ข่าวนี้ที่ 1

| 6 มกราคม 2560 | 17:05

ลุ้นดัชนีหุ้นไทยแตะ1,600 จุด

ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ยังมีแนวโน้มสดใส โบรกเกอร์เห็นพ้องยังมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ แต่อาจเห็นแรงเทขายออกมา ทำให้ดัชนีพักตัวได้บ้าง ประเมินดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,585-1,600 จุด แนะจับตาถ้อยแถลงเฟดในวันที่ 12 ม.ค.นี้ ที่จะมีผลต่อทิศทางค่าเงินดอลลาร์ และตัวเลขดัชนีทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่มีผลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ย แนะลงทุนหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน-เงินบาทอ่อนค่า และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว

*** บล.ซีไอเอ็มบี  คาด SET บวกต่อเนื่องรับฟันด์โฟลว์หนุน 
    นายธีรวุฒิ กานต์นิภากุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด มองดัชนีฯในสัปดาห์นี้ (9-13 ม.ค.) ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ แม้คาดว่าจะมีแรงขายเข้ามาบ้างในกลุ่มที่ราคาปรับตัวขึ้นไปสูงแล้ว และประเมินว่าแรงขายของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) จะไม่กดดันตลาดมากนัก โดยประเมินกรอบดัชนี ที่แนวรับ 1,565 จุด และแนวต้านที่ 1,585-1,605 จุด

    โดยลักษณะการเคลื่อนไหวของตลาดสัปดาห์นี้ คาดว่าจะมีแรงขายเข้ามาในกลุ่มสื่อสาร และธนาคารพาณิชย์ที่ราคาปรับตัวขึ้นไปแล้ว และคาดว่าเม็ดเงินน่าจะโยกย้ายเข้าไปในหุ้นกลุ่มโภคภัณฑ์ และหุ้นในกลุ่มกลาง-เล็กต่อไป ประกอบกับคาดว่ามีแรงซื้อกลับมาเก็งกำไรผลการดำเนินงานไตรมาส4/59 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในช่วงก่อนประกาศงบด้วย

    ด้านกลยุทธ์ยังแนะนำให้ถือหุ้นใหญ่ และขายเมื่อดัชนีฯเข้าใกล้ 1,600 จุด เนื่องจากปีนี้ คาดว่าจะได้รับผลดีจาก January Effect หลังจากภาพรวมของเศรษฐกิจในปีนี้ค่อนข้างสดใส และแนะเก็บหุ้นในกลุ่มกลาง-เล็กที่จะได้รับอานิสงส์จากแรงซื้อในช่วงถัดไป แนะนำ SGP รับผลดีจากการประชุมนำเข้าแก๊สเสรีซึ่ง SGP มีต้นทุนที่ต่ำสุดในกลุ่ม แนะนำ PACE เนื่องจากราคาหุ้นยังค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกลับกลุ่ม และ EPG ที่จะได้รับประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ฉนวนจากโครงการภาครัฐ และพื้นปูรถกระบะจากการฟื้นตัวของราคาสินค้าเกษตร

*** บล.ทิสโก้ แนะจับตาถ้อยแถลงของเฟด  12 ม.ค.60

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด มองดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ในสัปดาห์นี้ ( 9-13 ม.ค.) อาจเกิดการพักตัว โดยประเมินว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบแนวรับที่ 1,550 จุด และแนวต้าน 1,585 - 1,590 จุด เนื่องจากดัชนีปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงต่อเนื่องเป็นเวลา 8 วันทำการแล้ว จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติทั้งนี้คาดว่าดัชนีฯในสัปดาห์นี้ ยังได้รับแรงหนุนจากฟันด์โฟลว์เข้ามาอยู่ เนื่องจากดัชนีค่าเงินดอลลาร์ที่ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และประเมินว่าจะอ่อนค่าลงอีก

    สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อตลาดในสัปดาห์นี้ แนะติดตามการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ  ที่ออกมาคืนวันที่ 6 ม.ค. ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) นอกจากนี้ยังต้องจับตาถ้อยแถลงของเฟดในวันพฤหัสหน้า(12 ม.ค.) ที่จะมีผลต่อทิศทางของค่าเงินดอลลาร์ด้วย

    ด้านกลยุทธ์แนะนำหาจังหวะซื้อเมื่อย่อตัว เนื่องจากประเมินว่าดัชนียังสามารถเคลื่อนไหวต่อไปได้อีก แนะนำเก็บหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างรับอานิสงส์การลงทุนโครงการภาครัฐปี 60 แนะนำ STEC-SEAFCO และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง TPIPL และยก JWD เป็นหุ้นเด่นที่จะเริ่มกลับมามีผลงานที่ดีอีกครั้ง(Turn Around)หลังจากที่เปลี่ยนสินค้าเข้ามาทดแทนทูน่าที่ได้รับผลกระทบจากประมงผิดกฎหมาย

*** บล.ดีบีเอสฯ แนะ 4 กลุ่มหุ้นน่าลงทุนปีนี้

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส  แนะปัจจัยและกลยุทธ์ทางปัจจัยพื้นฐาน  ถ้าดัชนีอ่อนไม่มาก (ไม่หลุดพื้นที่ 1560-1550) ก็ยังอยู่ในโมเมนตัมบวก  ปัจจัยหนุน คือ การเติบโตที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ, การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยูโรโซน จีน ไทย รวมทั้งราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้น

 Theme ลงทุนหุ้นปีนี้ประกอบด้วย 1) การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน, 2) บาทอ่อน, 3) การขยายตัวใน CLMV+I, 4) ท่องเที่ยวฟื้นตัว   ส่วนปัจจัยเสี่ยง คือ มาตรการทรัมป์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้, ราคาน้ำมันปรับขึ้นน้อยกว่าที่ตลาดประเมินไว้ และบาทอ่อนค่ามาก 

การจัดพอร์ตลงทุน แนะนำแบ่งเป็น 3 หมวด (สัดส่วนเป็นไปตามการยอมรับความเสี่ยงของแต่ละคน) คือ 1) กลุ่มหุ้นปันผลสูง-เพื่อรับ Return ที่สม่ำเสมอ  2) กลุ่มหุ้นมั่นคง เพื่อให้พอร์ตมีสินทรัพย์คุณภาพดีและมีเสถียรภาพ และ 3) หุ้นเติบโต เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับ Capital Gain และควรทำ Rebalancing เป็นระยะ (ราคาหุ้นเกินพื้นฐานก็ขาย ราคาลงต่ำกว่าพื้นฐานมากก็ซื้อ) เพื่อให้การบริหารพอร์ตเกิดประสิทธิภาพ หุ้นแนะนำเชิงกลยุทธ์

 สำหรับหุ้น SCAN ทางเทคนิคที่เข้ามาใหม่เป็น THANI, ORI, EA, TVO, RJH ส่วนหุ้นที่ยังอยู่ใน List คือ SF, GLOBAL, AP, PLAT, GPSC, STPI, DELTA, ITEL หุ้นแนะนำที่หาจังหวะ Take Profit เป็น BCH, KSL
 
*** สำนักวิจัย CIMBT มองเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า หลังดอลลาร์อาจแข็งค่าต่อ

สำนักวิจัย ซีไอเอ็มบี ไทย  ให้มุมมองภาวะตลาดการเงินว่า  หลังจากสัปดาห์ก่อน  ดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินต่างๆ ในช่วงต้นสัปดาห์ตามแนวโน้มการคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างไรก็ดีในช่วงปลายสัปดาห์ดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าหลังการเปิดเผยรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯวันที่ 13-14 ธันวาคม โดยรายงานการประชุมชี้ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะขยายตัวสูงขึ้นในปี 2017 จากการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยมาตรการทางการคลัง ซึ่งก็เป็นปัจจัยที่หนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐฯมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น ขณะเดียวกันรายงานการประชุมก็ชี้ว่ามีกรรมการหลายคนย้ำถึงความจำเป็นที่อาจจะต้องมีการปรับนโยบายการเงินในอนาคตเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจ โดยมองไปถึงความเสี่ยงข้างหน้าที่ยังมีอีกหลายประการ อีกทั้งยังมีการย้ำถึงความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดจากนโยบายการคลังของประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ เช่น ความเป็นไปได้ที่จะมีการลดอัตราภาษีให้แก่ภาคธุรกิจ และการใช้จ่ายงบประมาณต่างๆ รวมทั้งนโยบายเศรษฐกิจอื่นๆซึ่งยังไม่สามารถประเมินได้ในขณะนี้ถึงแนวโน้มที่จะนำไปปฏิบัติ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากมาตรการต่างๆ

โดยภาพรวมแนวโน้มการปรับนโยบายการเงินจึงมีความเป็นไปได้ทั้งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้เร็วขึ้นหากมาตรการทางการคลังส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้น และมีความเป็นไปได้เช่นกันที่มาตรการเศรษฐกิจบางอย่างเช่น การกีดกันการค้า ฯ จะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจและทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ย  

ทั้งนี้ในสัปดาห์นี้ คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 35.60-36.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยคาดว่าดอลลาร์สหรัฐฯยังมีแนวโน้มแข็งค่าเมื่อเทียบกับบาทรวมทั้งสกุลเงินอื่นๆส่วนใหญ่จากแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยต้องจับตาการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯเดือนธันวาคม หากตัวเลขออกมาดีมากๆก็จะเพิ่มการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้นและหนุนดอลลาร์สหรัฐฯให้แข็งค่า

อนึ่ง ดัชนีตลาดหุ้นไทย เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 60 ปิดตลาดที่  1,571.48 จุด  เพิ่มขึ้น  0.43 จุด หรือ  0.03% มีมูลค่าการซื้อขาย 61,142.63 ล้านบาท   โดยต่างชาติซื้อสุทธิ1,911.40 ล้านบาท บัญชีโบรกเกอร์ ซื้อสุทธิ 155.69 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนทั่วไป ขายสุทธิ 1,693.44 ล้านบาท และนักลงทุนสถาบัน ขายสุทธิ 373.65 ล้านบาท 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด