ข่าวนี้ที่ 1

| 2 สิงหาคม 2560 | 17:05

ก.ล.ต.ล้อมคอกออกตั๋วบี/อี ห้ามขายนักลงทุนรายบุคคล

ก.ล.ต. เปิดรับฟังความคิดเห็นปรับปรุงเกณฑ์การออกบี/อี-หุ้นกู้ เพื่อคุ้มครองผู้ลงทุน เน้นคุมเข้มตั๋วบี/อี  ให้เสนอขายเฉพาะสถาบัน ยกเลิกขายให้นักลงทุนรายใหญ่ เปิดรับฟังความเห็นถึง 30 สิงหาคมนี้ ก่อนมีผลบังคับใช้ในไตรมาส 4/60 ด้านนายกสมาคมโบรกเกอร์ สนับสนุนการแก้เกณฑ์ดังกล่าว หวังเรียกคืนความเชื่อมั่นนักลงทุน หลังเกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้ พร้อมแนะผู้ออกต้องใช้เงินให้ถูกวัตถุประสงค์ เพื่อไม่สร้างปัญหา ส่วนผู้ลงทุน ต้องศึกษาข้อมูลให้รอบคอบมากขึ้น

*** ก.ล.ต.เปิดรับฟังความเห็นแก้เกณฑ์ออกตราสารหนี้
    นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า  การระดมทุนโดยการออกตราสารหนี้ซึ่งประกอบด้วยตั๋วเงิน (บีอี) และหุ้นกู้ มีความจำเป็นต่อภาคธุรกิจ ซึ่งในการดำเนินนโยบายในการกำกับดูแลการออกและเสนอขายตราสารหนี้ ก.ล.ต. จะคำนึงถึงความสมดุลระหว่างความสะดวกต่อผู้ประกอบการในการระดมทุน และการให้ความคุ้มครองผู้ลงทุนประเภทต่าง ๆ ในระดับที่เหมาะสม 
    จากการประเมินสภาพปัจจุบันแล้วพบว่า ภาคธุรกิจได้มีการออกตั๋วเงินอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการเสนอขายต่อผู้ลงทุนรายใหญ่ (high net worth) เป็นจำนวนมาก แต่ผู้ลงทุนกลุ่มดังกล่าวมักให้ความสนใจกับผลตอบแทนโดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงในการลงทุน ประกอบกับตั๋วเงินเป็นตราสารที่ไม่มีกลไกให้ความคุ้มครองผู้ลงทุนเหมือนหุ้นกู้ 
     นอกจากนี้ พบกรณีที่มีผู้ออกตราสารหนี้ใช้ช่องทางการเสนอขายแบบในวงจำกัด (แบบ PP-วงแคบ) ผิดไปจากเจตนารมณ์ ในขณะที่ในด้านการทำหน้าที่ของตัวกลางในการขายตราสารหนี้พบว่า บางรายไม่มีการแบ่งแยกหน้าที่ระหว่างหน่วยงานที่ติดต่อกับผู้ออกตราสารและหน่วยงานขายที่ติดต่อกับผู้ลงทุนอย่างชัดเจน เป็นผลให้กระบวนการตรวจสอบหรือสอบทานข้อมูล (due diligence) ไม่ดีพอ ซึ่งอาจทำให้การคัดเลือกผลิตภัณฑ์ไม่ตรงกับความต้องการและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของผู้ลงทุน

*** วาง 5 กฎเหล็กปรับเกณฑ์เกี่ยวข้อง
    ก.ล.ต. จึงมีแนวคิดที่จะปรับปรุงกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยมีสาระสำคัญของการเสนอปรับปรุง ดังนี้
    1.การเสนอขายตั๋วเงินจะให้ทำได้เฉพาะแบบ PP-วงแคบ และแบบผู้ลงทุนสถาบันเท่านั้น โดยยกเลิกการให้เสนอขายแบบผู้ลงทุนรายใหญ่
    2. การเสนอขายตราสารหนี้แบบ PP-วงแคบ ให้เสนอขายได้เฉพาะกลุ่มผู้ลงทุนที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับผู้ออกตราสาร ผู้ลงทุนสถาบัน หรือผู้ลงทุนรายใหญ่
    3. การเสนอขายตราสารหนี้แบบผู้ลงทุนรายใหญ่ ให้เสนอขายได้เฉพาะหุ้นกู้เท่านั้น โดยผู้ออกตราสารต้องยื่นขออนุญาตก่อนจะออกตราสารหนี้ และเปิดเผยข้อมูลตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยต้องจัดให้มีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ด้วย
    4. การเสนอขายตราสารหนี้แบบผู้ลงทุนทั่วไปจะมีการกำหนดเพิ่มเติมคุณสมบัติของผู้ออกตราสารในด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี ความสามารถในการชำระหนี้ โดยต้องจัดให้มีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ด้วย
    5. เพิ่มมาตรฐานการปฏิบัติงานของตัวกลางที่เป็นผู้ขายตราสารหนี้ต่อผู้ลงทุน โดยกำหนดให้ต้องมีการแยกหน่วยงานที่ติดต่อกับผู้ออกตราสาร และหน่วยงานขายที่ติดต่อกับผู้ลงทุนออกจากกันอย่างชัดเจน

*** แก้เกณฑ์หวังสร้างความสมดุลการระดมทุน
    นายระพี ระบุว่า แนวทางในการปรับปรุงกฎเกณฑ์ดังกล่าว ได้คำนึงถึงความสมดุลระหว่างความจำเป็นของภาคธุรกิจในการมีช่องทางในการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ และระดับการมีเครื่องมือเพื่อคุ้มครองผู้ลงทุนตามประเภทผู้ลงทุนและช่องทางการลงทุน
     โดย ก.ล.ต. ได้หารือกับตัวแทนทั้งจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสมาคมที่เกี่ยวข้องในตลาดทุนมาแล้วชั้นหนึ่ง อย่างไรก็ดี ก.ล.ต. ประสงค์จะรับฟังความเห็นในวงกว้างเพื่อให้แน่ใจว่าแนวทางการปรับปรุงแก้ไขจะมีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด 
    ก.ล.ต. ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวไว้ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. (www.sec.or.th/hearing) ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจสามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ หรือโทรสาร 0-2263-6554 หรือทาง e-mail kruaonn@sec.or.th, sarunyaporn@sec.or.th  ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2560   

*** คาดมีผลบังคับใช้ใน ต.ค.60 
    ก.ล.ต.คาดว่าจะออกประกาศได้ภายในเดือนตุลาคม  2560 โดยแบ่งเวลาที่เกณฑ์มีผลบังคับใช้ โดย    1) แบบ PP-วงแคบ ให้ขายได้เฉพาะกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องกับ issuer หรือII หรือ HNW 2) กำหนดให้ issuer เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม เช่น key financial ratio สำหรับตราสารหนี้ unrated และ non-investmentgrade เป็นต้น และ 3) ตัวกลางต้องจัดให้มีหน่วยงำน product origination  แยกต่างหากจากหน่วยงานขาย มีผลบังคับใช้ทันที
    ส่วน เกณฑ์อนุญาตแบบ HNW (ให้ขายได้เฉพาะหุ้นกู้ ยกเว้น กรณี issuer ที่เป็นสถาบันการเงินยังอนุญาติให้เสนอขาย  BE ได้) 2) เกณฑ์อนุญาตแบบ PO (ให้ขายได้เฉพาะหุ้นกู้) 3) เกณฑ์อนุญาต MTN  ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2561   

*** โบรกฯหนุน หวังเรียกคืนความเชื่อมั่น
    นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) และในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย ให้สัมภาษณ์กับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์หไทย" ว่า เห็นด้วยกับ แนวทางที่ ก.ล.ต.จะปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการออกและเสนอขายบี/อี  และ หุ้นกู้ให้มีความรัดกุมมากขึ้นเพื่อดูแลนักลงทุน  หลังจากกระแสการผิดนัดชำระหนี้ นั้น ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุนบี/อี  ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะมีความเชื่อมั่นใจกลับมา   

***แนะผู้ออกบี/อี ใช้เงินให้ถูกต้อง
    นางภัทธีรา กล่าวว่า ผู้ออกบี/อี ต้องใช้เงินดังกล่าวให้ถูกวัตถุประสงค์ เพราะ  บี/อี  ออกมาเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น อย่านำไปใช้เป็นเงินลงทุน  เพราะ ที่ผ่านมาที่เกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้ เพราะเกิดจากการใช้เงินที่ได้จาก บี/อี ไปลงทุนระยะยาว ขณะที่ผู้ซื้อจะต้องศึกษาข้อมูล ต้องทำรู้จักผู้ออก และอ่านงบการเงินด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ออกบี/อี  นั้นจะมีเงินเพียงพอที่จะมาชำระคืน   ทำให้ทั้งผู้ออกและผู้ซื้อ ต้องปรับตัว   ซึ่งบี/อี  เป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีประโยชน์ หากมีการใช้อย่างถูกต้อง 
    "เห็นด้วยกับก.ล.ต.ปรับปรุงเกณฑ์ออกเสนอขายบี/อี เหมาะสม ไม่แคบเกินไป และไม่กว้างเกินไป โดยผู้ออก และ ผู้ซื้อบี/อี  ต้องมีการปรับตัว โดยฝั่งผู้ออก ต้องมีการใช้เครื่องมือดังกล่าวที่ถูกต้อง  และผู้ซื้อต้องรู้จักผู้ออกและศึกษางบการเงิน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ออกมีฐานะการเงินที่แข็งแรง สามารถมีเงินมาชำระคืนบี/อี ได้ และก.ล.ต.ได้มีการปรับปรุงฐานข้อมูลผู้ออก  บี/อี ทำให้นักลงทุนทราบข้อมูลว่าผู้ออกนั้น มีการออก บี/อี ไป จำนวนเท่าไร  ระยะเวลาเท่าไร จะหมดอายุ เมื่อไร ทำให้นักลงทุนมีข้อมูลและระมัดระวังการลงทุน  "นางภัทธีรา  กล่าว 
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด