ข่าวนี้ที่ 1

| 5 กรกฎาคม 2560 | 17:05

กูรูมองหุ้นไทยครึ่งปีหลังทรงตัว-ปีหน้าแตะ 1,700 จุด


    "บล.เอเซีย พลัส" มองหุ้นไทยไตรมาส 3/60  เคลื่อนไหวในกรอบจำกัด  1,560-1,595 จุด  แม้มีปัจจัยบวกจากในประเทศหลังทิศทางเศรษฐกิจสดใส ส่งออกขยายตัวได้ดี และผลประกอบการ บจ.มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกประเทศ ทั้งการเมืองยุโรป พร้อมจับตาการเตรียมใช้นโยบายการเงินตึงตัวของธนาคารกลางสำคัญๆ ของโลก  แนะเลือกลงทุนหุ้นรายตัว เน้น 12 กลุ่มที่ผลประกอบการเติบโตโดดเด่น มอง SET ปีหน้าแตะ 1,700 จุด

*** มองเศรษฐกิจไทยสดใส-ส่งออกดีขึ้น
    นางภรณี ทองเย็น รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส กล่าวว่า ปัจจัยบวกต่อการลงทุนหลักๆ มาจากภายในประเทศ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ที่คาดว่าจะเริ่มมีเม็ดเงินเข้าสู่ตลาด จากการลงมือก่อสร้างรถไฟฟ้า 3 เส้นทาง รวม 2.2 แสนล้านบาท ที่ประมูลเสร็จไปตั้งแต่ปลายปี 59 (สายสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรม- มีนบุรี สีชมพู แคราย มีนบุรี และสีเหลือง ลาดพร้าว- สำโรง) เข้ามาบางส่วน (ที่เหลือจะทยอยรับรู้ในอีก 3 ปีข้างหน้า) และในช่วงครึ่งหลังปีนี้ จะมีการประมูลมูลรถไฟฟ้าทางคู่ 5 เส้น ที่มีการขายซองแล้วมูลค่า 8 หมื่นล้านบาท รวมถึงจะมีการเสนอ ครม.เพื่ออนุมัติรถไฟฟ้าอีก 6 เส้นทางมูลค่ากว่า 3.3 แสนล้านบาท ภายในเดือนก.ค. นี้ และน่าจะมีการเปิดประมูลและสรุปรายชื่อผู้ชนะประมูลภายในสิ้นปีนี้
    ด้านการส่งออกคาดว่าปีนี้จะดีขึ้นจากปีที่แล้ว ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าหลัก โดยเฉพาะสหรัฐ อังกฤษ และจีน โดยภาพรวมคาดว่ากลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจน่าจะทางานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการบริโภคภาคครัวเรือน และการลงทุนภาคเอกชนน่าจะเห็นการฟื้นตัวนับจากนี้ ซึ่งน่าจะทาให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ ขยายตัวที่ 3.5% และปี 61 มีแนวโน้มสดใสกว่าปีนี้

***จับตานโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก
    นางภรณี กล่าวว่า ปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อการลงทุนในไตรมาส 3 เป็นปัจจัยภายนอก  จากเศรษฐกิจโลกปีนี้ มีแนวโน้มดีขึ้นจากปี 59 เป็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ทั้ง ประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา โดย IMF ประเมิน GDP Growth โลกปีนี้ไว้ที่ 3.5% yoy จาก 3.1% เมื่อปีที่แล้ว สิ่งที่ต้องจับตาดูคือ ธนาคารกลางสำคัญๆ ของโลก เช่น ยุโรปและอังกฤษจะใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวตามสหรัฐฯ หรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าหากยุโรปและอังกฤษจะปรับขึ้นดอกเบี้ย ก็น่าจะเห็นในปี 61 ดังนั้นไตรมาส 3/60  การเมืองในยุโรปยังถือเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะผ่อนคลายลง หลังเลือกตั้งฝรั่งเศสเป็นไปตามคาด แต่ยังมีเลือกตั้งในอิตาลีช่วงปลายเดือน ก.ย. ซึ่งมีความเสี่ยงที่อาจถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป(Italexit) ตามอังกฤษ อาจกระทบต่อการฟื้นตัวของยุโรป เนื่องจากอิตาลีมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของยุโรป

*** SET Index ไตรมาส 3/60 แกว่งในกรอบ 1,560-1,595 จุด
    บล.เอเซีย พลัส ประเมินดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงไตรมาส 3/60 จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,560 - 1,595 จุด โดยมีปัจจัยบวกหลักมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะทำให้เม็ดเงินเข้าสู่ตลาดเนื่องจากบริษัทรับเหมาจะเริ่มรับรู้รายได้เข้ามาในช่วงไตรมาส 3/60 เป็นต้นไป และจากการส่งออกของไทยในปีนี้ที่คาดว่าจะฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าหลัก โดยเฉพาะ สหรัฐ อังกฤษ จีน ซึ่งจะทำให้กำไรสุทธิของ บจ กลับมาฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง และคงเป้าดัชนีสิ้นปีไว้ที่ 1,620 จุด
    ส่วนในปี 61 ประเมินอยู่ที่ 1,650 - 1,700 จุด หากสามารถทำกำไรสุทธิของตลาดอยู่ที่ 110 บาทต่อหุ้นได้จะทำให้หุ้นไทยมี P/E อยู่ในระดับต่ำ และสามารถดึงฟันด์โฟลว์เข้ามาได้ค่อนข้างมาก

*** คาดกำไร บจ.ฟื้นตัวครึ่งปีหลัง
    แนวโน้มกำไรของบจ. แม้ในไตรมาส 2/60  กำไรจะลดลงจากไตรมาส 1/60  ที่ทำได้ 2.85 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 28% ของประมาณการกำไรทั้งปี 60 เพราะเป็น Low Season มีวันหยุดยาวหลายช่วงและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมันและเหล็กปรับตัวลง ทำให้มีความเสี่ยงเกิด Stock Loss ขณะที่การบันทึกรายการพิเศษ ราว 2 หมื่นล้านบาท ที่เกิดขึ้นในไตรมาส 1/60 ไม่น่าจะเกิดขึ้นอีกในไตรมาส 2/60
     อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ากำไรของบจ.จะกลับมาฟื้นตัวได้ช่วงครึ่งปีหลัง ด้วยปัจจัยดังกล่าวข้างต้น ASPS จึงประเมินว่า SET Index ในไตรมาส 3 ปีนี้ น่าจะแกว่งตัวในกรอบ 1,560-1,595 จุด

***แนะหุ้น 12 กลุ่มโตโดดเด่น 
    - กลยุทธ์การลงทุนในไตรมาส 3 เป็นการเลือกหุ้นรายตัวในประเทศเป็นหลัก(Domestic Play Theme) เน้นกลุ่มที่คาดว่าผลประกอบการจะกลับมาเติบโตในช่วงครึ่งปีหลัง
    กลุ่มที่คาดว่าผลประกอบการจะกลับมาเติบโตโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ผลการดำเนินงานของกลุ่มแบงก์ช่วงครึ่งปีหลัง (สัดส่วน 52-53% ของกาไรสุทธิรวมทั้งปี 60) จะดีขึ้นจากครึ่งปีแรก โดยไตรมาส 3/60 เชื่อว่าจะขึ้นทำจุดสูงสุดของปี เพราะเริ่มเห็นการเติบโตของรายได้จากธุรกิจหลัก ไม่ว่าจะเป็นรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิ และส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ(NIM) ที่เริ่มทรงตัวได้ และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมฯ ที่เติบโตสูงขึ้นสอดคล้องกับทิศทางสินเชื่อ ส่วนการตั้งสำรองหนี้ฯ จะเริ่มลดระดับลง เนื่องจากส่วนใหญ่ได้กันสำรองไปมากแล้วในช่วงครึ่งปีแรก เลือกหุ้น SCB เป็น Top Picks
    กลุ่มลีสซิ่ง ทิศทางกำไรครึ่งปีหลังจะดีขึ้นจากครึ่งปีแรก ซึ่งเป็นปกติของทุกปี ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 3/60 จะเติบโตจากไตรมาส 2/60 (ซึ่งเป็นช่วงต่ำสุดของปี) มีแรงหนุนจากการเติบโตของสินเชื่อสุทธิ และแนวโน้ม spread ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ด้านคุณภาพสินทรัพย์ คาดว่า NPL เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของสินเชื่อใหม่ๆ ซึ่งไม่น่ากังวล ส่วนการตั้งสำรองหนี้ฯ ยังเป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับสินเชื่อ โดยอาจเห็นการทยอยตั้งสำรองหนี้เพิ่มขึ้นในบางบริษัท เพื่อรองรับมาตรฐานบัญชี TFRS 9 ซึ่งจะเริ่มใช้ในปี 62
    กลุ่มเกษตร-อาหาร กำไรจากการดำเนินงานไตรมาส 3/60 จะเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 2/60 และทำระดับสูงสุดของปี 60 เนื่องจากเป็นช่วง high season ทาให้การส่งออกไก่ กุ้ง และทูน่า เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/60  และยังคาดว่าราคาไก่และสุกร จะทรงตัวสูงต่อเนื่องที่ 40 บาท/ก.ก. และ 62 บาท/ก.ก.ตามลำดับ นอกจากนี้ยังเป็นช่วงฤดูกาลเลี้ยงกุ้ง หนุนปริมาณขายลูกกุ้งและอาหารกุ้งเพิ่มขึ้น หุ้นเด่นของกลุ่มเลือก CPF
    กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คาดกำไรจากการดำเนินงานไตรมาส 3/60  เพิ่มขึ้น 11.0% qoq และ 16.0% yoy มาที่ 3.3 พันล้านบาท เป็นระดับสูงสุดของปี เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลส่งออกชิ้นส่วนฯ รวมถึงลูกค้ามีการสต็อกสินค้ามากขึ้น จากความคาดหวังเชิงบวกต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ หนุนคำสั่งซื้อจากลูกค้าต่างประเทศ แต่คาดกำไรจากการดำเนินงานไตรมาส 4/60 จะอ่อนตัวลง 10.8% qoq และ 5.3% yoy เหลือ 2.9 พันล้านบาท หลังพ้นช่วง high season เลือก HANA เป็นหุ้น top picks
    กลุ่มค้าปลีก ไตรมาส 3-4/60  จะเห็นการเติบโตจากปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากกาลังซื้อผู้บริโภคดีขึ้น สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ที่เป็นดัชนีชี้นายอดขายสาขาเดิม ยังมีแนวโน้มเป็นบวกและรับผลบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการลงทุนภาครัฐฯ เช่น โครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยราว 8 หมื่นล้านบาท (เบิกจ่ายเดือน ต.ค. 2560) และโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน กาไรกลุ่มค้าปลีกทั้งปีนี้ คาดเติบโต 19% (ไม่รวมผลบวกจากการรวมงบ BIGC และ BJC) สูงกว่ากาไรตลาดที่เติบโต 7% เลือก HMPRO เป็น Top Picks
    กลุ่มยานยนต์ ผลการดำเนินงานถือว่าผ่านจุดต่ำสุดของปีนี้แล้ว ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา และจะเห็นการฟื้นตัวของยอดผลิตรถยนต์ในครึ่งปีหลัง จากการเข้าสู่ช่วงฤดูกาลส่งออกในไตรมาส 3/60 และฤดูกาลขายรถยนต์ในประเทศได้อานิสงค์จากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ และจัดงาน Motor Expo ในไตรมาส 4/60 ซึ่งจะผลักดันให้ผลประกอบการของกลุ่มนี้ในครึ่งปีหลังเติบโตดีขึ้นจากครึ่งปีแรก ทั้งปี 60 คาดกำไรปกติเติบโต 16% yoy กลยุทธ์การลงทุนเน้นแบบ Selective Buy หุ้นที่ยังมี upside ได้แก่ AH และ IRC
    กลุ่มโรงแรม ผลประกอบการจะสอดคล้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยไตรมาส 2/60 เป็นจุดต่าสุดของปี จากการเข้าสู่ Low Season แต่จะฟื้นตัวเล็กน้อยในไตรมาส 3/60 ก่อนจะโดดเด่นในไตรมาส 4/60 ซึ่งเป็นช่วง High Season และต่อเนื่องไปถึงไตรมาสแรกปี 61 ซึ่งเป็นช่วง Peak Season ของท่องเที่ยว หุ้นเด่นกลุ่มนี้เลือกที่เติบโตเหนือกลุ่ม ที่ระดับ 14% ได้แก่ MINT และ ERW
    กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ น่าจะปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/60 จนถึงไตรมาส 4/60 โดยธุรกรรมการขยายได้แรงหนุนจากการเปิดตัวโครงการใหม่เชิงรุกมากขึ้น ช่วยหนุนยอด presale เช่นเดียวกับธุรกรรมการโอน จะทยอยบันทึกรายได้ตามกำหนดการโอน โดยโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ เริ่มโอนตั้งแต่ไตรมาส 2/60 เป็นต้นไป ประเมินว่าผลประกอบการไตรมาส 3-4/60 จะเติบโตได้ทั้ง YoY และ QoQ เนื่องจากโครงการคอนโดฯ ส่วนใหญ่สร้างเสร็จ และส่งมอบในช่วงดังกล่าว ทั้งปี 60 ประเมินรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 11% yoy อยู่ที่ 2.64 แสนล้านบาท (ปัจจุบันมี Backlog รองรับรายได้ 51%) ขณะที่กำไรปกติคาดไว้ 4.08 หมื่นล้านบาท เติบโต 17.5% หุ้นเด่นของกลุ่ม คือ LH และ SPALI
    กลุ่มโรงพยาบาล กำไรกลุ่มการแพทย์ในครึ่งปีหลัง จะกลับมาเติบโตได้ดีอีกครั้ง จากการปรับเพิ่มเงินสบทบจากสำนักงานประกันกันสังคม ที่มีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2560 และสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้น รวมถึงการขยายเวลาวีซ่าผู้ป่วยจาก CLMV และจีน ซึ่งจะทาให้ผู้ป่วยจากต่างชาติเข้ามารักษาตัวในไทยมากขึ้น หุ้น Top Pick เลือก LPH เด่นสุด
    กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ไตรมาส 3/60 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสู่การเติบโตรอบใหม่ จากโครงการภาครัฐจำนวนมากที่ทยอยเปิดประมูล โดยเฉพาะรถไฟทางคู่เฟสแรก 5 เส้นทาง มูลค่ากว่า 9.2 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะได้ผู้รับเหมาครบทุกเส้นทางภายใน ก.ย.นี้ รวมถึงโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ ตามแผนปฏิบัติการเร่งด่วนด้านคมนาคมขนส่งปี  59- 60 ที่ยังมีงานรอประมูลอีกกว่า 1.6 ล้านล้านบาท เช่น รถไฟฟ้า 8 สาย รวมมูลค่า 3.8 แสนล้านบาท รถไฟทางคู่เฟส 2 มูลค่ารวม 4 แสนล้านบาท และรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง มูลค่า 6.5 แสนล้านบาท ที่จะมีความชัดเจนขึ้นตามลำดับ ช่วยสร้างกระแสเชิงบวกให้กลุ่มรับเหมาต่อเนื่องไปจนถึงปี  61 ซึ่งเป็นปีที่จะเห็นการเติบโตชัดเจนเป็นต้นไป หุ้นเด่นกลุ่มนี้ เลือก UNIQ
    กลุ่มเหล็ก ผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มเหล็กไตรมาส 3 มีแนวโน้มฟื้นตัว จากฐานที่ต่ำ เนื่องจากไตรมาส 2/60 ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการปรับฐานของราคาเหล็กตามทิศทางราคาเหล็กโลก ทำให้ Metal Spread ของผู้ผลิตเหล็กส่วนใหญ่แคบลง สร้างแรงกดดันต่อ Gross Margin ทาได้น้อยกว่าปกติ แต่ราคาเหล็กช่วงปลายเดือนพ.ค.-มิ.ย. 60 เริ่มฟื้นตัวได้เล็กน้อย จากปัญหา Overcapacity ที่ได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่องจากจีน ฝ่ายวิจัยมองว่าราคาเหล็กผ่านจุดต่าสุดไปแล้ว และจะมีเสถียรภาพมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เลือก MCS เป็นหุ้นเด่น
    กลุ่มพลังงานทดแทน ผลประกอบการในไตรมาส 3/60 และช่วงที่เหลือของปี จะได้รับผลบวกจากการปรับขึ้นค่า Ft ในงวดใหม่เดือนพ.ค.-ส.ค. อีก 12.52 สตางค์ต่อหน่วย มาที่ -24.77 สตางค์ต่อหน่วย รวมถึงได้รับปัจจัยบวกจากลมมรสุมในช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ภาครัฐยังคงเดินหน้าตามแผนการเปิดประมูล เพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบต่างๆ โดยคาดโครงการ SPP Hybrid Firm จานวน 300 เมกะวัตต์ และโครงการ VSPP Semi-Firm จานวน 289 เมกะวัตต์ จะประมูลช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งฝ่ายวิจัยยังไม่ได้รวมไว้ในประมาณการของกลุ่มนี้ หุ้นเด่นเลือก BCPG และ GUNKUL

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด