ข่าวนี้ที่ 1

| 2 พฤศจิกายน 2560 | 17:05

PTTEP ขาดทุน 8.6 พันลบ. โบรกฯ ฟันธงผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

 

       PTTEP เปิดเผยกำไรโค้ง 3 ปีนี้ขาดทุน 8.68 พันลบ. หลังรับรู้การด้อยค่าจาก "มาเรียนา ออยล์ แซนด์"  1.85 หมื่นลบ. แต่พื้นฐานยังดูดี หลังโชว์โครงการในประเทศปริมาณการขายสูงกว่า 2.27 แสนบาร์เรล/วัน  ปริมาณขายในอาเซียน สูงกว่า 5.58 หมื่นบาร์เรล/วัน   ตั้งเป้า ปริมาณการผลิตทั้งปี 60 อยู่ที่  3 แสนบาร์เรล/วัน โชว์เงินสดในมืออีก 4 พันล้านเหรียญ เพียงพอใช้พัฒนาทุกโครงการในมือ ฟากโบรกฯ ชี้ผลงานผ่านจุดต่ำสุด จับตา Q4/60 ฟื้นแบบข้ามปี ให้เป้าหมาย 116 บ.
      
*** PTTEP ขาดทุนอ่วม 8.68 พันลบ. หลังเจอพิษ "มาเรียนา ออยล์ แซนด์" 
    บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 3/60 ปตท.สผ. และบริษัทย่อย มีขาดทุนสุทธิ จำนวน 264 ล้านดอลลาร์ สรอ. ลดลง 484 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าร้อยละ 100 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 2/60 ที่มีกำไรสุทธิจำนวน 220 ล้านดอลลาร์   (หรือขาดทุน 8,681.6 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 5,446.26 ล้านบาท) 
    ทั้งนี้ PTTEP ชี้แจงว่า สาเหตุหลักมาจาก 1) การรับรู้ขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ของโครงการมาเรียนา ออยล์ แซนด์ จำนวน 558 ล้านดอลลาร์ (เทียบเท่า 18,505 ล้านบาท)  2) ค่าเสื่อมราคา ค่าสูญสิ้น และค่าตัดจำหน่ายเพิ่มขึ้นจำนวน 32 ล้านดอลลาร์  จากปริมาณการขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น โดยหลักมาจากโครงการพีทีทีอีพี ออสตราเลเซีย ในขณะที่ 3) รายได้ค่าขายเพิ่มขึ้นจำนวน 89 ล้านดอลลาร์ โดยหลักมาจากปริมาณขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น
    โดยในไตรมาส 3 ปี 2560 ปตท.สผ. และบริษัทย่อย มีปริมาณการขายเฉลี่ย 298,139 บาร์เรลต่อวัน ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2559 ที่มีปริมาณการขายเฉลี่ย 311,386 บาร์เรลต่อวัน โดยหลักจากโครงการบงกชและโครงการสินภูฮ่อม เนื่องจากผู้ซื้อรับก๊าซธรรมชาติในปริมาณที่ลดลง ในขณะที่ราคาขายเฉลี่ยในไตรมาส 3 ปี 2560 เพิ่มขึ้นเป็น 38.78 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล (ไตรมาส 3 ปี 2559: 36.32 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ามันดิบ) ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น
     สำหรับงวดเก้าเดือนสิ้นสุดเดือนกันยายน ปี 2560 มีกำไรสุทธิ 305 ล้านดอลลาร์  (1.11 หมื่นลบ.) ลดลง 83 ล้านดอลลาร์ หรือร้อยละ 21 เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเก้าเดือนสิ้นสุดเดือนกันยายน ปี 2559 ที่มีกำไรสุทธิจำนวน 388 ล้านดอลลาร์ (1.37 หมื่นลบ.)  ในขณะที่ผลการดำเนินงานดีขึ้นใน 1) ประเทศไทยจำนวน 57 ล้านดอลลาร์ 2) เขตภูมิศาสตร์ออสเตรเลีย จำนวน 53 ล้านดอลลาร์ และ 3) เขตภูมิศาสตร์แอฟริกา 28 ล้านดอลลาร์ รวมทั้ง 4) ส่วนงานสำนักงานใหญ่และอื่นๆ จำนวน 308 ล้านดอลลาร์ 
 
***  ปรับโครงสร้างบริหารให้ "สมพร ว่องวุฒิพรชัย" นั่ง CEO 
    คณะกรรมการ ปตท.สผ. ได้มีมติเห็นชอบการปรับโครงสร้างองค์กร โดยได้เพิ่มกลุ่มงานบริหารการเปลี่ยนแปลงธุรกิจและองค์กร (Business and Organization Transformation Group) และอนุมัติให้แต่งตั้ง นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายพงศธร ทวีสิน ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (President, Exploration and Production: PEP) ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560
    นายสมพรกล่าวเสริมว่า “การปรับโครงสร้างในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานและการดำเนินงานของบริษัทแล้ว ยังเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอุตสาหกรรม เพื่อให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป” 

*** เผยโครงการในปท.ปริมาณการขายสูงกว่า 2.27 แสนบาร์เรล/วัน  
    PTTEP เปิดเผยว่า มีโครงการในประเทศไทยจำนวน 16 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่ดำเนินการผลิตแล้ว (Production Phase)  ทั้งในอ่าวไทยและบนบก โดยมีโครงการผลิตหลัก ได้แก่ โครงการบงกช โครงการอาทิตย์ โครงการเอส 1 และโครงการคอนแทร็ค 4 ในไตรมาสนี้ โครงการในประเทศไทยมีปริมาณการขายเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 227,244 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 76 ของปริมาณการขายทั้งหมดของบริษัท ปริมาณการขายที่ปรับตัวดีขึ้นร้อยละ 7 จากไตรมาสก่อนหน้าส่วนใหญ่เป็นผลจากการเพิ่มการผลิตของโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซียโดยผู้ซื้อในประเทศมาเลเซียสามารถกลับมารับก๊าซธรรมชาติได้ตามปกติ และแผนงานการปิดซ่อมบำรุงที่ลดลงโดยหลักในโครงการบงกช รวมถึงความสำเร็จในการเพิ่มปริมาณการผลิตคอนเดนเสทของโครงการในอ่าวไทย 

*** ปริมาณการขายในอาเซียน สูงกว่า 5.58 หมื่นบาร์เรล/วัน  
    ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  มีโครงการในภูมิภาคนี้จำนวน 13 โครงการ ซึ่งตั้งอยู่ในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ (เมียนมาร์) สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (เวียดนาม) สหพันธรัฐมาเลเซีย (มาเลเซีย) และสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (อินโดนีเซีย) โดยในไตรมาสนี้ โครงการในภูมิภาคนี้มีปริมาณการขายเฉลี่ยรวมอยู่ที่ประมาณ 55,823 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 19 ของปริมาณการขายทั้งหมด
    ส่วนทวีปออสตราเลเชีย  ได้ดำเนินการผลิตแหล่งมอนทารามีปริมาณการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 7,996 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งสอดคล้องกับแผนการผลิตที่วางไว้ โดยโครงการอยู่ระหว่างการเจาะหลุมผลิต H5 เพื่อเร่งอัตราการผลิตในไตรมาส 4/60 นี้
    ขณะที่ในแอฟริกา มี3 โครงการ ตั้งอยู่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนแอลจีเรีย (แอลจีเรีย) และสาธารณรัฐโมซัมบิก (โมซัมบิก) 
สำหรับโครงการที่ดำเนินการผลิตแล้ว (Production Phase) ปตท.สผ. ได้ดำเนินการผลิตน้ำมันดิบตามแผนจากโครงการแอลจีเรีย 433 เอ และ 416 บี ซึ่งตั้งอยู่บนบกทางทิศตะวันออกของแอลจีเรีย ปริมาณการผลิตเฉลี่ย 17,180 บาร์เรลต่อวัน 
    ด้านโครงการในทวีปอเมริกา ยังอยู่ระหว่างศึกษาในพื้นที่แคนนาดา - บราซิล     

*** คาดน้ำมัน Q4/60 อยู่ที่  55 เหรียญ - ค่าเงินผันผวนไม่กระทบกระแสเงินสด     
    แนวโน้มราคาน้ำมันดิบในไตรมาสสุดท้ายของปี บริษัทมองว่าจะอยู่ในระดับประมาณ 55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับราคาน้ำมันดิบในช่วงปลายไตรมาส 3 โดยปัจจัยบวกต่อราคาน้ำมันดิบ ได้แก่ แนวโน้มการปรับลดกาลังการผลิตของกลุ่มโอเปกและการคาดการณ์ถึงแนวโน้มการขยายเวลาข้อตกลงการลดปริมาณการผลิตของกลุ่มผู้ผลิตหลักไปถึงสิ้นปี 2561  ในการประชุมของกลุ่มสมาชิกในเดือนพฤศจิกายนนี้ รวมทั้งตัวเลขประมาณการปริมาณสำรองน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ทั่วโลกที่เริ่มมีแนวโน้มลดลง  แต่มีปัจจัยกดดันจากอุปทานน้ำมันดิบจากสหรัฐอเมริกาที่คาดว่าจะสูงขึ้นในไตรมาส 4 ต่อเนื่องจนถึงปี 2561   
     สำหรับอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์ยังคงมีความไม่แน่นอน เนื่องจากตลาดการเงินโลกยังมีความผันผวนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อันเป็นผลมาจากความเป็นไปได้ของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาซึ่งคาดว่าจะมีการปรับขึ้นในเดือนธันวาคม ความไม่ชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐ ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี ทั้งนี้ ผลประกอบการของ ปตท.สผ. จะได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ในรูปของภาษีเงินได้จากอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเกิดจากความแตกต่างของสกุลเงินที่ใช้ในการยื่นภาษีกับสกุลเงินที่ใช้ในการบันทึกบัญชี แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีผลต่อกระแสเงินสด สำหรับอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นนั้น บริษัทคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาระดอกเบี้ยของบริษัทอย่างมีสาระสาคัญ เนื่องจากโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยของบริษัทเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ประมาณร้อยละ 80 ของภาระหนี้ทั้งหมด

 *** คาดปริมาณการผลิตทั้งปี 60 อยู่ที่  3 แสนบาร์เรล/วัน 
    PTTEP เปิดเผยว่า บริษัท ได้พยายามรักษาระดับการผลิตของโครงการในประเทศไทย โดยคาดว่าปริมาณการขายเฉลี่ยทั้งปี 2560 จะอยู่ที่ประมาณ 300,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าปริมาณการขายในไตรมาส 4 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 อันเป็นผลมาจากแนวโน้มที่ดีขึ้นของการขายก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและแนวทางการเพิ่มการผลิตคอนเดนเสทจากโครงการในอ่าวไทยและน้ำมันดิบในโครงการเอส 1
    ส่วน ราคาน้ำมันดิบของบริษัทจะผันแปรตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ด้านราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทนั้นมีโครงสร้างราคาส่วนหนึ่งผูกกับราคาน้ำมันย้อนหลังประมาณ 6-12 เดือน บริษัทคาดว่าราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยของปี 2560 จะอยู่ที่ประมาณ 5.6 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู เป็นผลจากการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก (บนสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีที่ 52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล)
     ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถรักษาต้นทุนต่อหน่วยในระดับต่ำได้ที่ประมาณ 29 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบสำหรับปี 2560 ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์เดิม

*** โชว์เงินสดในมือ4 พันล้านเหรียญ 
    ปตท.สผ. ยังคงมีสภาพคล่องที่ดีด้วยเงินสดในมือประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์ สามารถรองรับการตัดสินใจพัฒนาโครงการหลักที่มีอยู่ โดยเฉพาะโครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน และโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ นอกจากนั้นยังมีโครงการเวียดนาม บี และ 48/95 และโครงการเวียดนาม 52/97 ในประเทศเวียดนาม ซึ่งในเดือนกันยายน 2560 กลุ่มผู้ร่วมทุนของโครงการได้ลงนามร่วมกันในข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับราคาค่าก๊าซธรรมชาติและค่าผ่านท่อก๊าซฯ (Letter of Agreement) เพื่อผลักดันการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision) ให้ได้ในปีหน้า 
    “นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งแสวงหาโอกาสการลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจต้นน้ำและธุรกิจ LNG ครบวงจร การเร่งรัดการขุดเจาะสำรวจ เพื่อเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมและปริมาณการผลิตของบริษัททั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทั้งนี้รวมถึงการประมูลแหล่งสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุในอ่าวไทยซึ่ง ปตท.สผ. พร้อมที่จะเข้าร่วมประมูลและมีความเชื่อมั่นในความสามารถในการเข้าแข่งขันของบริษัท” นายสมพร กล่าวเสริม

*** โบรกฯ ชี้ราคาหุ้นรับงบ Q3/60 ไปแล้ว แนะสะสมได้ ให้เป้าหมาย 116 บ.              
    บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า  ในช่วงเดือน ต.ค. 60 ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 5.24% และยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง จากการที่ซาอุดิอาระเบียและรัสเซียจะเป็นแกนหลักในการสนับสนุนให้ผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปกมีการขยายระยะเวลาในการปรับลดกำลังการผลิตราว 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิมที่สิ้นสุดเดือน มี.ค. 2561 มีโอกาสขยายออกไปอีกจนถึงสิ้นปี 2561 ในการประชุมที่จะเกิดขึ้น ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย วันที่ 30 พ.ย. 2560 นี้
              กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำสะสมหุ้นน้ำมัน อย่าง PTT ราคาเป้าหมาย 460 บาท  และ PTTEP ราคาเป้าหมาย 116 บาท แม้จะมีประเด็นกดดันจากการบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์ในงวด ไตรมาส 3/60  แต่ราคาหุ้นน่าจะตอบรับประเด็นดังกล่าวไประดับหนึ่งแล้ว จึงแนะนำให้ซื้อสะสมยามราคาอ่อนตัวลง   

*** ชี้ Q3/60 ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว 
    บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า  ราคาน้ำมันใกล้ที่จะทำจุดสูงสุดในรอบ 2 ปี เป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อ PTT และ PTTEP  ทั้งนี้ราคาของ PTTEP ในปัจจุบันได้ตอบรับประเด็นลบการตั้งด้อยค่า Canada oil sand ไปหมดแล้ว คาดว่าผลประกอบการในงวด Q3/60 จะเป็นจุดต่ำสุด ก่อนที่จะฟื้นตัวในไตรมาส 4 และดีขึ้นต่อเนื่องในปี 2561 
    รวมไปถึงเงินบาทที่แข็งค่าจะทำให้ PTTEP มีกำไรทางบัญชีเพิ่มมากขึ้นจาก Deferred Tax คงคำแนะนำ "ซื้อ" 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด