สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ข่าวนี้ที่ 1

| 3 มกราคม 2561 | 17:49

ดัชนีเปิดปี 61 ทำสถิติสูงสุดใหม่ กูรู คาดปีนี้มีลุ้นแตะ 2,000 จุด

ดัชนีเปิดปี 61 ทำสถิติสูงสุดใหม่ กูรู คาดปีนี้มีลุ้นแตะ 2,000 จุด

    SET Index เปิดปีจอ 2561 ทำสถิติใหม่ปิดที่ 1,778.53 จุด สูงสุดในประวัติการณ์นับตั้งแต่เปิดซื้อขายตลาดหลักทรัพย์ฯ ดันมาร์เก็ตแคปแตะ 18.17 ล้านล้านบาท บล.แอพเพิล เวลธ์ ส่องดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 61 ทะยาน 1,925-2,000 จุด แรงหนุน Fund Flow ไหลเข้าหุ้นไทยช่วงครึ่งปีหลังรับเลือกตั้งตามโรดแม็พ ด้านบล.โกลเบล็ก ให้เป้า 1,860 จุด ขณะที่ บล.เอเซีย พลัส เพิ่มเป้าเป็น 1,815 จุด
 

*** SET Index เปิดปี 61 ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 1,778.53 จุด 
    

    นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย?ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) เปิดซื้อขายวันแรกของปี 2561 ทำสถิติใหม่ ปิด ณ วันที่ 3 มกราคม 2561 ที่ 1,778.53 จุด เป็นระดับสูงสุดในประวัติการณ์นับตั้งแต่เปิดซื้อขายตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2518 โดยปรับขึ้น 24.82 จุด หรือ 1.42% จากสิ้นปี 2560 ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (market capitalization) ปรับขึ้นสูงสุดเป็น 18.17 ล้านล้านบาท และมีมูลค่าการซื้อขายรวม 88,076.86 ล้านบาท (SET และ mai)
    ในปี 2560 SET Index เพิ่มขึ้น 210.77 จุด หรือคิดเป็น 13.66% จากปัจจัยความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนต่อเศรษฐกิจไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลบวกต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทจดทะเบียน และในปี 2560 มีการระดมทุนจาก IPO 42 หลักทรัพย์ รวม 4.26 แสนล้านบาท ซึ่งมูลค่าสูงสุดเช่นกัน รวมถึงการลงทุนของผู้ลงทุนสถาบันในประเทศและต่างประเทศที่เติบโตขึ้น ทั้งนี้ SET Index เคยปิดระดับสูงสุดที่ 1,753.73 จุด เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2537 และมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมขณะนั้นอยู่ที่ 3.3 ล้านล้านบาท
    "การปรับขึ้นของ SET Index แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการลงทุนซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอแนะนำให้ผู้ลงทุนพิจารณาลงทุนในบริษัทที่มีผลประกอบการที่ดีและมีแนวโน้มเติบโตในอนาคต พร้อมศึกษาข้อมูลของบริษัท และติดตามข่าวทั้งในและต่างประเทศที่เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน"นางเกศรา กล่าว
 
*** บล.แอพเพิล เวลธ์ ชี้เป้า SET ปี 61 มีลุ้น 2,035 จุด Fund Flow ไหลเข้า

    นายอภิชัย เรามานะชัย รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.แอพเพิล เวลธ์ เปิดเผยว่า ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 2561 ที่ระดับ 1,870–1,925 จุด ( EPS growth 11%, Forward P/E 17.0 – 17.5X) และมี Downside ที่ระดับ 1,600 – 1,650 จุด ( Forward P/E 14.50 – 15.0 X) แต่หากประเมินจาก Earning Yield Gap ของดัชนี SET ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 2.92%
    ขณะที่ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ระดับ 2.65 % ส่งผลให้ดัชนี SET ยังสามารถปรับขึ้นไปเทรดที่ระดับ Forward P/E 18.5 x ซึ่งจะมีระดับดัชนีเป้าหมายปี 2561 ที่ 2,035 จุด โดยให้น้ำหนักปัจจัย Fund Flow ของนักลงทุนต่างชาติที่มีโอกาสไหลเข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วง 2H/61 เป็นปัจจัยหนุนดัชนี
    หากย้อนดูความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีหุ้นไทย , การเมือง และการซื้อขายต่างชาติในช่วงรัฐประหารปี 2549 จะเห็นได้ชัดเจนว่าเมื่อมีสัญญาณบวกของการเลือกตั้ง นักลงทุนต่างชาติมักจะเริ่มทยอยซื้อสะสมอีกครั้ง ดังนั้นหากสถานการณ์การเมืองปัจจุบันเป็นไปตาม Road Map คาด กม.เลือกตั้งจะเสร็จในช่วง มิ.ย.2561 และการเลือกตั้งใหม่น่าจะเกิดขึ้นในช่วง พ.ย. 2561 ดังนั้น ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินมีโอกาสจะเห็นสัญญาณการไหลกลับของเงินทุนต่างชาติในช่วง เม.ย. – พ.ค. 2561 นี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกผลักดัชนีหุ้นไทย
    ขณะที่แนวโน้มกำไร บจ. ตลาดหุ้นไทยปี 2561 ประเมินมีโอกาสกลับมาขยายตัวได้ที่ระดับ 11.20 % (YoY) โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของกำไรกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่คาดสินเชื่อจะขยายตัว 7 % , กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่ได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอาจจะสูงกว่า 55 ดอลลาร์/บาร์เรล รวมถึงกลุ่มค้าปลีกและกลุ่มท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวตามกำลังซื้อในประเทศ
    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2561 มีโอกาสขยายตัว 3.5 – 4.6 % โดยได้แรงหนุนจากเศรษฐกิจโลกปีหน้ายังขยายตัวที่ระดับ 3.7 % ส่งผลบวกต่อภาคส่งออกไทย ซึ่งคาดยังขยายตัวได้ที่ระดับ 6% ต่อเนื่องจากปี 2560 ที่การส่งออกคาดจะขยายได้ที่ระดับ 10 % ในส่วนการลงทุนภาครัฐปี 2561 คาดจะเพิ่มขึ้น 9.0 % จากปีก่อนที่ +0.9 % จากแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรวมมูลค่ากว่า 7.80 แสน ล้านบาท เช่น รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้และสายสีส้มตะวันตก รวมมูลค่า 2 แสนล้านบาท รวมถึงรถไฟรางคู่เฟส 2 มูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน ปี 2561 คาดจะเพิ่มขึ้น 2.3 % จากปี 60 ที่ +1.6 % จากแรงหนุนการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC
    กลยุทธ์การลงทุน ในปี 61 แนะนำทยอยซื้อลงทุน หุ้นในกลุ่มธนาคาร BBL , KBANK , SCB , KTB , TMB , BAY แนวโน้มดอกเบี้ยโลกเป็นขาขึ้นและสินเชื่อมีแนวโน้มขยายตัวได้ระดับ 7 – 8 % ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และมูลค่าหุ้นกลุ่มธนาคารยังเทรดต่ำกว่าค่าเฉลี่ย P/BV ย้อนหลัง 3 ปี
    กลุ่มพลังงาน & ปิโตรเคมี PTT , PTTEP , PTTGC , IVL , IRPC ทิศทางราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยสูงกว่าระดับ 55 ดอลลาร์/บาร์เรล
    กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง CK , STEC , UNIQ , SEAFCO , PYLON งบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกว่า 7.80 แสน ลบ.
    กลุ่มสื่อโฆษณา PLANB , VGI งบโฆษณาเริ่มฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ
    กลุ่ม Soft Commodity STA , TRUBB , KSL จากราคายางพารา น้ำตาลมีแนวโน้มฟื้นตัวตามราคาน้ำมัน ส่วนปัจจัยความเสี่ยงที่ต้องระวัง คือ การปรับลดงบดุลของเฟด , แนวโน้มดอกเบี้ยโลกที่เริ่มเป็นขาขึ้น , ความไม่สงบในตะวันออกกลางและเกาหลีเหนือ , หากการเลือกตั้งในไทยไม่เป็นไปตาม Road Map

*** บล.โกลเบล็ก ให้เป้า 1,860 จุด
    
          นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปี 61 ยังคงให้ความสำคัญกับปัจจัยราคาน้ำมันในตลาดโลกทรงตัวที่ระดับสูง  หลังกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และนอกโอเปกเห็นพ้องขยายระยะเวลาลดกำลังการผลิตน้ำมันไปจนถึงปลายปี 61 ประกอบกับกฎหมายปฏิรูปภาษีสหรัฐมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปี 61 และเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง อีกทั้งแผนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่รวมทั้งความคืบหน้าของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มูลค่าเงินลงทุน 1.5 พันล้านบาทในระยะเวลา 5 ปี และการเมืองไทยเดินหน้าตามโรดแมพที่นำไปสู่การเลือกตั้ง
          ส่วนปัจจัยที่ยังคงกดดันภาพรวมการลงทุนในปี 61 จากการส่งสัญญาณของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 3 ครั้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบกับ fund flow ในการตัดสินใจเข้าลงทุนในตลาดหุ้น
          นอกจากนี้สถานการณ์ทางการเมืองสหรัฐที่อาจนำไปสู่การถอดถอนตำแหน่งประธานาธิดี และปัจจัยทางการเมืองยุโรปเองก็ยังบั่นทอนความมีเสถียรภาพของสหภาพยุโรปเป็นระยะ  รวมทั้งเหตุการณ์ความไม่สงบในคาบสมุทรเกาหลีจากการทดสอบขีปนาวุธนิวเคลียร์ และความไม่สงบจากเหตุก่อการร้ายในภูมิภาคตะวันออกกลางที่พร้อมจะปะทุได้ตลอดเวลา หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศรับรองนครเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล
          มองว่าในปี 2561 ยังคงมีปัจจัยที่ต้องจับตาต่อ อาทิ ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะสามารถยืนที่ระดับสูงได้หรือไม่  หลังราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นส่งผลให้มีกำลังการผลิต Shale Oil จากสหรัฐเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ-ยุโรปที่มีทิศทางเข้มงวดมากขึ้นหลังจากระดับอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นและเข้าใกล้เป้าหมาย และปัจจัยการเมือง-สหรัฐ-ยูโรโซน-ประเทศไทยว่ายังมีเสถียรภาพหรือไม่         
          ด้านนายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก ประเมินว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 61 จะแกว่งตัวในกรอบ 1,655 -1,860 จุด บนสมมติฐานระดับ PER 16-18 เท่า และคาดการณ์ระดับ EPS Growth ที่ราว 11.5%
          ทั้งนี้ แนะนำเก็งกำไรในกลุ่มธนาคารและการเงิน แนะนำ KBANK KTB TMB MTLS SAWAD และ THANI เนื่องจากการลงทุนที่จะเพิ่มขึ้นจากภาครัฐและภาคเอกชน  ทำให้มีความต้องการเงินลงทุนเพื่อใช้ในโครงการต่างๆ รวมทั้งการขยายกำลังการผลิต กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง แนะนำ CK และ SEAFCO ที่ได้ประโยชน์การงานก่อสร้างที่จะเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากหนุน backlog เติบโตแข็งแกร่ง
          นอกจากนี้ยังแนะนำเก็งกำไรในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม แนะนำ AMATA และ WHA ซึ่งประกอบกิจการในเขตพื้นที่ EEC กลุ่มส่งออก ได้แก่ กลุ่มยานยนต์ได้รับอานิสงส์จากยอดขายรถยนต์ในประเทศฟื้นตัว และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อน แนะนำ DELTA และกลุ่มสื่อสารมีการเปิดประมูลคลื่น 1800 และ 900 MHz แนะนำ ADVANC และ TRUE
          ทั้งนี้ในการจัดทำบทวิเคราะห์หุ้นในตลาด mai ตลอดปีที่ผ่านมาพบว่า หุ้นขนาดเล็กที่มีศักยภาพในการเติบโตดีในปี 2561 ได้แก่ COMAN JUBILE AMA AGE และ LIT

*** บล.ทรีนีตี้ ฟันธงปีนี้ SET ทะลุ ,1800 จุด รับเงินต่างชาติทะลัก
          
    ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า มองเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 2561 จะมีการทำสถิติใหม่สูงสุดที่ระดับ 1,851 จุด โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากภายในและภายนอก ได้แก่ เศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะขยายตัวถึง 4% ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศอยู่ระดับต่ำ ทำให้แบงก์ชาติไม่จำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นไทย และคาดว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นช่วงปลายปี 2561 ถึงต้นปี 2562 ซึ่งสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติปรับตัวดีขึ้น อีกทั้งโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) จะเป็นตัวดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลกลับเข้าประเทศ ผลักดันการจ้างงานและการบริโภคปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ปัจจัยภายนอก เชื่อว่าสภาพคล่องระบบการเงินโลกยังอยู่ระดับสูง แม้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและลดขนาดงบดุลลง แต่จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป
    ขณะที่ธนาคารยุโรปและญี่ปุ่นยังคงอัดฉีดสภาพคล่องต่อเนื่อง อย่างน้อยจะถึงเดือน ก.ย. และการที่ดอกเบี้ยแท้จริงติดลบทำให้นักลงทุนสนใจตราสารทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะหนุนให้ฟันด์โฟลว์ยังไหลเข้าตลาดหุ้นไทยได้
    อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวังจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์การเมือง ทั้งความขัดแย้งเกาหลีเหนือ ความขัดแย้งที่กรุงเยรูซาเลม ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและซาอุดีอาระเบีย ความเสี่ยงต่อการล่มสลายของธนาคารเงา และระบบสถาบันการเงินในจีน รวมถึงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในยุโรปจากฝ่ายชาตินิยมขวาจัด
    โดยเฉพาะในอิตาลี ที่แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อย แต่จะส่งผลกระทบที่รุนแรง เนื่องจากประเมินว่าขณะนี้นักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่ได้เตรียมการรับมือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นมากนัก สะท้อนจากดัชนีชี้วัดความผันผวนและความเสี่ยง (VIX index) ที่ตอนนี้อยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
    กลยุทธ์การลงทุนในปี 2561 ต้องเลือกลงทุนเป็นรายบริษัทมากขึ้น และกลุ่มที่มีกระแสเงินสดระดับสูง โดยกลุ่มอุตสาหกรรมน่าสนใจ เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่จะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศ และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เริ่มส่งสัญญาณชะลอลง รองลงมาคือ กลุ่มสื่อสาร, กลุ่มอสังหาริมทรัพย์, กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มการแพทย์ ที่คาดว่าจะโดดเด่น ในปีที่มีการเลือกตั้ง เพราะเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศ

*** บล.เอเซีย พลัส อัพเป้า 1,815 จุด
    
    นางภรณี ทองเย็น รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ปรับเป้าหุ้นไทยปี 61 เป็น 1,815 จุด ตามกำไรสุทธิตลาดที่คาดทำได้ 1.11 ล้านลบ. หลังเศรษฐกิจไทยโตต่อเนื่อง รับเม็ดเงินต่างประเทศเข้า แนะกลุ่มรับเหมา-ธนาคารพาณิชย์-ปิโตรเคมีพลังงาน-อสังหาฯ-ท่องเที่ยว-นิคมอุตสาหกรรม
    ปรับเพิ่มประมาณการเป้าดัชนีหุ้นไทยปี 61 เป็น 1,815 จุด บน PE 16 เท่า เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 1,766 จุด โดยประเมินกำไรสุทธิของตลาดหุ้นไทยในปี 61 ไว้ที่ 1.11 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นกำไรสุทธิ 113.57 บาทต่อหุ้น เติบโต 14.5% จากปีนี้ จากหุ้นในกลุ่มค้าปลีก ธนาคารพาณิชย์ ปิโตรเคมี สื่อและบันเทิงที่จะมีการเติบโตของผลประกอบการสูง ตามแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวขึ้นจากการลงทุนของภาคเอกชนที่เริ่มกลับมา หลังจากที่ภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นบริโภคภาคครัวเรือนในประเทศ โดยประเมินการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 61 จะขยายตัวอยู่ที่ 4.2% เพิ่มขึ้นจากปีนี้ที่คาดว่าจะโต  3.8%
    ประเมินว่าตัวเลขการส่งออกของไทยในปี 61 จะขยายตัวเพียง 5% เมื่อเทียบกับปีนี้ที่ขยายตัว 10% เนื่องจากพื้นฐานของสินค้าไทยยังไม่มีความสามารถในการแข่งขันนักเป็นการขยายตัวตามเศรษฐกิจโลกเท่านั้น
    ทั้งนี้ เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาสที่ 1/61 จะเคลื่อนไหวอยู่ที่ 1,693 - 1,744 จุด ซึ่งมีแนวโน้มที่จะย่อตัวในช่วงเดือนม.ค.61 ก่อนที่จะเริ่มฟื้นตัวในเดือนก.พ.61 จากเม็ดเงินนักลงทุนต่างประเทศ(ฟันด์โฟลว์)เข้ามายังตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง จากสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 31.24% ใกล้จุดต่ำสุดในรอบ 10 ปีที่ 28.53%  สำหรับประเด็นการเลือกตั้งของไทยเชื่อว่าหากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริงอาจมีการขายออกมา(Sell on Fact)
    กลยุทธ์การลงทุนแนะเลือกหุ้นเป็นรายตัวในกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากการลงทุนและเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวทั่วโลก แนะนำกลุ่มรับเหมา STEC-SEAFCO จากการเร่งลงทุนของภาครัฐ หลังจากที่รัฐบาลจะหมดวาระลงในอีก 1 ปี ทำให้ปริมาณงานเข้าสู่ตลาดค่อนข้างมาก

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด