ข่าวนี้ที่ 1

| 4 สิงหาคม 2560 | 17:05

จับตาสถาบันจ่อทิ้งหุ้นกว่า 2 หมื่นลบ.

          กูรูปิดสถิติ ช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.ของทุกปี นักลงทุนสถาบันจะมียอดขายสุทธิราว  2 หมื่นล้านบาท เพื่อปรับพอร์ต กดดันดัชนีฯ มีโอกาสอ่อนตัว แนะหาก 1,555 จุด รับไม่อยู่ ไปรอเก็บหุ้นช่วงเดือนก.ย.อีกครั้งแถวแนวรับ 1,535 จุด รอเงินนอกไหลกลับช่วง Q4/60 มาช่วยพยุงตลาดอีกรอบ ส่วนระยะสั้นสัปดาห์นี้ ยังได้แรงหนุนงบ บจ. ไตรมาส 2/60 ยก  BEAUTY - JWD -  LH -  MEGA และ MTLS เป็นหุ้นเด่นงบสวย 
 
*** สถิติชี้ชัด ทุกส.ค.-ก.ย.สถาบันขายประมาณ 2 หมื่นลบ. 
    นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บล. ทิสโก้ เปิดเผยว่า  ตลาดหุ้นไทยในเดือนส.ค.และ ก.ย. มีโอกาสอ่อนตัว ส่วนหนึ่งมาจากแรงขายจากนักลงทุนสถาบัน เพราะจากการเก็บสถิติพบว่าส่วนใหญ่ช่วงเดือน ส.ค.และเดือน ก.ย.ของทุกปี นักลงทุนสถาบันจะขายหุ้นเพื่อปรับพอร์ตการลงทุน  โดยช่วงนี้นักลงทุนสถาบัน จะมีสถานะขายสุทธิประมาณ 2 หมื่นล้านบาท หลัง 7 เดือนแรกของปี 2560 มีสถานะซื้อสุทธิ 46,036 ล้านบาท 
    ทั้งนี้มองกรอบดัชนีหุ้นไทยในไตรมาสที่ 3 จะปรับตัวขึ้นไม่เกิน 1,590-1,600 จุด และลงมาทำจุดต่ำสุดของไตรมาสในเดือน ก.ย.ที่ 1,555-1,530 จุด

*** หุ้นนอกเสี่ยงปรับฐานไม่ต่างกัน จับตา 4 ประเด็นสำคัญ 
    สำหรับมุมมองหุ้นต่างประเทศ ในเดือนส.ค.-ก.ย.มีโอกาสสูงที่ตลาดหุ้นทั่วโลกจะเข้าสู่ช่วงปรับฐานลงประมาณ 5-8% จากจุดสูงสุด (Peak) ของปี  2560 เพราะในช่วงนี้เป็นช่วงศูนย์รวมข่าวร้ายโดยมีปัจจัยลบ 4 ประเด็น คือ 
    1.นโยบายการเงินของประเทศหลักของโลกอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน แนะนำนักลงทุนให้จับตานโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยวันที่ 20 ก.ย.Fed จะเริ่มประกาศแผนการลดขนาดงบดุลจากปัจจุบันอยู่ที่ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดว่าในไตรมาสที่ 4 ปี 2560 Fed จะลดงบดุลประมาณ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปี 2561 ลดลง 3.3 แสนล้านดอลาร์สหรัฐฯ และปี 2562 จะลดลงอีก 5.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ ECB เตรียมลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) จาก 6 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน เหลือ 4 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน 
    2. ความไม่แน่นอนของนโยบายด้านต่างๆ ของประเทศสหรัฐฯ เช่น การผลักดันร่างกฎหมายประกันสุขภาพฉบับใหม่ที่จะมาแทนโอบามาแคร์ และ 3.DOWJONES และNADAQ ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นโดยไม่มีการปรับฐานเกินกว่า 5% มา 11 เดือนติด เข้าถึงจุดซื้อมากเกินไป (Overbought ) รวมถึง 4.ราคาหุ้นทั่วโลกเริ่มแพง นับจากปี 2553ที่เกิดวิกฤติ Dot Com Bubble

*** แนะรอเก็บหุ้นแถว 1,535 จุด ลุ้นเงินไหลกลับ Q4/60 อีกครั้ง  
    บล.ทิสโก้ แนะนำให้นักลงทุนทยอยซื้อสะสมในเดือน ก.ย. หากดัชนีย่อตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 1,555 จุด กรณีที่ย่อลงแรงกว่านั้นให้ทยอยเข้าซื้อที่แนวรับถัดไปที่ 1,535 จุด เน้นซื้อหุ้นขนาดใหญ่รอรับเงินทุนต่างประเทศที่คาดว่าจะไหลเข้ามาอีกครั้งในไตรมาสที่ 4 หลังสถานะการถือครองของนักลงทุนต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2548 ขณะที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 จะฟื้นตัวอย่างชัดเจนมีปัจจัยหนุนหลักคือการลงทุนภาครัฐ หนุนให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาร้อนแรงอีกครั้งโดยประเมินดัชนีเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยไตรมาส 4 ไว้ที่ 1,650 จุด สำหรับหุ้นเด่นเดือน ส.ค.คือ AP, BANPU, BEAUTY, ROJNA, SEAFCO และ TPIPP

***  เก็งผลประกอบการเด่นเลือก BEAUTY JWD LH MEGA และ MTLS
     บล.กสิกรไทย  เปิดเผยว่า สัปดาห์นี้ (7-11 ส.ค.) จะมีการรายงานงบของบริษัทจดทะเบียนที่เหลือกว่า 400 บริษัท ซึ่งกลุ่มบริษัทที่คาดว่าจะมีผลประกอบการเด่น จะมี AMATA BEAUTY MEGA MTLS JWD AP LH SIRI ORI และ RATCH  โดยบล.กสิกรฯ เลือก BEAUTY JWD LH MEGA และ MTLS เป็นตัวเด่นในกลุ่มเก็งงบ ทั้งนี้ LH MEGA และ MTLS อยู่ใน KS Daily Portfolio ยังคงแนะนำให้ถือเพื่อ Let Profit Run 
    โดย LH สามารถเก็งงบงวด 2Q60 ได้ด้วย (KS Research คาดว่าจะมีกำไร 3.5 พันล้านบาท32.5% YoY และ 98.4% QoQ) จากผลของการโอน 333 ริเวอร์ไซด์, เดอะ แบงคอก สาทรและเดอะรูม เจริญกรุง และ backlog ของโครงการแนวราบที่รับรู้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยขึ้น โดยชอบ LH ตรงที่มีรายการพิเศษที่รออยู่ทั้งการขายโรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์พอยซ์ ราชดำริ ในราคา 3.75 พันล้านบาทให้ LHHOTEL กำไรพิเศษที่เกิดขึ้นจากการเพิ่มทุนของ LHBANK ซึ่งจะทำให้กำไรของ LH มีโอกาสขึ้นเกิน 1 หมื่นล้านบาทในปีนี้ 
            ขณะที่ MEGA ถือต่อจากการคาดการณ์กำไรงวด 2Q60 ที่ 245 ล้านบาท เติบโต 12% YoY และ 20% QoQ กอปรราคาปัจจุบันมี Upsdie เปิดกว้างถึง 18%  MTLS ถือต่อเพื่อเก็งผลประกอบการงวด 2Q60 คาดว่าจะทำ New High ต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่มูลค่าพื้นฐาน 39 บาท (ตั้ง Trailing Stop ที่ 34.25 บาท) 

*** CNS เชื่อ Q3/60 จะเริ่มเห็นงบบจ.ฟื้น ลุ้นหนุน SET ทะลุ 1,600 จุด 
    นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน(กลยุทธ์การลงทุน) บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) หรือ CNS เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้ประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทย จะเริ่มปรับตัวขึ้นในลักษณะ Sideway Up โดยให้กรอบการลงทุนที่แนวรับ 1,570 จุด และแนวต้าน 1,590 จุด เนื่องจากการประกาศผลการดำเนินงานที่โดยรวมออกมาค่อนข้างแย่ในไตรมาส 2/60 
    อย่างไรก็ตามตลาดจะเริ่มมีแรงกดดันลดลงในสัปดาห์นี้เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ไตรมาส 3/60 ที่แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น  โดยในช่วงไตรมาส 3/60 คาดว่าดัชนีฯจะสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือ 1,600 จุดได้ โดยมีปัจจัยหลักมาจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เริ่มดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้กลับมาลงทุนอีกครั้ง เนื่องจากแนวโน้มกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนกลับมาฟื้นตัว ทั้งจากหุ้นในกลุ่มบริโภค ค้าปลีก พลังงาน และไอซีที 
    สำหรับหุ้นที่คาดว่าแนวโน้มผลประกอบการจะออกมาอยู่ในระดับที่โดดเด่น ภายในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการประกาศงบไตรมาส 2/60  แนะนำ PM-INTUCH-PSTC
               

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด