ข่าวนี้ที่ 1

| 6 ตุลาคม 2560 | 17:05

คาดกำไรแบงก์โค้ง 3 วูบ 6% สินเชื่อนิ่ง - NPL พุ่ง

     โบรกฯคาดงบกลุ่มแบงก์ Q3/60 ยังสะดุด คาดกำไรลดลง 6% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน หลังสินเชื่อไม่ขยับ เหตุเอกชนยังไม่ลงทุน ส่วนต่างดอกเบี้ย(NIM)ลดลง- NPL พุ่ง ชี้กลุ่มแบงก์ใหญ่  KBANK ดูดีสุด รับดิจิทัลแบงก์กิ้ง แต่ BBL ยังอ่วม เหตุ NPL สูง ขณะที่ KTB มีเซอร์ไพร์ส หลัง AQ ใช้หนี้  ด้านแบงก์เล็กเชียร์ TISCO หลังฮุบ SCBT-ผลงานผ่านจุดต่ำสุด มีลุ้นโตข้ามปี  
 

***  กำไร Q3/60 หด 6%  แต่โต 10% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า        
       บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส  เปิดเผยว่า  ประมาณการว่ากำไรสุทธิ 8 ธนาคารที่ทาง DBSV ทำการวิเคราะห์จะมีกำไรสุทธิรวม 42.7 พันล้านบาท (-6%YoY, +10%QoQ) โดย KTB จะมีการเติบโต QoQ ที่โดดเด่นที่สุดเพราะฐานกำไร Q2/60 ต่ำมากจากการตั้งสำรองฯ สูงมาก หากไม่รวม KTB พบว่ากำไรของกลุ่มจะอยู่ที่ 35.4 พันล้านบาท (-4%YoY, -1%QoQ) 
       คาดการณ์ว่า TISCO และ TCAP น่าจะมีกำไร Q3/60F เติบโตดีกว่าเฉลี่ยของกลุ่มอย่างชัดเจน ขณะที่ TMB มีการเติบโตของกำไรก่อนสำรองฯ ที่แข็งแกร่ง แต่กำไรสุทธิบรรทัดสุดท้ายถูกกระทบจากการตั้งสำรองฯสูง ส่วนแบงก์ใหญ่ BBL จะเป็นธนาคารที่กำไรสุทธิขยายตัวได้ทั้ง YoY และ QoQ สำหรับ KBANK และ SCB ประมาณการว่ากำไร Q3/60F จะลดลง YoY และ QoQ
        สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์งวด Q3/60F คาดว่าจะทรงตัว QoQ แต่เติบโตได้ 2.9%YoY ส่วน NIM มีโอกาสอ่อนลงหลังธนาคารมีการแข่งขันด้านเงินฝากมากขึ้น การตั้งสำรองฯ มีโอกาสลดลง (หรืออย่างน้อยก็ทรงตัว) สอดคล้องกับคุณภาพสินทรัพย์ที่เสถียรขึ้น   
     ในช่วงที่ผ่านมาของปีนี้สินเชื่อกระเตื้องขึ้นบ้าง แต่คุณภาพสินทรัพย์ยังเป็นประเด็นที่ท้าทายของธนาคารขนาดใหญ่ แต่มีพัฒนาการที่ดีขึ้นในแบงก์เล็ก โดย NPL ของ TISCO และ TCAP ลดลงหลังผ่านจุดที่แย่สุดไปแล้ว ทำให้การตั้งสำรองฯต่อสินเชื่อลดลงได้ต่อ โดย TISCO เด่นมากสุด เนื่องจากที่มี ROE สูง คุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้นเป็นลำดับ และมีโอกาสเติบโตแกร่งในปี 61 เมื่อรวมธุรกิจรายย่อยของ SCBT เข้ามา รองลงมาเป็น KKP ซึ่งธุรกิจธนาคารพาณิชย์และธุรกิจตลาดทุนมีโอกาสขยายตัวดี และยังเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลสูงด้วย  ส่วนลำดับสามเป็น TCAP ที่สินเชื่ออยู่ในช่วงฟื้นตัว งบดุลแข็งแรงขึ้น  สำหรับแบงก์ใหญ่  ให้ KBANK เป็นหุ้นเด่น ด้วยความเป็นผู้นำในดิจิทัลแบงก์กิ้ง มี ROE สูง และกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจดีทำให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

***  คาด TMB - TISCO กำไรเด่น  
     บล.ฟินันเซียไซรัส คาดกำไร Q3/60 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่ 5.01 หมื่นลบ. +12% Q-Q แต่ -2% Y-Y โดยคาดค่าใช้จ่ายสำรองฯผ่อนคลายลงจาก Q2/60 ที่มีสำรองฯของ EARTH ส่วนสินเชื่อคาดทรงตัว Q-Q โดยการเพิ่ม/ลดของสินเชื่อยังกระจายตัว ไม่เห็นสัญญาณการลงทุนของภาคเอกชนที่ชัดเจนนัก ด้าน NPL คาดว่ายังเห็นการขยับขึ้นแต่เริ่มไม่น่ากังวล หลายธนาคารอยู่ในกระบวนการ Write-off/Sell NPL คาดว่า TMB และ TISCO จะมีกำไรโดดเด่นที่สุด 
    ขณะที่คาด KKP อาจมีเซอร์ไพรส์เชิงบวกจากกำไร NPA และค่าธรรมเนียมด้านหลักทรัพย์ คงคำแนะนำ Overweight หุ้นกลุ่มธนาคาร Top Pick คือ KBANK (2017 TP 240 บาท), TMB (2017 TP 2.84 บาท) และ KKP (2018 TP 79 บาท)
 
*** BBL อ่วมสุด  - TISCO น่าสนใจ  - KTB มีเซอร์ไพร์ส  
     บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เปิดเผยว่า ในไตรมาส 3/60 ธนาคารทั้ง 9 แห่งจะมีผลประกอบการที่อ่อนตัว เนื่องจากสินเชื่อที่ชะลอตัวในเดือน ก.ค. - ส.ค. (-0.6% QTD) คาดว่ากำไรไตรมาส 3/60 จะทรงตัวเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ด้านส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อาจลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มแบงก์ใหญ่เนื่องจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในเดือน พ. ค. ดังนั้นรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอาจลดลง 1% QoQ โดยเฉลี่ยในไตรมาส 3/60 อย่างไรก็ตาม มูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมและกำไรจากการลงทุนเพิ่มขึ้น ทำให้กำไรก่อนการตั้งสำรองเพิ่มขึ้น 1% QoQ ในไตรมาส 3/60     
     ด้าน NPL ในอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 5bps มาอยู่ที่ 3.75% ในไตรมาส 3/60 ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารส่วนใหญ่ต้องรักษาระดับการกันสำรองไว้ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 2/60 KTB ได้ตั้งสำรองหนี้สูญสำหรับการผิดนัดชำระของ EARTH (EARTH TB, Not Rated) ไว้ในปริมาณที่สูงมาก และค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้สูญของ KTB น่าจะกลับสู่ระดับปกติในไตรมาส 3/60 ซึ่งจะช่วยให้ค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯ ทั้งหมดของอุตสาหกรรมลดลง 10% QoQ ด้วยเหตุผลเดียวกัน กำไรของกลุ่มแบงก์ควรปรับตัวดีขึ้น +9% QoQ หากไม่รวม KTB กำไรของกลุ่มอาจเพิ่มขึ้นเพียง 1% QoQ (-2% YoY) (โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับแต่ละธนาคาร จากหน้า 2 เป็นต้นไป)  
     สินเชื่อภาคธุรกิจที่ชะลอตัว ขณะที่ NIMs ลดลงและ NPLs เพิ่มขึ้น อาจทำให้ผลประกอบการไตรมาส 3/60 ของ BBL อ่อนตัว และคาดว่าผลการดำเนินงาน (-6% QoQ, -7% YoY) จะแย่ที่สุดในกลุ่ม ขณะที่การกันสำรองที่ลดลงจะช่วยผลักดันรายได้ของ TISCO ในไตรมาส 3/60 อย่างต่อเนื่อง (+ 1% QoQ และ + 22% YoY) เราคาดว่า KTB จะลดค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญอย่างมาก และได้รับชำระหนี้จาก AQ จำนวน 1.6 พันล้านบาท ทำให้กำไรเพิ่มขึ้น 118% QoQ (-19% YoY)

*** คาด NPL ของ BBL ยังพุ่งทำหนี้เสียทั้งกลุ่มเพิ่มขึ้นแตะ 4%  
    ด้าน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)  เปิดเผยว่าแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 3/60 คาดว่ากำไรจะเติบโตโดดเด่น 18% เทียบไตรมาสก่อนหน้า เพราะการตั้งสำรองฯ ที่ลดลง โดยการตั้งสำรองเต็มมูลหนี้ต่อการตกชั้นเป็น NPL ของลูกหนี้รายใหญ่อย่าง EARTH ส่งผลให้เจ้าหนี้หลักอย่าง KTB และ KBANK มีผลประกอบการเติบโตโดดเด่น
    โดยมอง TISCO จะเติบโต 6% Q/Q จากการดำเนินงานหลัก โดยเฉพาะ Non-NII ได้อานิสงส์จากธุรกิจตลาดทุนและการบริหารสินทรัพย์ ที่เติบโตตามอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ที่กลับมามีมูลค่าการซื้อขายคึกคักในช่วงไตรมาส 3/60โบรกเกอร์รายนี้มองว่าแม้ภาพรวมจะดีขึ้น แต่ต้องระมัดระวังความเสี่ยง NPL ของกลุ่มธนาคารที่เพิ่มขึ้นในอัตราใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้าที่ 2.9% Q/Q มีเพียง BBL ที่คาดว่า NPL ยังเติบโตในอัตราเร่งราว 7% Q/Q จากการกลับมาเป็น NPL ของลูกหนี้ปรับโครงสร้างของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และธุรกิจขนาดใหญ่ ส่งผลต่อ NPL ratio ของทั้งกลุ่มฯ เพิ่มขึ้นจาก 3.9% ในไตรมาส 2/60 เป็น 4% ในไตรมาส 3/60 
    ส่วนกลุ่มธนาคารขนาดเล็ก อย่าง TISCO และ TCAP กลับไม่น่ากังวล เพราะมองว่า NPL ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ยกเว้น KKP ที่คาดว่า NPL ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการรุกสินเชื่อรถยนต์มือสองและสินเชื่อเอสเอ็มอีฝั่งมุมมอง

*** คาด Q4/60 ยังสะดุด ตามค่าใช้จ่ายช่วงปลายปี  แต่ลุ้นปีหน้ากำไรนิวไฮ 
       นางสาวอุษณีย์ ลิ่วรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า โดยภาพรวมผลประกอบการของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 3/60  จะมีกำไรสุทธิรวม 49,084 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.1% จากไตรมาส 2/2560 ที่ทำได้ 45,349 ล้านบาท แต่ลดลง 5.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำได้ 51,889 ล้านบาท
      โดยปัจจัยบวกหนุนมาจากค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญของแต่ละแบงก์จะปรับลดลง  แม้แนวโน้ม NPL ยังมีทิศทางเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.3% ของสินเชื่อรวม ขณะที่รายได้จากค่าธรรมเนียม (ค่าฟี) เพิ่มขึ้นจากธุรกรรมต่าง ๆ รวมถึงรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการชำระคืนหนี้ในกลุ่มสินเชื่อภาครัฐ  โดยคาดว่ากลุ่มแบงก์มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ทรงตัวอยู่ที่ราว 3.10%
       ส่วนไตรมาส 4/60  คาดว่ายังมีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี โดยเฉพาะ KTB ที่มักมีการสำรองหนี้ค่อนข้างสูงในไตรมาส 4 ของทุกปี โดยประเมินกำไรกลุ่มแบงก์ปีนี้ที่ 208,212 ล้านบาท เติบโต 3% จากปีก่อนที่ทำได้ 200,776 ล้านบาท ขณะที่ส่วนปี 2561คาดว่ากำไรสุทธิของกลุ่มแบงก์จะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 231,292 ล้านบาท โต 11% จากสินเชื่อรายใหญ่ที่คาดจะขยายตัวได้จากการลงทุนของภาครัฐและเอกชน ทำให้สินเชื่อขยายตัวได้กว่า 7% ขณะที่ภาระตั้งสำรองหนี้มีแนวโน้มลดลงตาม NPL ส่วน NIM คาดปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.2%  
     ทั้งนี้ประเมินว่า  KTB, KKP, BBL และ BAY จะโดดเด่นสุดตามรายได้ธุรกิจหลักที่เติบโตและสำรองหนี้ลดลงจากไตรมาส 2 ที่ได้ตั้งสำรองหนี้ส่วนของ EARTH ไปหมดแล้ว

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด