%
          ถึงแม้จะเป็นฤดูกาลของธุรกิจที่วุ่นวายน้อย ธุรกิจเรด ล็อบสเตอร์ ในอเมริกา ยังคงแข็งแกร่งและสร้างผลกำไรสุทธิ 235 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 2/60 โดยส่วนใหญ่มาจากภาระภาษีที่ลดลงและดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น
          นอกจากนี้การควบคุมต้นทุนที่รัดกุม ทำให้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารในไตรมาสที่ 2 ลดลง 9.6 % จากปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 3 พันล้านบาท และอัตราหนี้สินต่อทุนสุทธิในไตรมาสที่ 2 ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 1.33 เท่า จาก 1.37 เมื่อต้นปี เนื่องจากการบริหารเงินสดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
          "เรามีความพอใจในผลประกอบการที่มั่นคงนี้มาก ถึงแม้ว่าเราจะคงต้องเผชิญกับความท้าทายในเรื่องของต้นทุนวัตถุดิบ และสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนในหลายตลาดอยู่ ในส่วนการลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน เรด ล็อบสเตอร์และความพยายามในการควบคุมต้นทุนนั้น ได้ส่งผลเชิงบวกให้แก่บริษัท" นายธีรพงศ์กล่าวเพิ่มเติม

** ปันผลระหว่างกาลหุ้นละ 0.32 บ.
          ทั้งนี้ TU ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลการดำเนินงานในช่วงวันที่ 1 มกราคม ถึง 30 มิถุนายน 2560 ตามที่คณะกรรมการบริหารได้อนุมัติ ในวันที่ 7 สิงหาคม 2560 อยู่ที่ 0.32 บาทต่อหุ้น ซึ่งอัตราการจ่ายปันผลคิดเป็น 53.3% ของกำไรสุทธิ สำหรับวัน XD ได้แก่ วันที่ 18 สิงหาคม 2560 ส่วนวันปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น คือ วันที่ 23 สิงหาคม 2560 และกำหนดจ่ายเงินวันที่ 4 กันยายน 2560

** โบรกฯ หั่นคำแนะนำ
          บล.ดีบีเอส วิคเอคร์ส ปรับลดคำแนะนำ TU เป็น ถือ จากเดิม ซื้อ คาดว่าระยะสั้นยังไม่มีแรงกระตุ้นราคาหุ้น และเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบทูน่าที่สูงต่อเนื่อง แม้ระยะยาวคาดว่าบริษัทจะมีพื้นฐานดี จากการมุ่งไปสู่การผลิตและจำหน่ายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น ราคาพื้นฐานใหม่ปรับลดเป็น 21.00 บาท จากเดิมที่ 24.00 บาท ด้วย P/E ที่ 18 เท่า 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด