ข่าวนี้ที่ 1

| 4 กรกฎาคม 2560 | 18:06

กูรูจ่อหั่นกำไรแบงก์-นอนแบงก์ ผวาธปท.คุมเข้มบัตรเครดิต

      วงการจ่อหั่นเป้ารายได้-กำไรกลุ่มแบงก์และนอนแบงก์ มองเกณฑ์คุมบัตรเครดิต-สินเชื่อส่วนบุคคล ของแบงก์ชาติกระทบกำไรปีนี้ทันที ระบุ KTC อ่วมสุด เหตุกระทบการขยายลูกค้าบัตรเครดิตรายใหม่ในอนาคต วงการโอดเกณฑ์ใหม่ทำรายได้หด ด้านสมาคมธนาคารไทย ลั่นไม่กระทบรายได้แบงก์อย่างมีนัย เหตุพอร์ตสินเชื่อบุคคล-บัตรเครดิตทั้งระบบมีไม่มาก ขณะที่ KBANK มั่นใจสินเชื่อปีนี้โตตามเป้า ด้านราคาหุ้น KTC-SCB วานนี้ร่วงหนัก 
 
    จากกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมออกประกาศเกณฑ์ใหม่ในการควบคุมสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ขณะนี้ตลาดรอประกาศอย่างเป็นทางการจาก ธปท. อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้น เกณฑ์ใหม่จะมีความเข้มงวดมากขึ้น เช่น การทำบัตรเครดิตใหม่นั้น ผู้ยื่นขอจะต้องมีรายได้ต่อเดือนตั้งแต่ 30,000 ขึ้นไป จากเดิม 15,000 บาท/เดือน และวงเงินสินเชื่อบัตรเครดิตจะต้องไม่เกิน 3 เท่าของเงินเดือน จากเดิม 5 เท่าของเงินเดือน พร้อมทั้งจำกัดการถือบัตรเครดิตกับสถาบันการเงินไม่เกิน 3 แห่งต่อบุคคล เป็นต้น 
  
*** กลุ่มการเงินยอมรับ เกณฑ์ใหม่ทำรายได้หด    
     แหล่งข่าวจากสถาบันการเงิน เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ถึงกรณีดังกล่าว คาดว่าจะกระทบกับผลการดำเนินงาน เนื่องจากที่ผ่านมามีการให้สินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิตในปริมาณที่สูง และมีรายได้เข้ามาในรูปของดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียม ซึ่งธนาคารพาณิชย์ , ธุรกิจสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (non-bank) ต่างก็ต้องปรับตัว และปรับแผนธุรกิจ เช่น การหารายได้อย่างอื่นเข้ามาชดเชย เป็นต้น 
     " เข้าใจในสิ่งที่ ธปท.ทำ ที่จะควบคุมหนี้ครัวเรือนที่อยู่สูง แต่เราในฐานะผู้ประกอบการก็ต้องปฎิบัติตาม  ซึ่งเบื้องต้น ธปท.ให้เวลาเราปรับตัว 1 เดือน หลังออกมาตรการมาคุม แต่ต้องรอให้ประกาศออกมาก่อนถึงจะประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้" แหล่งข่าว กล่าว

*** โบรกฯ จ่อหั่นประมาณการกำไรกลุ่ม - มองกระทบ KTC ชัดเจน  
    นายอดิสรณ์ มุ่งพาลชล นักวิเคราะห์การลงทุนด้านหลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่ามาตรการที่จะออกมา คาดว่าจะกระทบกับผู้ประกอบการทุกรายที่ปล่อยสินเชื่อประเภทดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์  หรือ สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (non-bank) เช่น บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นอย่าง บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC) ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะกระทบต่อกำไร และรายได้ในปีนี้ทันที  อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามไปยังผู้บริหารในวงการไฟแนนซ์ ต่างก็ยังไม่สามารถระบุถึงผลกระทบที่ชัดเจน จนกว่า ธปท.จะประกาศเกณฑ์ใหม่อย่างเป็นทางการ 
    ทั้งนี้ หาก ธปท.ออกประกาศอย่างเป็นทางการ ทางฝ่ายวิจัยจะต้องกลับมาทบทวนประมาณการรายได้ และกำไรของกลุ่มธนาคาร และ non-bank อีกครั้ง รวมถึงประมาณการของ KTC เช่นกัน โดยแนวโน้มปรับลดลง 
    บล.เคทีบี กล่าวว่า ปัจจุบัน KTC มีลูกค้าถือบัตรของบริษัทอยู่ประมาณ 2.1 ล้านคน (มีส่วนแบ่งตลาด 9%) และมีปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลอีก 0.8 ล้านสัญญา โดยฐานลูกค้าใหม่เติบโตอย่างต่อเนื่องประมาณ 6-7% ในปัจจุบัน ธุรกิจของบริษัทเน้นที่ลูกค้าระดับกลาง และใช้บัตรเครดิตเพื่อการหมุนเงิน  (ซื้อสินค้าด้วยบัตรเครดิตและผ่านชำระขั้นต่ำ) ดังนั้น การปรับเกณฑ์ให้เข้มขึ้นจึงจะกระทบกับการขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ของบริษัทในอนาคต

*** หุ้น KTC-SCB ติดอันดับหุ้นกด SET มากสุดวานนี้
    ด้านความเคลื่อนไหวหุ้นในกลุ่ม FINCIAL พบว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB ) ร่วงมากสุดในหมวดธนาคาร พร้อมด้วยมูลค่าการซื้อขายติด Top5 สวนทางกับ หุ้นธนาคารกสิกรไทย (KBANK) วานนี้เคลื่อนไหวแดนบวก พร้อมด้วยมูลค่าการซื้อขายติด Top 10  
    ส่วน บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC) ร่วงหนักสุดในหมวดเงินทุนและหลักทรัพย์ และเป็นหุ้นที่ปรับลงแรงสุดในการซื้อขายวานนี้
ระหว่างวันลงไปต่ำสุดที่ 100 บาท หรือลดลงเกือบ 10% ก่อนจะรีบาวน์ขึ้นมาช่วงท้ายตลาด และปิดที่ 106.50 บาท ลดลง 4.50 บาท หรือ 4.05% มูลค่าการซื้อขายสูงสุดอันดับ 1 ที่ 1.53 พันล้านบาท  

*** KBANK ยันเกณฑ์บัตรใหม่ไม่กระทบ เหตุมีสัดส่วนน้อย 
    นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ในฐานะประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย  กล่าวว่า เชื่อว่า ธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ รวมถึงของธนาคารกสิกรไทย จะไม่ได้รับผลกระทบ กรณี ธปท. เตรียมออกประกาศจำกัดเพดานวงเงินสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันทุกประเภท สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน เหลือเพียง 1.5 เท่า จากเดิมให้ไม่เกิน 5 เท่าของรายได้  โดยไม่เชื่อว่ากรณีนี้จะทำให้ภาพรวมรายได้ของธนาคารพาณิชย์รวมถึงรายได้ของกสิกรไทยลดลงตามที่หลายฝ่ายเป็นห่วง
    ในทางกลับกันหากมองในแง่ดี ถือเป็นแนวทางช่วยสร้างวินัยที่ดีให้ประชาชนไม่ให้สร้างหนี้เกินตัว โดยเฉพาะในกลุ่มคนเริ่มทำงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นทุกปีไม่ให้สร้างหนี้เกินตัว  นอกจากนี้ ยังเป็นการควบคุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อีกแนวทางหนึ่งทำให้มีแต่หนี้ที่มีคุณภาพ ส่งผลดีต่อการตั้งสำรองของธนาคารในอนาคตด้วย
    " เชื่อว่าเกณฑ์เพดานการปล่อยเงินกู้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลใหม่จะส่งผลกระทบกับธนาคารเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากปัจจุบัน ธนาคารกสิกรไทย มีสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลเพียง 2 หมื่นล้านบาทเท่านั้น จากพอร์ตสินเชื่อรวม ของกสิกรไทยทั้งหมด 1 ล้านล้านบาท แต่จะกระทบลูกค้าบัตรเครดิตจำนวนกี่รายยังไม่สามารถคำนวณได้ในขณะนี้" นายปรีดากล่าว
 
*** KBANK มั่นใจไม่กระทบสินเชื่อรวม คาดโตตามเป้า 4-6%  
     ด้านสินเชื่อรวมปีนี้มั่นใจว่าสามารถทำได้ตามเป้า 4-6% จาก 5 เดือนแรกสินเชื่อรวมเติบโตแล้ว 2.3% โดยในช่วงครึ่งปีหลังยังมีแนวโน้มที่เติบโตต่อเนื่องโดยเฉพาะจากภาคการส่งออกที่คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องอีกตามการปรับเพิ่มเป้าการส่งออกในปีนี้เป็น 3.5-4.5% จากเดิม 2-3.5% และจากการปล่อยกู้ให้แก่เอกชนในการลงทุนโครงการของภาครัฐ
      "ส่วนตัวเชื่อว่าจากการปรับลดเพดานสินเชื่อกลุ่มนี้ลง ยังไม่น่าจะเป็นปัจจัยกดดันให้เกิดปัญหาหนี้นอกระบบมากขึ้น ยกเว้นจะเป็นคนที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ แต่ปัจจุบัน ที่ธนาคารอนุมัติเพดานสินเชื่ออยู่ที่ 5 เท่าของรายได้นั้น ลูกค้าที่มีคุณภาพ มีประวัติการชำระหนี้ดีก็ยังใช้ไม่เต็มวงเงิน สะท้อนการใช้จ่ายที่ไม่เกินตัว" นายปรีดีกล่าว
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด