ข่าวนี้ที่ 1

| 4 มกราคม 2560 | 16:04

SET Index ปีไก่ มีลุ้น 1,700 จุด

       หุ้นไทยเปิดศักราชสดใสพุ่งกว่า 20 จุด มูลค่าการซื้อขายแตะ 6.5 หมื่นลบ. ฟากโบรกฯ ประสานเสียง SET Index ปี 60 ยังเดินหน้าบวกต่อ แม้เถูกปัจจัยภายนอกกดดันบางช่วง แต่ในประเทศมีข่าวดีหนุนเพียบ หลังการบริโภค - ส่งออกมีสัญญาณฟื้นตัว โครงการรัฐฯเดินหน้า แถมเตรียมเลือกตั้งปลายปี มองเป้าทั้งปีตั้งแต่ 1,600 จนถึง 1,750 จุด พร้อมยกหุ้นกลุ่มแบงก์ - พลังงาน - ค้าปลีก และเกษตรน่าสนใจลงทุน   
     

    บริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำของไทย ทยอยออกบทวิเคราะห์ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยปี 2560 ว่ายังเป็นทิศทางขาขึ้น แม้ระหว่างปีจะผันผวนบ้างจากปัจจัยต่างประเทศ แต่ภาพรวมในประเทศยังสดใส  ทั้งการบริโภค - ส่งออกที่ฟื้นตัว  โครงการภาครัฐฯเดินหน้า รวมถึงการเมืองที่เห็นความชัดเจนในการเลือกตั้ง โดยประเมินเป้าหมายของดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้สูงสุดไว้ที่ 1,750 จุด 
    ทั้งนี้ตลาดหุ้นไทยวันแรกของปี 2560 (4 ม.ค.60) ปิดที่ระดับ 1563.58 จุด เพิ่มขึ้น 20.64 จุด หรือ +1.34% มูลค่าการซื้อขาย  63,816.17 ล้านบาท       
 
*** บล.โกลเบล็ก มองกรอบ SET ปีนี้ 1,320 – 1,750 จุด
    น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ และ นายชัยยศ จิวางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก เปิดเผยว่า  กลยุทธ์การลงทุนในปี 2560 ให้กรอบดัชนีในปี 2560 ไว้ที่ระดับ 1,320 – 1,750 จุด โดยอ้างอิงกับการคาดการณ์ตัวเลข GDP เติบโตที่ระดับ 3-4% บนสมมติฐาน EPS growth ราว 12.4% และ P/E อยู่ที่ระดับ 13 - 17 เท่า 
    โดยยังคงคาดการณ์สถานการณ์เศรษฐกิจโลกทรงตัวแถว 3% แต่คาดเศรษฐกิจสหรัฐเติบโตดีกว่าปี 2559 และเศรษฐกิจยูโรโซนฟื้นตัวช้าๆ แต่มีปัญหาความไม่แน่นอนจาก BREXIT และเงินเฟ้อที่ยังต่ำกว่าเป้าหมายทำให้ ECB ยังต้องใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย รวมทั้งปัญหาการเมืองที่ยังไม่แน่นอนหลังการเลือกตั้งในฝรั่งเศสและเยอรมนี เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตแต่ไม่มาก GDP อยู่แถว 1% ส่วนเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องจาก 6.7% ในปี 2559 และลดเหลือ 6.5% ในปี 2560
    ทั้งนี้ยังมีปัจจัยบวกหนุนจากการโครงการขนาดใหญ่เดินหน้าต่อทั้ง Action Plan ด้านคมนาคมขนส่ง 36 โครงการวงเงิน 8.9 แสนล้านบาท โดยคาดจะเห็นการเริ่มประมูลและเซ็นสัญญาในช่วงครึ่งปีแรก 2560 และลงมือก่อสร้างในช่วงครึ่งปีหลัง 2560  ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต่ออายุมาตรการ QE ออกไปอีก 9 เดือน ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ และค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าเป็นผลดีต่อการส่งออกที่มีฐานต่ำในปี 2559 รวมถึงการเลือกตั้งช่วงปลายปี 2560 ตาม Roadmap ของ คสช.
    แนะนำลงทุนหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีศักยภาพในการเติบโตตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และการเดินหน้าโครงการลงทุนด้านคมนาคมและสาธารณูปโภคพื้นฐานโดยภาครัฐ อาทิ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง แนะนำ CK, SYNTEC, TRC ได้ประโยชน์จากการเปิดประมูลงานภาครัฐและผลการดำเนินงานที่มีศักยภาพในการเติบโต และรองลงมากลุ่มส่งออก เช่น อาหาร และอิเล็กทรอนิกส์ อานิสงส์ค่าเงินบาทอ่อนค่า แนะนำ CPF, KCE และกลุ่มธนาคาร แนะนำ TISCO เนื่องจากภาพรวมสินเชื่อเช่าซื้อมีแนวโน้มปรับดีขึ้นเป็นลำดับ

*** เอเซียพลัล ให้เป้าหมายปีนี้ 1,600 จุด  
    บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ?ประเมินฐานกำไรตลาดหุ้นไทย ปี 2560  อยู่ที่ 9.52 แสนล้านบาท  หรือคิดเป็น EPS ที่ 99.78 บาทต่อหุ้น เติบโต 7.85% YoY  ชะลอตัวลงจาก 34% ในปี 2559 แต่ก็ ใกล้เคียงกับเพื่อนบ้านในแถบเอเชียบางแห่ง  คือ มาเลเซีย (7.5%) และ ฟิลิปปินส์ (8%) แต่ต่ำกว่า จีน (13.7%) อินโดนีเซีย (20%) และอินเดีย (24.3%) และต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง คือ  FTSE100 เติบสูง 16.7%  ตามด้วย S&P500 12%  STOXX600 11.9% Dow Jones 11.5% และ Nikkei (10.2%) เป็นต้น
     หากอิง P/E ตลาดปี 2560 ที่ 16 เท่า ซึ่งจะให้ SET Index เป้าหมายปี 2560 อยู่ที่ 1596.48 จุด หรือบริเวณ 1600 จุด   

 *** เชียร์ กลุ่มแบงก์ - พลังงาน - ค้าปลีก  
    บล.เอเซียพลัสเปิดเผยว่า กลยุทธ์การลงทุนเลือกรายหุ้นยังจำเป็น โดยเฉพาะหุ้นที่ underperform ตลาดในปี 2559 แต่ปีนี้น่าจะมีสัญญาณที่ดีขึ้น ตามทิศทางดอกเบี้ยโลก  โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์  แม้  EPS Growth ของกลุ่มธนาคาร เพียง  7%  (กำหนด  Loan Growth  5.88% และ NIM อยู่ที่ 3.09%)   ปี 2560  หุ้นธนาคารน่าจะมีโอกาสขึ้นมาใกล้เคียงตลาดได้
    หุ้นพลังงาน ปี 2560 เติบโต 9% (ไม่รวมรายการพิเศษที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต)  แต่กำหนด สมมุติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยระดับ 55 เหรียญฯ/บาร์เรล เพิ่มขึ้นจาก 45 เหรียญฯ/บาร์เรลในปี 2559  แต่หากมีการตัดลดกำลังการผลิตตามข้อตกลงของ Opec และ Non-Opec ได้เชื่อว่า ราคาน้ำมันมีโอกาสขึ้นกว่าสมมติฐานข้างต้น ซึ่งทำให้กลุ่มนี้จะมีโอกาส outperform ตลาดในปี 2560 ได้ 
    ยกเว้น ICT ที่ EPS Growth ปี 2560 คาดยังหดตัว 11% YoY ดังนั้นแม้ปี 2559 ดัชนีกลุ่มนี้ underperfrom  ตลาด แต่เชื่อว่าปี 2560 ยังคงแกว่งตัวหรือ Underperform ตลาดต่อไปอีกระยะหนึ่ง  
    ??ส่วนหุ้นขนาดกลาง เช่น ค้าปลีก คาดหมายกำไรเติบโต 22%  นำโดยที่ BIGC ซึ่งมีแนวโน้มเติบที่ดีมาก จากการปรับกลยุทธ์เพิ่มกำไร หลังพันธมิตรใหม่ BJC เข้าซื้อกิจการ ทำให้หุ้น BJC ยังมีโอกาส Outperfrom ตลาดได้อีกปีหนึ่ง 

*** เอเชีย เวลท์ ชี้ปัจจัยในประเทศหนุนเพียบ มองเป้า SET ปีนี้ที่ 1,650-1,700 จุด 
     นายวรุตม์ ศิวะศริยานนท์ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด เปิดเผยว่า ว่าตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้จะปรับตัวสูงขึ้นหนุนจากตัวเลข PMI ภาคการผลิตที่ประกาศออกมาแข็งแกร่งทั้งในสหรัฐฯ ยูโรโซน จีน และญี่ปุ่น การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ฯ สูงสุดในรอบ 14 เดือนน่าจะเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออก
    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงรอคอยความชัดเจนของนโยบายการคลังและการลงทุนของสหรัฐฯ หลังจาก นายโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในวันที่ 20 ม.ค. นี้  แต่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะส่งผลให้สภาพคล่องส่วนเกินในตลาดหุ้นโลก ที่อยู่ในตลาดหุ้นเอเชีย รวมทั้งไทย ไหลกลับไปที่สหรัฐฯ ทำให้คาดว่า ปีนี้ตลาดหุ้นจะถูกผลักดันจากปัจจัยพื้นฐานมากกว่าสภาพคล่องส่วนเกินในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
     “ด้านปัจจัยในประเทศค่อนข้างเป็นบวกในเชิงระมัดระวังเช่นกัน โดยทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย และสภาพัฒน์ต่างมองเศรษฐกิจปีหน้าเติบโตต่อเนื่องด้วยปัจจัยในประเทศ นำโดยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ภายใต้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ยังคงกังวลถึงปัจจัยภายนอก ได้แก่ เศรษฐกิจคู่ค้าของไทย เศรษฐกิจจีนและยูโรโซนที่ยังไม่ฟื้นตัว รวมไปถึงความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายของสหรัฐฯ ว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ จะสามารถผลักดันออกมาตามที่หาเสียงไว้มากน้อยเพียงไร ดังนั้น ปีนี้ บล.เอเชีย เวลท์ มองเป้า SET Index ปี 2560 ในกรอบ 1,650-1,700 จุด” นายวรุตม์ กล่าว

*** บลจ.วรรณ เตือนระวังแรงขาย LTF/RMF ช่วงต้นปี             
    นายมณฑล จุนชยะ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด เปิดเผยว่า  ตลาดหุ้นไทยปีนี้ ได้แรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐส่งผลให้เศรษฐกิจไทยช่วงปลายปีมีแนวโน้มฟื้นตัวโดดเด่น ซึ่งส่งผลบวกต่อผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 4/59 ให้มีโอกาสปรับประมาณการเพิ่มขึ้น
    ทั้งนี้ต้องติดตามแรงขาย LTF/RMF ที่ครบกำหนดการถือครอง 5 ปีปฏิทิน มูลค่าประมาณ 45,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นปกติของธรรมชาติการลงทุนในช่วงต้นปี  การเลือกตั้งของไทยอาจล่าช้ากว่าที่ตลาดคาดการณ์ และความผันผวนของกระแสเงินทุนต่างชาติหลังประเทศพัฒนาแล้วมีแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้นรวมถึงความเป็นไปได้ของการปรับลดปริมาณการผลิตของน้ำมันในทางปฏิบัติหลังผู้ผลิต OPEC และ Non-OPEC มีการตกลงในการลดกำลังการผลิตในปี 2560
    แนะนำให้นักลงทุนระมัดระวังในการลงทุนหลังดัชนีฯ ปรับตัวขึ้นมาใกล้แตะระดับ 1,550 จุด ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนบางส่วนขายทำกำไรและอาจมีความเสี่ยงของการไถ่ถอนกองทุนเปิด LTF ที่ครบกำหนด ขณะที่นักลงทุนระยะกลางถึงยาว บลจ.วรรณยังมีมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในปี 2560  โดยมองว่า หากดัชนีฯ มีการย่อตัวลงยังเป็นจังหวะที่ทยอยสะสมได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 4/59 ที่ดี

*** ฟินันเซียไซรัส ให้กลุ่มเกษตรเป็นกลุ่มเด่นของปี    
    บล.ฟินันเซียไซรัส เปิดเผยว่า  มุมมองตลาดหุ้นเดือน ม.ค. มีโอกาสสูงที่จะพักฐาน จากแรงขายของ LTF/RMF ที่ครบกำหนดขายได้ และกระแสเงินทุนยังกระจุกอยู่ในตลาด DM โดยเฉพาะสหรัฐและญี่ปุ่น รอพิสูจน์ผลงานของ Trump (รับตำแหน่ง 20 ม.ค.) ดอลลาร์มีทิศทางแข็งค่า Bond yield ของสหรัฐยังอยู่ในระดับสูง ความกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย (ประชุม 2 ก.พ.) ยังอยู่แต่เชื่อไม่ขึ้นเร็วๆนี้ ส่วน ECB และ BOJ ไม่น่ามีมาตรการเพิ่มเติมในเดือนนี้ ระวังราคาน้ำมันในช่วงกลางเดือนที่อาจดันตลาดขึ้นหรือฉุดลงขึ้นกับผลประชุม OPEC และ non-OPEC สำหรับตลาดที่ผันผวนในเดือนนี้แนะนำ EKH (ราคาพื้นฐาน 8 บาท), GFPT (ราคาพื้นฐาน 17.70 บาท), HMPRO (ราคาพื้นฐาน 12 บาท), KSL (ราคาพื้นฐาน 4.80 บาท), LIT (ราคาพื้นฐาน 14 บาท)   
    ส่วนตลาดหุ้นทั้งปี 2017 ประเมิน SET Target 1,650 จุดสิ้นปี คาดการณ์ EPS +12% PE 15.5 เท่า เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าอีกเพียงเล็กน้อยและมีจังหวะแข็งค่าระหว่างปีด้วยความแข็งแกร่งของดุลบัญชีเดินสะพัดและเงินสำรองระหว่างประเทศที่สูง เชื่อกนง.คงดอกเบี้ย 1.5% ตลอดทั้งปี คาด GDP +3.5% ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนและการบริโภค กลุ่มที่น่าสนใจได้แก่รับเหมาและวัสดุก่อสร้าง ไฟแนนซ์ ค้าปลีก เกษตร-อาหาร และอสังหาริมทรัพย์  
    โดยกลุ่มเกษตรและอาหารปี 2017 ทิศทางราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ปรับตัวดีขึ้นตามราคาน้ำมันและความต้องการที่เติบโต โดยเฉพาะราคาน้ำตาลที่เข้าสู่ภาวะขาดดุลเป็นปีที่ 2 ราคายางพาราคาดว่าสดใสจนถึง 2Q17 เพราะเป็นช่วงปิดหน้ายางแต่พื้นฐานของราคายางไม่ดีนัก ส่วนราคาถั่วเหลืองคาดทรงตัว สำหรับกลุ่มเนื้อสัตว์ ราคากุ้ง ไก่ ปลาทูน่า และปลาแซลมอน มีทิศทางฟื้นตัว Top pick กลุ่มนี้: KSL (ราคาพื้นฐาน 4.80 บาท), TU (ราคาพื้นฐาน 26 บาท), GFPT (ราคาพื้นฐาน 17.70 บาท)

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด