ข่าวนี้ที่ 1

| 5 พฤษภาคม 2560 | 17:05

SETแกว่งกรอบแคบ กูรูแนะคัดหุ้นปันผล-พี/อีต่ำเข้าพอร์ต

    โบรกฯมองตลาดสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 1,560-1,585 จุด ลุ้นบจ.ประกาศงบไตรมาส 1/60 โดยเฉพาะกลุ่ม Real Sector  คาดตัวเลขออกมาดีทำให้มีแรงซื้อเก็งกำไร แต่ระวังแรงเทขายหุ้นในช่วงครึ่งหลังของเดือน หลังหมดข่าวดีหนุน พร้อมให้จับตาปัจจัยจากต่างประเทศ แนะเลือกลงทุนหุ้นเป็นรายตัว เน้นกลุ่มที่พี/อียังต่ำ-ปันผลสูง 

***ลุ้น  Real sector แจ้งงบ Q1/60
    นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพท์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) ประเมินแน้วโน้มตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET Index) ในสัปดาห์นี้(8-12 พ.ค.) จะมีทิศทางที่ดีขึ้นจากสัปดาห์ก่อน  เนื่องจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ในกลุ่ม Real Sector ที่จะทยอยประกาศผลการดำเนินประจำไตรมาส 1/60 ออกมา คาดว่าตัวเลขกำไรสุทธิของบจ.โดยรวมค่อนข้างเติบโตดี จึงจะทำให้เกิดแรงซื้อเก็งกำไรเข้ามา
    นอกจากนี้ยังเป็นช่วงที่สถานการณ์ในประเทศยังไม่มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้น โดยอาจจะมีแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบเข้ามาบ้าง เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอน ทำให้ดัชนีฯจะเคลื่อนไหวตามแรงเก็งกำไรผลประกอบการในไตรมาส 1/60 ที่คาดว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นเป็นสำคัญ โดยประเมินกรอบการลงทุนของตลาดในสัปดาห์หน้าอยู่ที่แนวรับ 1,560 จุด และมีแนวต้านอยู่ที่ 1,585 จุด  
    ด้านประเด็นจากต่างประเทศเชื่อว่าการขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ของนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ในคืนวันนี้(5 พ.ค.) จะไม่มีการส่งสัญญาณที่เกินกว่าการคาดเดาของตลาดออกมา โดยตลาดคาดว่ามีโอกาสสูงมากที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้งภายในการประชุม FOMC ประจำเดือนมิ.ย.นี้  นอกจากนี้ประเด็นการปรับลดงบดุล(Balance Sheet)ของเฟดเองจะเป็นไปในรูปแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานาน จึงทำให้ตลาดจะมีเวลาในการปรับตัวได้ค่อนข้างมาก
    สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีในประเทศฝรั่งเศสรอบที่ 2 ที่จะเกิดขึ้นในวันเสาร์ที่ 7 พ.ค.นี้ เชื่อว่าตลาดได้รับรู้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเนื่องจากตลาดคาดว่าผลสำรวจจะไม่พลิกโผจากผลสำรวจ ซึ่งจากผลสำรวจล่าสุดของ Bloomberg แสดงว่านายเอมมานูเอล มาครอง ผู้สมัครในนามอิสระซึ่งมีแนวคิดในทางสายกลางมีโอกาสที่จะชนะเลือกตั้งอยู่ที่ 61% ในขณะที่นางมารีน เลอ แปง หัวหน้าพรรคแนวหน้าแห่งชาติ ที่มีแนวคิดในการแยกประเทศฝรั่งเศสออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปมีโอกาสชนะเพียง 39% เท่านั้น
    ด้าน  นายธีรวุฒิ กานต์นิภากุล ผู้อำนวยการอาวุโสแผนกวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ยังต้องจับตาผลประกอบการไตรมาส 1/60 จะสามารถผลักดันกำไรสุทธิเติบโตมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 2.5 แสนล้านบาทได้หรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาตลาดประเมินว่ากำไรสุทธิในปีนี้จะอยู่ที่ราว 1 ล้านล้านบาท และไตรมาส 1/60 เป็นช่วงที่ผลประกอบการจะออกมาดีที่สุดของปี ซึ่งหากออกมาไม่เป็นตามที่คาดว่าส่งผลต่อปรับลดคาดการณ์กำไรในปีนี้ด้วย
 
***  แนวโน้มหุ้น พ.ค.ในกรอบ 1,520-1,600 จุด
    บทวิเคราะห์ บล.กรุงศรี  มองแนวโน้มตลาดหุ้นเดือน พ.ค. นี้ เคลื่อนไหว Sideway ในกรอบ 1,520-1,600 จุด  โดยครึ่งแรกของเดือนดัชนีมีโอกาสปรับขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนจาก 1) คาดนาย เอ็มมานูเอล มาครองชนะการเลือกตั้งของฝรั่งเศสรอบที่ 2 ในวันที่ 7 พ.ค.ส่งผลดีต่อ Sentiment ของตลาดหุ้นทั่วโลก 2)นักลงทุนเข้าเก็งกำไรผลประกอบการ 1Q17 ของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม Real Sector กำหนดประกาศงบวันสุดท้ายในวันที่ 15 พ.ค. และ 3)คาดหวังตัวเลข GDP ไตรมาส 1/17 ของไทยออกมาดีหนุนความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดย Bloomberg Consensus คาด GDP ไตรมาส 1/17 จะขยายตัว3.4% สูงขึ้นจากไตรมาส 4/16 ที่ขยายตัว 3% 
     แต่คาดว่า ดัชนีจะปรับตัวลงในช่วงครึ่งหลังของเดือนเนื่องจาก 1)นักลงทุนจะเทขายทำกำไร (Sell on fact) หลังจากรับรู้ผลบวกจากผลประกอบการไตรมาส 1/17 ไปหมดแล้ว และ 2) กังวลเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในเดือน มิ.ย.กดดัน Fund Flow ต่างชาติไหลออก ทำให้เป็นไปได้สูงที่ปีนี้จะเกิดปรากฏการณ์ Sell in May ซ้ำรอยกับในอดีต 
    ด้าน  ผู้อำนวยการอาวุโสแผนกวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด มองกรอบ ตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้แกว่งตัวกรอบแคบที่แนวรับ 1,565 - 1,585 จุด เพื่อรอความชัดเจนจากปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะการประชุมลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน(OPEC)ในวันที่ 25 พ.ค.นี้ ซึ่งหากการประชุมในครั้งนี้ไม่มีความคืบหน้าจะกดดันหุ้นในกลุ่มพลังงานและตลาดหุ้นของไทย    
    นอกจากนี้ตลาดยังรอความชัดเจนประเด็นการปรับลดงบดุล(Balance Sheet)ของเฟดหรือการลดวงเงินลงทุน จะทำให้ผลตอบแทนของพันธบัตรในสหรัฐฯสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้นักลงทุนต่างชาติอาจตัดสินใจขายหุ้นไทยออกมาเพื่อนำเงินกลับไปลงทุนในประเทศแทน ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงด้วย รวมไปถึงการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/60 ของ บจ.ไทย
    
*** ระวัง Sell in May  
     บล.กรุงศรี ระบุ  Sell in May เป็นปรากฏการณ์ที่ตลาดหุ้นมักจะปรับตัวลงในเดือนพ.ค.และลดลงต่อเนื่องไปอีก 1-2 เดือนแล้วค่อยฟื้นตัว ทั้งนี้เป็นเพราะตลาดหมดข่าวดีและนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากประกาศงบ 1Q16 สำหรับตลาดหุ้นไทยหากอิงจากสถิติย้อนหลังในช่วง 7 ปีที่ผ่านมาพบว่า Set index ให้ผลตอบแทนติดลบในเดือนพ.ค.สูงถึง 5 ปี หรือคิดเป็นโอกาสที่จะให้ผลตอบแทนเป็นลบสูงถึง 71% ส่วนในปีนี้ แม้ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา Set index จะเพิ่มขึ้นเพียง 1.5% แต่ด้วยตลาดยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่ และ กังวล Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในเดือน มิ.ย. จึงเป็นไปได้สูงที่นักลงทุนจะเทขายทำกำไรหลังจากที่บริษัทจดทะเบียนประกาศงบ 1Q16 ออกมาทั้งหมดในช่วงกลางเดือนพ.ค.และรอดูความชัดเจนของ Fed ในเดือนถัดไป   
    สถิติย้อนหลัง 15 ปี (2002-2016)  พบว่าการลงทุนในเดือน พ.ค.จะให้ผลตอบแทนเป็นลบเพียง 7 ปี หรือคิดเป็น 47% แต่ในรอบ 7 ปีหลังสุด (2010-2016) ให้ผลตอบแทนเป็นลบถึง 5 ปี หรือคิดเป็น 71% ที่การลงทุนในเดือน พ.ค.จะให้ผลตอบแทนเป็นลบ  
    สถิติย้อนหลัง 7 ปี (2010-2016) พบว่ามีเพียง 2 ปีเท่านั้นที่การลงทุนในเดือนพ.ค.ติดลบแล้วจะให้ผลตอบแทนติดลบอีกในเดือนถัดไป (คิดเป็น 29%) และมีเพียง 1 ปีเท่านั้นที่จะให้ผลตอบแทนติดลบต่อเนื่องไปอีก 4 เดือน 

*** กลยุทธการลงทุน
    บล.เอเซีย พลัส แนะสำหรับด้านกลยุทธ์เชื่อว่าตลาดอยู่ในภาวะที่มีโอกาสขึ้นมากกว่าลง เป็นโอกาสในการสะสมหุ้นพื้นฐานดีสำหรับลงทุนในระยะกลาง - ยาว โดยเน้นเลือกหุ้นเป็นรายตัว ได้แก่หุ้นที่มี EPS Growth สูง และ upside สูง และหุ้นที่มีระดับ P/E ต่ำ และเงินปันผลสูง
      บล.กรุงศรี  แนะกลยุทธ์การลงทุนเดือนนี้  ยัง Selective BUY เน้นหุ้นที่ผลประกอบการเติบโตดี และมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว     Top pick เดือน พ.ค. : BIG (เป้า 7), HANA (เป้า 54), IVL (เป้า 42) , SPALI (เป้า 31)แทน ERW, และ TSR (เป้า 6.5)   Accumulative BUY in 2017 : BIG, BLA, BR, HANA, KKP, MINT, PTTGC, QH, SCI,  และ TU

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด