ข่าวนี้ที่ 1

| 5 เมษายน 2560 | 17:05

TPIPP หลุดจองตัวแรกในรอบกว่า 1 ปี FA ชี้เหมาะลงทุนยาว

    "ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์"ประเดิมหุ้นไอพีโอหลุดจองตัวแรกในรอบกว่า 1 ปี ปิดตลาดที่ 6.70 บาท ลดลง 0.30 บาท หรือ 4.29% จากราคาจองที่ 7 บาท ที่ปรึกษาฯมองเป็นเพราะไซส์ใหญ่ จำนวนหุ้นมาก มูลค่าระดมทุนสูงสุดในรอบ 10 ปี ทำให้ราคาไม่หวือหวาเหมือนหุ้นขนาดเล็ก แต่ชี้อนาคตสดใส เหมาะลงทุนระยะยาว ขณะที่"ประชัย เลี่ยวไพรัตน์" ไม่กังวลราคาหุ้นต่ำจอง ชี้เป็นเรื่องปกติของการซื้อขายหุ้น

*** TPIPP ประเดิมหลุดจองรายแรกในรอบกว่า 1 ปี
    หุ้นบริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP  เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์วันแรก มีราคาเปิดเทรดที่ 6.75 บาท ลดลง 0.25 บาท ต่ำกว่าราคา IPO ที่ 7.00 บาท  ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,073 ล้านบาท เป็นหุ้น IPO บริษัทแรกของปีนี้ที่ทำราคาเปิดเทรดต่ำกว่าจอง และยังทำราคาปิดเทรดวันแรกที่ 6.70 บาท ต่ำกว่าราคาจอง 4.29%  โดยวันแรก ทำราคาสูงสุดที่ 7.05 บาท และราคาต่ำสุด 6.60 บาท มูลค่าการซื้อขาย 4,824.73 ล้านบาท
    โดยตั้งแต่ต้นปี จนถึงปัจจุบัน  (ม.ค.- 5 เม.ย.60)  มี บริษัทเข้าจดทะเบียนรวม 7 บริษัท  เริ่มด้วย บริษัท สยามอีสต์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SE เข้าเทรดวันที่ 14 ก.พ.  , บริษัท บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิ เนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ ETE เข้าเทรดวันที่ 15 ก.พ.  ,บริษัท เมกาเคม (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGT เข้าเทรดmai วันที่ 23 ก.พ.  , บริษัท โรงพยาบาลราชพฤกษ์ จำกัด (มหาชน) หรือ RPH เข้าเทรดวันที่ 27 ก.พ. ,บริษัท ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASAP เข้าเทรดวันที่ 30 มี.ค.  บริษัท เดนทัล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ D เข้าเทรดเมื่อวันที่ 3 เม.ย.  ซึ่งทั้ง 6 บริษัท ทำราคาเปิดเทรดวันแรกเหนือราคาจองทั้งหมดและล่าสุด TPIPP  ที่ประเดิมเป็นรายแรกที่เปิดเทรดวันแรกทำราคาต่ำจอง
    นอกจากนี้ TPIPP ยังเป็นบริษัทแรกในรอบ 1 ปี 4 เดือน ที่ทำราคาเทรดวันแรกต่ำจอง โดยปี 59 มีหุ้น IPO เข้าจดทะเบียนในตลาด SET และ mai รวม 23 บริษัท ไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และ REIT  ไม่พบมีบริษัทำราคาเปิดเทรดต่ำจอง  
    ขณะที่ปี 58  มีหุ้น IPO รวม 34 บริษัท  โดย บริษัท เดอะ แพลทินัม  กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ PLAT เข้าเทรดวันแรก เมื่อ 24 มี.ค. 58 เปิดเทรดที่ราคา 6.45 บาท จากราคา IPO ที่ 7.40  บาท ประเดิมเป็นบริษัทแรกของปีที่ทำราคาเปิดเทรดต่ำจอง , วันที่ 18 พ.ค. 58 บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ปิดเทรดวันแรกที่ 26 บาท จากราคาขาย IPO ที่ 27 บาท  , วันที่ 8 ต.ค.58 บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG เข้าเทรดวันแรกทำราคาเปิด 1.75 บาท จากราคา IPO ที่ 1.95 บาท  และส่งท้ายปีด้วย   บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง  หรือ SPRC เข้าเทรดวันแรกเมื่อ วันที่ 8 ธ.ค.58  ทำราคาเปิดเทรด 8.50 บาท จากราคา IPO ที่ 9 บาท  
    ส่วนปี 57  บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA  เข้าซื้อขายวันแรกเมื่อวันที่ 3 พ.ย.57  ทำราคาเปิดเทรดที่ 23.20 บาท จากราคา IPO 25 บาท ซึ่งถือเป็นหุ้น IPO ตัวแรกของปี 57 ที่เปิดซื้อขายต่ำกว่าจอง

*** "ประชัย" ชี้ราคาเทรดต่ำจองเป็นเรื่องปกติ 
    นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานกรรมการ TPIPP  กล่าวว่า  ไม่ได้มีความกังวลกับราคาหุ้น TPIPP เปิดเทรดวันแรกทำราคาต่ำจอง เพราะถือเป็นเรื่องปกติ  การซื้อขายราคามีการปรับขึ้น และปรับลดลงได้ แต่ถือว่าหุ้นของบริษัทมีสภาพคล่องการซื้อขายที่ดี
     “เรามีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า โดยใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและมีประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเกิดจากการนำขยะจากชุมชนและขยะจากหลุมฝังกลบมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง RDF ที่มีค่าความร้อนสูง เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้า ขณะเดียวกัน เรามีจุดยืนการทำธุรกิจด้วยแนวคิด Clean and Green Energy, Clean Up Country ที่จะช่วยลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้นจำนวนมากในแต่ละวัน” นายประชัย กล่าว

 *** FA มองเป็นหุ้นใหญ่ที่ระดมทุนสูงสุดรอบ 10 ปี 
    นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล. ทิสโก้ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่าย  ระบุ ราคาหุ้น TPIPP เทรดวันแรกต่ำกว่าราคาจอง เหตุ เป็นหุ้นขนาดใหญ่ ทำให้ราคาไม่หวือหวา เหมือนกับหุ้นขนาดเล็ก
    " TPIPP ถือว่าเป็นหุ้นที่มีการระดมทุนสูงสุดในรอบ 10 ปี หากไม่นับรวมกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยราคาหุ้นเทรดวันแรกต่ำจอง เป็นเพราะเสนอขายหุ้นจำนวนมากถึง 2.5 พันล้านหุ้น ทำให้ไม่หวือหวา เหมือนหุ้นขนาดเล็ก แต่นักลงทุนไม่ต้องกังวลใจที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาก เพราะ บริษัทมีแผนการขยายธุรกิจชัดเจน ในการเพิ่มกำลังการผลิตอีก 290 เมกะวัตต์ ทำให้มีกระแสเงินสดเข้ามาเพิ่มขึ้น ส่วนภาวะตลาดหุ้นไทยไม่น่ามีผลกระทบต่อเข้าเทรดวันแรก "นายไพบูลย์ กล่าว
    ทั้งนี้บริษัททำธุรกิจพลังงาน เหมาะลงทุนระยะยาว จากมีกระแสเงินสดเข้ามามั่นคง จึงไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนเศรษฐกิจ และ บริษัทมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตชัดเจน ซึ่งในไตรมาส 4/60 จะมีโรงไฟฟ้า COD อีก 290 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันที่ COD แล้ว 150 เมกะวัตต์ ทำให้สิ้นปีนี้อยู่ที่ 440 เมกะวัตต์ ทำให้กำไรเติบโตก้าวกระโดด ในไตรมาส 4/60 และ ส่งผลปีหน้ารับรู้เต็มปีและ P/E ลดลงเหลือ 9.8 เท่า จากปัจจุบันที่ 20 เท่า ดังนั้น ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทที่ดีน่าสนใจการลงทุนระยะยาว ซึ่งสะท้อนได้จากนักลงทุนสถาบันที่สนใจจองซื้อล้นถึง 7 เท่า ของจำนวนหุ้นจัดสรรให้ ส่วนราคาจองที่ 7 บาท นั้น ถือว่าเป็นราคาที่เหมาะสม
    ส่วนหุ้น IPO ช่วงนี้มีเข้าเทรดหลายตัว หากเป็นธุรกิจเหมือนกัน อาจได้รับผลกระทบบ้างจากนักลงทุนอาจจะต้องเลือกการลงทุนหรือมีการปรับพอร์ตบ้าง แต่หากไม่ใช่ธุรกิจเดียวกันไม่น่ากังวลน่าได้รับผลตอบแทนที่ดี โดยปีนี้ บล.ทิสโก้ มีแผนนำหุ้น IPO เข้าเทรดอีก 1 ตัว และ กอง REIT เข้าเทรดอีก 1 กอง

*** เร่งสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ 3 โรง คาด COD ปลายปีนี้
      นายภากร เลี่ยวไพรัตน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ TPIPP กล่าวว่า บริษัทฯ อยู่ระหว่างก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่อีก 3 โรง คาดว่าจะเริ่ม COD ภายในไตรมาส 4 ปีนี้ทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลให้มีกำลังการผลิตติดตั้งเพิ่มขึ้นอีก 290 เมกะวัตต์ รวมเป็น 440 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย 1.โรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ 70 เมกะวัตต์ ซึ่งเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะนำกำลังการผลิตติดตั้งไปรวมกับโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทิ้ง 30 เมกะวัตต์ เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ 100 เมกะวัตต์เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. 2.โรงไฟฟ้าถ่านหิน 150 เมกะวัตต์ และ 3.โรงไฟฟ้าถ่านหินและพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ 70 เมกะวัตต์ที่ออกแบบให้สามารถผลิตไฟฟ้าสำรองป้อนให้โรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ 60 MW หรือโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ 70 เมกะวัตต์ โรงใดโรงหนึ่งในกรณีที่เครื่องจักรชำรุด เพื่อสร้างความมั่นคงในการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ.
    อีกทั้งอยู่ระหว่างขยายสถานประกอบการผลิตเชื้อเพลิง RDF ให้สามารถรับขยะชุมชนเพิ่มขึ้นเป็น 6,000 ตันต่อวัน จากเดิม 4,000 ตันต่อวัน ซึ่งจะนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิง RDF เพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ตันต่อวัน จากเดิม 2,000 ตันต่อวัน
    นอกจากนี้ ยังมีแผนปรับปรุงโรงไฟฟ้าในปัจจุบัน ได้แก่ โครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทิ้งเพื่อเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตไฟฟ้า และโครงการติดตั้งเครื่องคัดแยกขยะเบื้องต้นเพื่อใช้งานที่หลุมฝังกลบของบริษัทจัดการขยะ ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณภาพขยะที่จัดส่งให้ TPIPP คาดว่าทั้ง 2 โครงการจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 ปีนี้ รวมถึงมีโครงการลงทุนซื้อหม้อผลิตไอน้ำที่ใช้เชื้อเพลิง RDF อีก 2 เครื่อง เพื่อสำรองให้กับโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ 60 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ 70 เมกะวัตต์ ในกรณีที่ต้องหยุดซ่อม คาดว่าจะติดตั้งแล้วเสร็จและเริ่มดำเนินการได้ภายในไตรมาส 1/61

*** โบรกฯมองธุรกิจมีโอกาสทำกำไรสูงใน 1-3 ปีข้างหน้า
    บทวิเคราะห์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย)  มอง TPIPP มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงจากในด้านวัตถุดิบความร้อนทิ้งจากโรงปูนที่ผู้ประกอบการรายอื่นไม่มี ส่งผลให้ในแง่ต้นทุนเฉลี่ยของโรงไฟฟ้า RDF ของบริษัทจะต่ำกว่าเนื่องจากสามารถใช้ความร้อนทิ้งเป็นวัตถุดิบในการผลิตไฟฟ้าได้เป็นสัดส่วนถึง 25% (ความร้อนทิ้งมีราคาต้นทุนที่ค่อนข้างต่ำเนื่องจากเป็นของเหลือจากกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์) ขณะเดียวกันบริษัทยังได้ Adder ส่วนเพิ่ม 3.5 บาท/kWh เช่นเดียวกันกับผู้ผลิตรายอื่น ทำให้ในส่วนของกำไรต่อ MW จะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง นอกจากนี้ TPIPP ยังมีการลงทุนในโรงไฟฟ้าอื่นที่ใช้พลังงานความร้อนทิ้งและถ่านหินเพื่อขายให้กับโรงผลิตปูนซีเมนต์ของ TPIPLเพื่อสร้างการเติบโตและโรงไฟฟ้าถ่านหินผสม RDF ที่เป็นโรงงานสำรองผลิตไฟในกรณีที่โรงไฟฟ้า RDF อื่นหยุดการดำเนินงานกะทันหันทำให้ ทำให้สามารถรับรู้ประโยชน์ของผลบวก Adder ค่าไฟตามสัญญา PPA ได้เต็มที่ตลอด 7 ปี
    มองแนวโน้มกำไรของ TPIPP จะอยู่ในช่วงเติบโตอย่างต่อเนื่องใน 1 – 3 ปีข้างหน้าจากการขยายกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะโรง RDF 100 MW ที่มีความสามารถในการทำกำไรสูง เราคาดกำไรปีนี้ของTPIPP จะสามารถเติบโตได้ที่ระดับ 2,662 ล้านบาท (+ 45.9% YoY) เพิ่มขึ้นจากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้น
ขณะที่ในปีหน้าคาดผลประกอบการจะสามารถเติบโตได้เกินกว่าเท่าตัวที่ระดับ 6,564 ล้านบาท (+146.6% YoY) เพิ่มขึ้นโดดเด่นจากการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโครงการใหม่ 3 โครงการ (RDF – 100 MW, Coal 150 MW และ Coal + RDF 70 MW)ที่คาดจะ COD ได้ใน 4Q17นี้
    ประเมินราคาเหมาะสมของ TPIPP ที่ 7.20 บาท (ใช้วิธี DCF โดยอิงสมมติฐาน WACC 6.4% และ Terminal Growth 0%) โดยมองบริษัทอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการขยายกำลังการผลิต ซึ่งจะผลักดันให้กำไรเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้ตั้งแต่ปีหน้า ขณะที่บริษัทมี upside จากการขยายการลงทุนเพิ่มเติมได้เนื่องจากมีกระแสเงินสดค่อนข้างมั่นคงและสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งหลังเข้า IPO ในตลาดหลักทรัพย์
    บล.ฟินันเซีย ไซรัส  ระบุ TPIPP ทำธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานขยะและความร้อนทิ้ง และสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ ปัจจุบันโรงไฟฟ้ามีกำลังการผลิตติดตั้ง 150MW จะเพิ่มเป็น 440MW ในปี 2017 ซึ่งทำให้กำไรใน 3 ปีข้างหน้า (2017-19) โตก้าวกระโดด เราคาด +50.4% CAGR จุดเด่นของโรงไฟฟ้าขยะของ TPIPP คือมีกำลังการผลิตสูงสุดในประเทศ มีที่ตั้งอยู่ใกล้โรงปูนซีเมนต์ของ TPIPL ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ทำให้ TPIPP สามารถนำความร้อนที่ถูกปล่อยทิ้งจากกระบวนการผลิตปูนฯมาผลิตไฟฟ้าได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำ เราประเมินมูลค่าเหมาะสมปีนี้ 8.00 บาท (SOTP) (FSS เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายหุ้น IPO ของ TPIPP)

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด