ข่าวนี้ที่ 1

| 6 พฤศจิกายน 2560 | 17:05

สรุปไฮไลท์ "efin สายลับจับหุ้นเด็ด" - 4 บจ. ปล่อยสตอรี่เพียบ

    สรุปไฮไลท์งานสัมมนา "efin สายลับจับหุ้นเด็ด" ผู้บริหาร 4 บจ. ปล่อยสตอรรี่เพียบ EA ชูโรงงานแบตเตอรี่ต่อยอดการเติบโต ECF ลุยพลังงานทดแทน   WICE เดินหน้าซื้อกิจการ ส่วน BKD เตรียมบุกตลาดอาเซียน ด้านนักวิเคราะห์ประสานเสียงปี 61 ดัชนีตลาดหุ้นไทยทำนิวไฮ รับผลดีรัฐ-เอกชนเดินหน้าลงทุน 

    วันที่ 4 พ.ย. 2560 ที่ผ่านมา สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย จัดงานสัมมนา  "efin สายลับจับหุ้นเด็ด" ซึ่งแบ่งเป็น 2 ช่วงหลัก ได้แก่ ช่วง "หุ้น (เด็ด) ต้องสงสัย" และ ช่วง "สะกดรอยเซียน หุ้นดี สตอรี่เด่น" โดยทีมงานได้สรุปไฮไลท์ที่สำคัญในงานดังนี้

** EA โรงงานแบตเตอรี่ต่อยอดเติบโต
    นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เปิดเผยในงาน"สายลับจับหุ้นเด็ด" ช่วง "หุ้น (เด็ด) ต้องสงสัย" จัดโดยสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย  มั่นใจรายได้ในปีหน้าจะเติบโตต่อเนื่อง จากปีนี้คาดว่าจะมีการเติบโต 27% จากปี 59 ที่มีรายได้ 1.04 หมื่นล้านบาท เนื่องจากบริษัทจะมีการรับรู้รายได้จากการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในเชิงพาณิชย์(COD)จากโรงไฟฟ้าพลังงานลมในจังหวัดสงขลา และนครศรีธรรมราช จำนวน 3 โครงการกำลังการผลิตรวม 126 เมกะวัตต์(MW)ที่ได้เริ่มดำเนินการในช่วงเดือนมิ.ย. มาเข้ามาเต็มปี ส่งผลให้ปี 61 บริษัทจะมีการรับรู้รายได้จากกำลังผลิตทั้งหมดอยู่ที่ 404 MW แบ่งเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ 278 MW และพลังงานลม 126 MW
    นอกจากนี้บริษัทมีอยู่ระหว่างการเตรียม COD โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในจังหวัดชัยภูมิ(โครงการหนุมาน)ทั้งหมด 5 โครงการ กำลังการผลิตรวม 260 MW เข้ามาในช่วงปลายปี 61
    สำหรับโรงงานผลิตแบตเตอรี่เก็บไฟฟ้า(Energy Storage)ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ของบริษัท โดยมีกำลังการผลิตทั้งหมด 50 กิกะวัตต์ต่อชั่วโมง(GWh) มูลค่าโครงการ 1 แสนล้านบาท บริษัทจะใช้เงินทุนทั้งหมด 3 ส่วนได้แก่ 1.เงินลงทุนของ EA2.การกู้สถาบันการเงิน 3.พันธมิตรร่วมทุน คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างโรงผลิตแบตเตอรี่ระยะแรกกำลังการผลิต 1 GWh มูลค่าเงินลงทุน 2-3 พันล้านบาทได้ภายในช่วงต้นปี 61 ซึ่งจะเป็นการลงทุนโดย EA ทั้งหมด ในขณะส่วนที่เหลือ 49 GWh มูลค่าราว 9.8 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะสามารถหาพันธมิตรร่วมทุนและเริ่มดำเนินการก่อสร้างโรงงานได้ภายใน 1 ปีครึ่งหลังจากที่โครงการระยะที่ 1 เริ่มดำเนินการ ซึ่งปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรทั้งหมด 4-5 ราย
    โดยธุรกิจแบตเตอรี่เก็บไฟฟ้าบริษัทมีเป้าหมายหลักเป็นลูกค้าในกลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเป็นหลักในระยะแรก เนื่องจากแนวโน้มการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนจะถูกพัฒนาให้มีการจ่ายไฟที่เสถียรและสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ช.ม.(Firm)ผ่านการสำรองพลังงานในแบตเตอรี่ในอนาคต ซึ่งเชื่อว่าประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานสายส่งไฟฟ้าไม่ครอบคลุมจะหันมาพัฒนาโครงการในรูปแบบดังกล่าวมากขึ้นทำให้โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนจะเข้ามาแทนที่โรงไฟฟ้าเดิมได้ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า
    บริษัทมีแผนในการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนควบคู่กับระบบแบตเตอรี่เก็บไฟฟ้า ในประเทศที่ระบบสายส่งไฟฟ้ายังไม่ครอบคลุม ได้แก่ ประเทศอินโดนีเซีย,เวียดนาม,ฟิลิปปินส์ และเมียนมา ซึ่งบริษัทจะเข้าเจรจากับประเทศดังกล่าวในระดับนโยบายเพื่อให้หันมาพัฒนาโรงไฟฟ้ารูปแบบดังกล่าวมากขึ้น แทนการพัฒนาโรงไฟฟ้ารูปแบบเดิมที่มีปัญหาด้านสายส่งไฟฟ้า โดยหากการเจรจาสำเร็จตามแผน เชื่อว่าจะได้รับงานโครงการเป็นจำนวนมาก
    ด้านธุรกิจไบโอดีเซลขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซลรูปแบบใหม่ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูง และกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเพื่อนำมาใช้ทดแทนสินค้าที่ผลิตมาจากปิโตรเคมี  โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนเร็วๆ นี้
 
** ECF ลุยพลังงานทดแทน
    นายอารักษ์ สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) หรือ ECF เปิดเผยในงานสัมมนา "สายลับจับหุ้นเด็ด" ช่วง "หุ้น (เด็ด) ต้องสงสัย" จัดโดยสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย คาดว่ารายได้จากธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ที่เป็นธุรกิจหลัก จะเติบโตได้ 10-15% ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยบริษัทจะพยายามเน้นขยายตลาดไปยังภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น เพราะมีการเติบโตสูง โดยเฉพาะฟิลิปปินส์เป็นโอกาสที่ดี เพราะมีโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม่มากนัก แต่ยอมรับว่าธุรกิจดังกล่าวเริ่มทรงตัวและไม่หวือหวาเหมือนในอดีต ซึ่งบริษัทได้กระจายรายได้ไปยังธุรกิจอื่นๆมากขึ้น
    บริษัทตั้งงบลงทุนระยะ 3 ปี (61-63) อยู่ที่ 3,000-4,000 ล้านบาท โดยธุรกิจเฟอร์นิเจอร์จะเน้นเพิ่มเครื่องจักรเสริมศักยภาพการผลิต จัดเตรียมพื้นที่คลังสินค้า และอาคารสำนักงานใหม่ ประมาณ 250 ล้านบาท
    ส่วนธุรกิจพลังงานทดแทน ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าชีวมวล 7.5 เมกะวัตต์ที่จังหวัดนราธิวาส ดำเนินการจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้ดีกว่าที่คาดไว้ และโรงไฟฟ้าชีวมวล กำลังการผลิต 2 เมกะวัตต์ ในจังหวัดแพร่ คาดว่าจะ COD ในเดือน ธ.ค. นี้ หรือ ม.ค. ปี 61
    โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 220 เมกะวัตต์ ณ เมืองมินบู รัฐมาเกวย ประเทศเมียนมา บริษัทมีสัดส่วนการถือหุ้น 20% คิดเป็น 44 เมกะวัตต์ คาดว่าจะ COD ได้ช่วงกลางปี 61 จะใช้งบลงทุนในโครงการดังกล่าวประมาณ 1,000 ล้านบาท
    บริษัทตั้งเป้าในปี 63 จะมีโรงไฟฟ้าชีวมวลรวม 60-70 เมกะวัตต์ โดยขณะนี้มีการเจรจาลงทุนในโรงไฟฟ้าชีวมวล 4-5 แห่ง
    ล่าสุดธุรกิจใหม่ของคือการจัดตั้งบริษัทย่อยชื่อ บริษัท แพลนเนทบอร์ด จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายแผ่นไม้ ประกอบด้วย แผ่นเอ็มดีเอฟ (MDF Board) และแผ่นปาร์ติเกิ้ล (Particleboard) โดยขณะนี้มีที่ดินทำโรงงานแล้ว คาดว่าจะอนุมัติหลักการลงทุนภายในปีนี้ คาดใช้งบลงทุนไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท
 
 ** WICE เดินหน้าซื้อกิจการต่อเนื่อง
    นายชูเดช คงสุนทร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ WICE ให้ข้อมูลนักลงทุนในงานสัมมนา"สายลับจับหุ้นเด็ด" ช่วง "หุ้น (เด็ด) ต้องสงสัย " จัดโดยสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย มั่นใจรายได้ปีนี้จะเติบโตได้ 30-40% หรืออยู่ที่ประมาณ 1,300 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้ 1,035.64 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกมีรายได้คิดเป็น 52% ของเป้าหมายแล้ว เนื่องจากภาพรวมธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และปีนี้จะมีการรับรู้รายได้จาก SUN Express Logistics Pte. Ltd. (SEL) แบบเต็มปี หลังจากซื้อกิจการเมื่อปีก่อน
    ปีนี้บริษัทได้มีการซื้อกิจการเพิ่มเติม คือ เข้าซื้อหุ้นสามัญของ Universal Worldwide Transportation Limited (UWT) มูลค่าการลงทุน 115 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างการเติบโตที่โดดเด่นในอนาคต เพราะ UWT ดำเนินธุรกิจอยู่ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ทั้งการนำเข้าและส่งออก โดยการขนส่งทั้งทางอากาศ และทางทะเล รวมถึงให้บริการรับจัดการขนส่งทางบกด้วยรถบรรทุก ซึ่งถือเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจสำคัญของโลก
    "ปีนี้ถือว่าการเติบโตของรายได้อยู่ในระดับสูงกว่าปกติ เพราะมีการรับรู้รายได้จากการซื้อกิจการ แต่หากเป็นปีที่ไม่มีการซื้อกิจการ บริษัทยังมั่นใจว่ารายได้จะเติบโตได้ในระดับ 10-20% อย่างสม่ำเสมอ"
    บริษัทมีความสนใจขยายธุรกิจในลักษณะการเข้าซื้อกิจการ และร่วมเป็นพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันบริษัทเชี่ยวชาญด้านการขนส่งทางอากาศ และทางทะเล โดยมีกลุ่มลูกค้าหลัด คือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์
    นอกจากนี้ได้ตั้งเป้าหมายสร้างโครงข่ายธุรกิจโลจิสติกส์ครอบคลุมในเอเชียใน 2-3 ปี และสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด ทำให้สัดส่วนรายได้ในต่างประเทศจะถึง 50% ภายในปี 62 จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 30%

** BKDรุกตลาดอาเซียน
    นางสาวณัฐนันท์ ประสงค์ชัยกุล บริษัท บางกอก เดค-คอน จำกัด (มหาชน) หรือ BKD เปิดเผยในงาน "สายลับจับหุ้นเด็ด" ช่วง "หุ้น (เด็ด) ต้องสงสัย" จัดโดยสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย คาดว่ารายได้ในปีนี้จะเติบโต 20% หรือมีรายได้อยู่ที่ 1.5 - 1.6 พันล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้ 1.36 พันล้านบาท เติบโตต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 แม้ในช่วงต้นปีบริษัทจะมองว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะค่อนข้างชะลอ โดยปัจจุบันบริษัทมีงานที่อยู่ในมือ (Backlog) ในไทย 1.5 พันล้านบาท และในกัมพูชา 200 ล้านบาท
    ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการขยายฐานลูกค้ารับเหมาตกแต่งภายใน ในประเทศกัมพูชาเพิ่มเติมจากปัจจุบันที่มีลูกค้าอยู่จำนวน 1 ราย และจะมีรายได้เข้ามาในปีนี้อยู่ที่ 400 ล้านบาท ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนอื่นๆ หลังจากที่่บริษัทเป็นที่รู้จักในประเทศกัมพูชาแล้ว ซึ่งปัจจุบันได้รับการติดต่อจากลูกค้ารายอื่นๆเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
    สำหรับทิศทางของธุรกิจในอนาคตมั่นใจรายได้จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของเมือง และการสร้างอาคารแห่งใหม่มากขึ้น ทำให้ธุรกิจตกแต่งภายในยังมีโอกาสสร้างรายได้ค่อนข้างมาก สำหรับการแข่งขันเชื่อว่าจะมีความรุนแรงบ้าง จากผู้เล่นรายใหม่ที่เสนอราคารับเหมาค่อนข้างต่ำ
    สำหรับการลงทุนหลักของบริษัทจะเป็นการสร้างผู้จัดการโครงการ(Project Manager)ขึ้นมาเพิ่มเติม เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการรับงานที่มีขนาดใหญ่และจำนวนมากขึ้น โดยจะยังไม่มีการลงทุนด้านกำลังการผลิตเนื่องจากปัจจุบันมีการใช้งานอยู่เพียง 70 % และสามารถรองรับการขยายงานไปได้อีกราว 2 - 3 ปีข้างหน้า
 
    ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์จากบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำ 3 แห่ง ในช่วงของ "สะกดรอยเซียน หุ้นดี สตอรี่เด่น" ต่างมองแนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี 61 ไปในทิศทางเดียวกัน คาดว่า SET Index จะทำนิวไฮ ให้เป้าสูงสุด 1,988 จุด  รับผลดีรัฐและเอกชนเดินหน้าลงทุน พร้อมแจกหุ้นเด็ดกลุ่มแบงก์ - รับเหมาะฯ - นิคมอุตสาหกรรม

** ASP ให้เป้าสูงสุด 1,988 จุด
    นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 61 อยู่ที่ 1,766.4 จุด เป็นอย่างต่ำ โดยมองกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 110.4 บาทต่อหุ้น มีค่า P/E อยู่ที่16 เท่า เพราะ รัฐบาลมีการเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง และภาคเอกชนจะมีการลงทุนรอบใหม่ จากรัฐบาลส่งเสริมการลงทุนใน10 อุตสาหกรรมในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC โดยให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ
    โดยคาดว่าเม็ดเงินต่างชาติจะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย จากปัจจุบันต่างชาติถือครองหุ้นไทยต่ำสุดรอบ 10 ปี อยู่ที่ 24.3% จากในอดีตอยู่ที่ประมาณ 30% หากเม็ดเงินต่าชาติไหลเข้ามาลงทุนที่โอกาสที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสที่จะไปแตะระดับ1,988 จุดได้
    "ปี61คาดกำไรบจ.จะอยู่ที่1.07ล้านล้านบาท โต 8.9% จากปีนี้คาดอยู่ที่ 9.9แสนล้านบาท มอง EPS ตลาดหุ้นไทยอยู่ที่110.4 บาท ต่อหุ้น และมอง P/E เทรดปกติอยู่ที่16 เท่า ทำให้ดัชนีปีหน้าอยู่ที่1,766.4จุด และหากเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าทำให้ P/E อยู่ที่ 18 เท่าได้ดัชนีอยู่ที่ 1,988 จุด" นายเทิดศักดิ์ กล่าว
    หุ้นแนะนำลงทุนปี 61จะเป็นกลุ่มได้ประโยชน์การลงทุนของภาครัฐและเอกชน คือกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม แนะนำลงทุน WHA และ AMATA จากมีที่ดินใน EEC พร้อมขายและรอพัฒนาจำนวนมาก โดยให้ราคาเหมาะสม WHA ที่ 4.20บาท ต่อหุ้น AMATAที่ 24.3 บาทต่อหุ้น
    หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง แนะนำ STEC และ UNIQ จากมีงานในมือ (backlog) ที่รอรับรู้ในอีก 3 ปีข้างหน้า งานที่รับมีมาร์จิ้นที่สูง 6-8% โดยให้ราคาเหมาะสม STEC ที่ 30 บาทต่อหุ้น UNIQ ที่ 24 บาทต่อหุ้น
    หุ้นกลุ่มธนาคาร จะมียอดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยแนะนำหุ้น BBL จากมีฐานลูาค้าธุรกิจรายใหญ่จำนวนมาก และมีการกันสำรอง 154% ของ NPL ซึ่งถือว่าสูงมาก ขณะราคาหุ้นเทรดอยู่เพียง 0.8-0.9 เท่าของ book value ถือกว่าต่ำปกติ เทรดสูงกว่า book value ถึง1.1-1.2 เท่า และมีการจ่ายเงินปันผลสูง 4% ใน 61 ส่วนปีนี้ 3.7% โดยให้ราคาเหมาะสม 210 บาทต่อหุ้น (ไม่รวมค่าธรรมเนียมหลังจับมือ AIA) และหุ้น TCAP คาดพอร์ตสินเชื่อรถยนต์ดีขึ้น คาดปีหน้าจ่ายปันผลถึง 6% ให้ราคาเหมาะสมที่ 58บาทต่อหุ้น
    บริษัทที่มีความพร้อมการลงทุน คือ BDMS จะมีการลงทุนต่อยอดจากที่มีนวัตกรรมมีห้องแล็บ โรงงานผลิตยา และคาดกำไรไตรมาส 3/60 จะฟื้นตัวจากครึ่งปีแรกไม่ค่อยดี ให้ราคาเหมาะสมที่ 25.15บาทต่อหุ้น และ CPF จากที่ราคาหุ้นยังไม่ขึ้น จากกำไรครึ่งปีแรก ลดลงจากปีก่อน แต่จากบริษัทมีความพร้อมการลงทุนต่อยอดธุรกิจเรื่องอาหารแปรรูปสำหรับผู้ป่วย ผู้สูงอายุ เด็กส่งผลดีต่อผลประกอบการอนาคตให้ราคาเหมาะสมที่ 32 บาทต่อหุ้น
    
** บล.กสิกรไทย มองระยะสั้นดัชนีอ่อนตัว
    นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย กล่าว ระยะสั้นดัชนีตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวลดลงจากแรงขายทำกำไร เพราะ กำไร บจ.ในไตรมาส 3/60 ออกมาไม่ค่อยดี แต่เชื่อว่าจะปรับลงไม่มาก คาดว่าจะไม่หลุด 1,680 จุด เพราะจะมีแรงซื้อกลับจากภาพรวมเศรษฐกิจมีทิศทางดีขึ้น
    ช่วงปลายปีนี้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งจะมีผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ และการออก พ.ร.บ. EEC ปลายปีนี้เป็นปัจจัยบวกหนุน ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนม.ค.หรือ ก.พ.อยู่ที่1,760 จุดได้
    "Consensus นักวิเคราะห์ มองปี 61 EPS ที่ 110บาท ต่อหุ้น และประเมินดัชนีสูงสุดอยู่ที่1,900 จุด ส่วนต่ำสุดมองที่ 1,800-1760 จุด โดยบล.กสิกรไทย มอง P/E17 เท่าดัชนี" นายประกิต กล่าว
    หุ้นแนะนำลงทุน คือ TICON ได้ประโยชน์จาก EEC เพราะมีที่ดินใน 3 จังหวัด จำนวน 3 พันไร่ และมีรายได้ค่าธรรมเนียมบริหารกอง REIT มากขึ้น จากการรวมกองทุนอสังหาริมทรัพย์ หากเข้าลงทุนช่วงนี้ยังถูกกว่าบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) ที่เข้ามาซื้อ 18 บาทต่อหุ้น
    ส่วน STEC ได้ประโยชน์จากรัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและราคาหุ้นยังปรับขึ้นไม่มาก มองราคาเหมาะสมที่ 30 บาทต่อหุ้น ซึ่งมีอัพไซด์ หุ้นTISCO จากได้ประโยชน์จากยอดสินเชื่อเช่ารถยนต์เติบโตกลังจากรถคันแรกครบกำหนดทำให้จะมีการซื้อรถยนต์เพื่อเปลี่ยนคันใหม่ และหุ้นIVLจากกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น เพราะทุกโรงงานเดินเครื่องเต็มที่
 
** บล.บัวหลวง เชียร์ 4 กลุ่มรับ ศก.ฟื้น
    นายวิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้หากยังมีปัจจัยหนุนที่ดีต่อเนื่องดัชนีหุ้นไทยก็จะยืนเหนือ 1,700 จุดได้ไม่ยาก แต่ในช่วงปลายปีนี้อาจเจอแรงขายจากต่างชาติเพื่อทำกำไรไปบางส่วนหากธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.นี้ ซึ่งจะมีเงินไหลกลับไปสหรัฐก่อนที่เม็ดเงินจะไหลดังกล่าวกลับเข้ามามากขึ้นในปีหน้า
    สำหรับกลุ่มที่น่าลงทุนในไตรมาส 4/60 ยังได้รับแรงหนุนจากการจับจ่ายฟื้นตัวในปลายปีนี้ จึงยังชอบกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยในประเทศ เนื่องจากคาดกำไรไตรมาส 4/60-1/61 จะแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งกลุ่มที่ชอบในไตรมาส 4/60 ประกอบด้วย กลุ่มท่องเที่ยว ที่คาดกำไรในไตรมาส 4/61-1/61 จะออกมาดี เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่น และ ยังมีโอกาสที่รัฐจะมีนโยบายกระตุ้นนักท่องเที่ยว
    กลุ่มการเงิน หลังสินเชื่อรายย่อยเติบโตแกร่ง หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง และ การตั้งสำรองลดลง ซึ่งจะหนุนให้กำไรดีขึ้น โดยเฉพาะธนาคารขนาดเล็กถึงกลาง
    กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ประเภทที่อยู่อาศัย โดยเลือกซื้อบริษัทที่มีการเปิดโครงการใหม่ๆ และ มีแนวโน้มกำไรเติบโตในไตรมาส 4/60
    กลุ่มสื่อ และ ค้าปลีก โดยคาดเม็ดเงินโฆษณา และ กิจกรรมทำการตลาดจะสูงขึ้นมากในช่วงปลายปีนี้
    ส่วนระยะสั้นแนะเลี่ยงลงทุนในกลุ่มพลังงาน และ โรงไฟฟ้า หลังราคาน้ำมันยังสูง โดยปัจจุบันราคาน้ำมันอยู่ที่ 60 เหรียญต่อบาร์เรล สูงกว่าราคาเฉลี่ยปีนี้ที่ประเมินไว้ที่ 53.5 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งหากในไตรมาส 4/60 ยืนเหนือระดับ 60 เหรียญต่อบาร์เรล ก็จะเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้กลุ่มพลังงาน และ โรงไฟฟ้าเจอแรงขายทำกำไรได้ ส่วนปีหน้าประเมินราคาน้ำมันไว้ที่ 55-56 เหรียญต่อบาร์เรล
    "1-2 เดือนนี้หากไม่มีไรเปลี่ยนแปลงความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็ยังคงอยู่เห็นได้จากที่ผ่านมาตัวเลขเศรษฐกิจเราดูดีทั้งจีดีพี และ ส่งออก เพราะฉะนั้นผลตอบแทนหุ้นก็ยังคงน่าดึงดูด โดยยังเม็ดเงินไม่ได้ไหลเข้าไหลออกอย่างมีนัยสำคัญจึงเชื่อว่าดัชนี SET จะยืนเหนือ 1,700 จุดในช่วงที่เหลือของปีนี้ได้"นายวิกิจ กล่าว
    ขณะที่เป้าหมายดัชนีปี 61 ประเมินไว้ที่ 1,750 จุด และ PE ที่ 15 เท่า ซึ่งตอนนี้หากจะเลือกหุ้นจะอิงจากดัชนี หรือ PE ไม่ได้แล้ว เนื่องจากโครงสร้างดัชนีมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยหากจะลงทุนต้องพิจารณาจากเงินปันผล และ ต้นทุนทางการเงิน ปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่มีการจ่ายเงินปันผลเฉลี่ยที่ 5-6% โดย PE จะแพงก็ต่อเมื่อปันผลเหลือน้อย 2-3% ซึ่งไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้ซื้อหุ้นดังกล่าว และ ถ้าดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้นก็จะเป็นความเสี่ยงให้กับบริษัททางด้านต้นทุนทางการเงิน
    สำหรับกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจฟื้นตัวในปี 61 ประกอบด้วย กลุ่มธนาคารและการเงิน หลังหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ลดลง หรือ NPL ลดลง โดยหุ้นที่น่าสนใจในกลุ่มนี้ คือ BBL เนื่องจากมีสินเชื่อรายใหญ่มากที่สุดจะส่งผลดีหลังรัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต่อเนื่อง เงินทุนที่แข็งแกร่ง และ สำรองที่อยู่ในระดับสูงจึงไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรฐานบัญชีใหม่
    กลุ่มพลังงาน แนะลงทุน PTT หลังค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อกลุ่มที่มีรายได้ในรูปดอลล่าร์ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, ปิโตรเคมี,ผลิตภัณฑ์ต้นน้ำ,บริษัทน้ำมันและก๊าซ
    กลุ่มสื่อสาร หากมีการประมูลคลื่นความถี่ทั้งคลื่น 900 1,800 2,600 เมกะเฮิร์ช ก็จะส่งผลดีต่อกลุ่ม ICT เช่นเดียวกัน
    กลุ่มค้าปลีก ได้รับแรงหนุนจาดการจับจ่ายมากขึ้น โดยตัวที่ชื่นชอบยังแนะนำ COM7 หลังยอดขายอุปกรณ์มือถือยังเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งจากสาขาเดิม หรือ สาขาใหม่ก็ตาม
    "ในระยะสั้นๆ อย่างวันจันทร์นี้ก็เล่นหุ้นเก็งงบไตรมาส 3/60 ที่จะประกาศในวันที่ 10 พ.ย.นี้ เราก็ยังคงเลือกกลุ่มสื่อ หลังภาวะการบริโภคดีขึ้น และ อัตราค่าโฆษณาสูงขึ้นอย่าง WORK, UTP ,ECL แต่ในระยะยาวเล่นหุ้นกลุ่มบลูชิพได้เลย"นายวิกิจ กล่าว

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด