ข่าวนี้ที่ 1

| 3 สิงหาคม 2560 | 16:04

TPCH ทุ่ม 3.96 พันลบ.ลุยโรงไฟฟ้าชีวมวลภาคใต้ 45 MW

 
    
    บอร์ด"ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง"ไฟเขียวเดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล 4 แห่ง ในภาคใต้ กำลังการผลิตรวม 45.7 MW ด้วยมูลค่าเงินลงทุน 3.96 พันล้านบาท พร้อมว่าจ้าง TPOLY เป็นผู้ก่อสร้างทั้ง 4 โครงการ ด้วยงบลงทุนกว่า 3 พันล้านบาท ด้าน"ไทยโพลีคอนส์"มั่นใจปีนี้กำไรสูงกว่าปีก่อน รายได้โตมากกว่า 10% จาก backlog รอรับรู้ 2.5 พันล้านบาท ยังมีงานรอเซ็นสัญญา-เข้าประมูลงานใหม่เพิ่ม หวังสิ้นปีดัน backlog เพิ่ม 30% พร้อมตั้งเป้าล้างขาดทุนสะสมหมดในปี 64

***TPCH เดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล 4 แห่ง รวม 45 MW
    
    นางกนกทิพย์ จันทร์พลังศรี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TPCH เผย คณะกรรมการบริษัทฯมีมติอนุมัติให้ บริษัท ทีพีซีเอช เพาเวอร์ 1 จำกัด (ทีพีซีเอช 1) บริษัท ทีพีซีเอช เพาเวอร์ 2 จำกัด (ทีพีซีเอช 2) บริษัท ทีพีซีเอช เพาเวอร์ 5 จำกัด (ทีพีซีเอช 5) และบริษัท ปัตตานี กรีน จำกัด (ปัตตานี กรีน) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็กมาก (VSPP) และโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็ก (SPP) โดยอนุมัติว่าจ้าง บริษัท ไทยโพลีคอนส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPOLY เป็นผู้ก่อสร้างทั้ง 4 โครงการ
    ทั้งนี้ การลงทุนดังกล่าวจะดำเนินการโดยบริษัทย่อย ได้แก่ ทีพีซีเอช 1 จะดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล VSPP กำลังการผลิตเสนอขายไม่เกิน 9.2 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่ตำบลบุดี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ภายใต้งบประมาณรวมจำนวน 800 ล้านบาท ,ทีพีซีเอช 2 จะดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล VSPP กำลังการผลิตเสนอขายไม่เกิน 9.2 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่ตำบลบุดี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ภายใต้งบประมาณรวมจำนวน 788 ล้านบาท ,ทีพีซีเอช 5 จะดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล VSPP ตั้งอยู่ที่ตำบลบางปอ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส กำลังการผลิตเสนอขายไม่เกิน 6.3 เมกะวัตต์ ภายใต้งบประมาณรวมจำนวน 648 ล้านบาท และบริษัท ปัตตานี กรีน จำกัด จะดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล SPP ตั้งอยู่ที่ตำบลลิปะสะโง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี กำลังการผลิตเสนอขายไม่เกิน 21 เมกะวัตต์ ภายใต้งบประมาณรวมจำนวน 1,721 ล้านบาท ซึ่งรวมค่าที่ดิน ค่าก่อสร้าง เครื่องจักร อุปกรณ์ และอะไหล่
    ทีพีซีเอช 1  จะเข้าทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างโรงไฟฟ้าภายใต้งบประมาณก่อสร้างจำนวน 667.15 ล้านบาท ,ทีพีซีเอช 2 จำนวน 654.32 ล้านบาท ,ทีพีซีเอช 5  จำนวน 520.30 ล้านบาท และปัตตานี กรีน จำนวน 1,331 ล้านบาท ส่วนเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดภายในของบริษัทย่อยหรือมาจากการกู้ยืมสถาบันการเงิน ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องหรือการดำเนินงานของบริษัท
    สำหรับโครงการโรงไฟฟ้า ทีพีซีเอช 1,2 และ 5 บริษัทฯ เป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วน 65% โดยโรงไฟฟ้าดังกล่าวได้รับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในรูปแบบ Feed-in-Tariff พ.ศ. 2559 โดยมีอายุสัญญา 20 ปี นับจากวันที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์และได้รับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (FiT Premium) ในอัตรา 0.30 บาท/หน่วย เป็นระยะเวลา 8 ปีนับจากวันที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ โดยมีกำหนดวันเริ่มต้นซื้อขายไฟฟ้าตามสัญญา (SCOD) ในวันที่ 31 ธันวาคม 2561
    ส่วนโครงการปัตตานี กรีน บริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วน 65% จะจำหน่ายไฟฟ้า ให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในรูปแบบสัญญา Non-Firm โดยมีอายุสัญญา 5 ปี และต่อเนื่องและจะได้รับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ในอัตรา 1.30 บาท/หน่วย เป็นระยะเวลา 7 ปี นับจากวันที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ โดยมีกำหนดวันเริ่มต้นซื้อขายไฟฟ้าตามสัญญา ในวันที่ 1 มีนาคม 2562
    ทั้งนี้ คาดว่าจะได้รับผลตอบแทนของโครงการ (IRR) มากกว่า 10% ซึ่งเป็นอัตราผลตอบแทนที่เหมาะสม และเป็นไปตาม นโยบายการลงทุนของบริษัท

*** โบรกฯ คาดครึ่งปีหลังกำไรดีต่อเนื่อง-ปี 61 โตโดดเด่น
    
    นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประเด็นของ TPCH ถือเป็นข่าวดี ส่งผลเชิงบวกต่อราคาหุ้น หลังจากได้เริ่มการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ภาคใต้ จากก่อนหน้านี้ติดปัญหาเรื่องสายส่ง ทำให้การจำหน่ายเชิงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ไม่สามารถทำได้ และแผนการดำเนินงานต่างๆ ล่าช้าออกไป แต่ขณะนี้ปัญหาเรื่องมาตรฐานสายส่งได้หมดไป
    คาดว่าช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 กำไรสุทธิจะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง แต่คาดว่ากำไรสุทธิที่จะเติบโตจะเห็นผลเด่นชัดในช่วงปี 61 มากกว่า
    บทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส แนะนำ"ซื้อ"โดยให้ราคาเป้าหมายสูงที่ 24 บาท ซึ่งเป็นหุ้นที่น่าลงทุนรวมถึงมีผลประกอบการที่ดี

*** TPOLY มั่นใจกำไรปีนี้ดีขึ้น ตามรายได้ที่โตกว่า 10%
    
    นางกนกทิพย์ จันทร์พลังศรี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยโพลีคอนส์ จำกัด (มหาชน) หรือTPOLY คาดกำไรสุทธิปีนี้จะสูงกว่าปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 121 ล้านบาท จากรายได้เติบโตเพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทมีแผนจะล้างขาดทุนสะสมที่มีจำนวน 704 ล้านบาท ได้หมดภายในปี 64 โดยใช้กำไรจากการดำเนินงานมาล้างขาดทุนสะสม โดยมั่นใจว่ารายได้ปี 60 เติบโตมากกว่า 10% จากปี 59 ที่มีรายได้ 2.8 พันล้านบาท เนื่องจากมีงานในมือ (backlog) ที่รับรู้รายได้ปีนี้ จำนวน 2.5 พันล้านบาท จากสิ้นปี 59 ที่มี backlog 3 พันล้านบาท ส่วนที่เหลือจะรับรู้ ปี 61 และปัจจุบันมีงานรอเซ็นสัญญาอีกจำนวหนนึ่ง และมีแผนประมูลงานใหม่เพิ่ม คาดว่าจะทำให้สิ้นปีนี้ backlog จะเพิ่มขึ้นอีก 30% จากสิ้นปี 59 ที่มี 3 พันล้านบาท
    นอกจากนี้ บริษัทจะรับรู้รายได้จากธุรกิจพลังงานเพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อนที่มีรายได้ 680 ล้านบาท จากโรงไฟฟ้า 4 แห่งที่รับรู้รายได้เต็มปี และไตรมาส 2/60ได้รับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพัทลุงกรีนเพาเวอร์ ที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) อีก 1 แห่ง และไตรมาส 4/60 จะ COD อีก 1 แห่ง นอกจากนี้ คาดว่าจะรับรู้รายได้ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประมาณ 140 ล้านบาท จาก 2 โครงการเดิมที่มีการโอนกรรมสิทธิ์
    "ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างปีนี้มีการเติบโตมากขึ้นจากปีนี้มี backlog รอรับรู้ 2.5 พันล้านบาท และตั้งแต่ต้นปีนี้เซ็นสัญญาใหม่แล้ว 300 ล้านบาท และมีงานรอเซ็นพอสมควร โดยคาดว่าสิ้นปีจะมี backlog เพิ่มขึ้น 30% ธุรกิจพลังงานที่เติบโต และรับรู้รายได้จากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทำให้มั่นใจรายได้ปีนี้โตเกิน10%จากปีก่อน"นางกนกทิพย์กล่าว

*** โบรกฯมอง Q2/60 รับรู้งานก่อสร้างเพียบ รายได้พลังงานหนุน 


    บล.เออีซี ระบุในบทวิเคราะห์ TPOLY มีปัจจัยบวกเพียบ จับตา Q2/60 รับรู้งานก่อสร้างเพียบ จาก Backlog กว่า 3 พันล้านบาท ตามด้วยการรับรู้พลังงานจากบริษัทลูกอีก 4 แห่ง ราว 40 MW และเพิ่มเติม 1 แห่งหมาดๆ ที่พัทลุงอีก 9.5 MW เท่ากับมีโรงไฟฟ้าในมือเกือบ 50 MW แล้ว ในครึ่งปีหลังรายได้พลังงานบวมเป่ง และโครงการคอนโดอีก 2 แห่ง ทยอยโอนเข้าต่อเนื่อง ปีนี้กำไรแข็งแรงมาก และมีมูลค่าซ่อนจาก TPCH อีกไม่น้อย

***TLUXE จ่อรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ-ลม 3 โครงการ


    นายสุวิทย์ วรรณะศิริสุข ผู้อำนวยการสายบัญชีและการเงิน บริษัท ไทยลักซ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TLUXE เผย ในเดือนสิงหาคมนี้ คาดว่าจะสามารถทำสัญญาซื้อโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy) และโรงไฟฟ้าพลังงานลม รวม 3 โครงการ ในญี่ปุ่น มูลค่าการลงทุนรวม 194.16 ล้านบาท คาดว่าโรงไฟฟ้าจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ในเดือนสิงหาคมนี้เช่นกัน ทำให้สามารถรับรู้รายได้ได้ทันที
    ทั้งนี้ การลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ ในญี่ปุ่นเพิ่มในครั้งนี้ เพื่อรักษาโอกาสทางธุรกิจ และเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากราคาขายไฟฟ้าในอัตราสูงสุดตามกฎเกณฑ์ของกระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรม (METI) ด้วยการซื้อกิจการบริษัท Lena Power Station No.1 Limited Liability Company ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมาย ของประเทศญี่ปุ่นและเป็นสัญชาติญี่ปุ่น
    สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ ทั้ง 2 โครงการ มีขนาดกำลังการผลิตรวม 250 กิโลวัตต์ ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองเบบปุ จังหวัดโออิตะ ประเทศญี่ปุ่น โดยมีมูลค่ารวมของทั้งสองโครงการ 600 ล้านเยน หรือประมาณ 183.17 ล้านบาท และคาดว่าจะเริ่มขายไฟฟ้าได้ในเดือนสิงหาคม 2560 ซึ่งจำหน่ายไฟฟ้าให้กับบริษัท คิวชู อิเล็กทริก พาวเวอร์ จำกัด มีอัตรารับซื้อไฟฟ้าไม่รวมภาษี 40 เยน/หน่วย ระยะเวลา 15 ปี ภายหลังสิ้นสุดสัญญารับซื้อไฟฟ้าปีที่ 15 บริษัทสามารถขายไฟฟ้าต่อไปได้ แต่อัตรารับซื้อไฟฟ้าจะลดลงจาก 40 เยน/หน่วย
    หลังจากการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ เพิ่มอีก 2 โครงการในครั้งนี้ และ เมื่อรวมกับ 8 โครงการที่จะเริ่ม COD ในเดือนสิงหาคม นี้ บวกกับอีก 3 โครงการที่ได้ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วในช่วงปี 2559 จึงทำให้บริษัทมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพในประเทศญี่ปุ่น ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ ณ เดือนสิงหาคม 2560 รวมจำนวน 13 โครงการ
    ขณะเดียวกันบริษัทฯ จะดำเนินการเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพเพิ่มในเดือนกันยายนอีกจำนวน 2 โครงการ และในไตรมาส 4/2560 อีกจำนวน 8 โครงการ รวมแล้วบริษัทจะมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ทั้งสิ้น 23 โครงการ มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งหมด 2,875 กิโลวัตต์ หรือกำลังการผลิตเทียบเท่ากับ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 23 เมกะวัตต์ในปี 2560
    นอกจากนี้บริษัทฯได้เข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม จะเป็นการลงทุนที่เมืองอาโอโมริ (Aomori) ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 1 ยูนิต มูลค่ารวม 36 ล้านเยน หรือประมาณ 10.99 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มขายไฟฟ้าได้ในเดือนสิงหาคม 2560 โดยจำหน่ายให้กับบริษัท โทโฮคุ จำกัด (Tohoku) อัตรารับซื้อไฟฟ้าไม่รวมภาษีที่ 55 เยน/หน่วย สัญญารับซื้อไฟฟ้า 20 ปี ภายหลังสิ้นสุดสัญญารับซื้อไฟฟ้าปีที่ 20 บริษัทสามารถขายไฟฟ้าต่อไปได้ แต่อัตรารับซื้อไฟฟ้าจะลดลงจาก 55 เยน/หน่วย
    สำหรับแหล่งเงินลงทุนจะมาจากเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน หรือกระแสเงินสดของบริษัท ส่วนผลกระทบต่ออัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E-Ratio) จากไตรมาสแรกของปี 60 คือ 0.96 คาดว่าจะสูงขึ้นอีก 0.09 จากการกู้ยืมเงินเพื่อลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด