ข่าวนี้ที่ 1

| 2 มิถุนายน 2560 | 17:05

หุ้นไทยเดือนมิ.ย.ไม่ผ่านแนวต้าน 1,570 จุด ขาดเม็ดเงินใหม่หนุน

        วงการมอง SET เดือน มิ.ย.ทิศทางไม่ชัดเจน แม้ไม่มีปัจจัยลบกดดัน แต่ก็ไม่มีปัจจัยบวกมาดันตลาด คาดดัชนีไม่ผ่านแนวต้าน 1,570 จุด จับตากลาง มิ.ย.นี้ประกาศหุ้นเข้า SET50 และ SET100 แนะกลยุทธ์ลงทุนบิ๊กแคปที่บวกแรงกว่าตลาด เลือก SCB-KTB-PTT-PTTEP-IVL เป็นหุ้นเด่น 
 
*** บล.ทิสโก้  มอง SET เดือน มิ.ย. มีแนวโน้มแกว่งซิกแซกลง
    บล.ทิสโก้ มอง SET เดือน มิ.ย. มีแนวโน้มแกว่งซิกแซกลง จากหุ้นสหรัฐฯ เสี่ยงปรับฐาน,การดำเนินนโยบายแบบเข้มงวดมากขึ้นของ FED, ความไม่แน่นอนการเมืองในสหรัฐฯ-ยุโรป และการแข็งค่าของเงินบาทที่อาจวกกลับจากปัจจัยฤดูกาลและกำลังทดสอบแนวรับใหญ่ในรอบ 2 ปี (ให้น้ำหนักทะลุยาก) นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย ขึ้นแนะหาจังหวะขาย-รอซื้อคืนที่ต่ำ ขณะที่นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง แนะลงซื้อ-ขึ้นขาย เน้นกรอบเทรดดิ้งที่ SET 1560-1574 ไปก่อน และใช้ Stop Loss เมื่อ SET ปิดต่ำกว่า 1550
      ประเด็นหุ้นน่าสนใจ หุ้นคาดเข้า SET50 ชอบ BJC, EA, BPP, MTLS / คาดเข้า SET100 ชอบ BCPG, WORK, MEGA / นายกฯ ใช้คำสั่งม.44 เร่งขับเคลื่อนลงทุนใน EEC หุ้นรับประโยชน์ AMATA, ATP30, EASTW, ESTAR, ROJNA, TICON, WHA / หุ้นรับเหมาอิงงานประมูลรัฐ ชอบ CK, STEC, UNIQ, SEAFCO

*** แนะเก็งกำไรหุ้นเข้า-ออกดัชนี SET50 และ SET100
    บล.บัวหลวง คาดหุ้นเข้า SET50 รอบใหม่ ได้แก่  BJC -EA -MTLS- RATCH -SAWAD -TISCO- JAS ส่วนหุ้นออกคาดได้แก่ BA -BCP- PTG -THAI- TPIPL- WHA -PSH
    บล.เอเซียพลัส แนะเลือกลงทุนรายหุ้นที่เข้า/ออก SET50, SET100 เด่น BJC, RATCH และ GFPT ฝ่ายวิจัยฯ ได้ประเมินรายชื่อหุ้นที่มีโอกาสถูกนำเข้าและคัดออกจาก SET50, SET100 รอบ 2H60 โดยสรุปมีรายชื่อหุ้นดังนี้
    หุ้นที่มีโอกาสคัดเข้า-ออก SET50 ในรอบ 2H60 คือ 
    หุ้นที่คาดจะถูกคัดเข้า 7 บริษัท: BJC, EA, BPP, RATCH, MTLS, TISCO และ JAS 
    หุ้นที่คาดจะถูกคัดออก 7 บริษัท: PTG, THAI, BA, WHA, BCP, CK และ CENTEL
    หุ้นสำรองอาจถูกคัดเข้า 5 บริษัทแรก: CENTEL, SAWAD, CK, BCP และ WHA
    หุ้นทีมีโอกาสคัดเข้า-ออก SET100 ในรอบ 2H60 คือ 
    หุ้นที่คาดว่าจะถูกคัดเลือกเข้ามี 14 บริษัท: BJC, EA, BPP, RATCH, JAS, ESSO, GL, TICON, BCPG, KSL, WORK, STA, MEGA และ GFPT
    หุ้นที่คาดว่าจะถูกคัดออกมี 14 บริษัท: IFEC, KAMART, TTW, SCN, RS, TTCL, SGP, THANI, ICHI, COM7, SAMART, STPI, LPN และ TTA
    หุ้นสำรองอาจจะถูกคัดเข้า 5 บริษัทแรก: TTA, LPN, ANAN, MC และ PSL
    สิ่งที่ควรรู้ในการตัดสินใจลงทุนในหุ้นเหล่านี้คือ (1) หุ้นที่ถูกคัดเข้า-ออก SET50 และ SET100 ดังกล่าว เรียงลำดับรายชื่อหุ้นตามโอกาสที่จะถูกคัดเข้า–ออก จากมากไปหาน้อย (2) รายชื่อหุ้นดังกล่าวยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด เนื่องจากผลลัพธ์สุดท้ายขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของตลาดฯ เป็นสำคัญ
    กลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่เข้าออก SET50 จากการศึกษาวิเคราะห์เชิงปริมาณ โดยใช้ข้อมูลตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน พบว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุด  คือ ควรซื้อก่อนเข้าคำนวณจริง ราว 1 เดือน  และขายทำกำไรในวันเข้าคำนวณ  ได้รับผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย 6.3% ด้วยความเป็นไปได้ถึงกว่า 75%  
    ขณะที่กลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่เข้า SET100 เนื่องจากให้ผลตอบแทนน้อยกว่า SET50 คือราว 1.4% ด้วยความน่าจะเป็นราว 54% แต่ยังพอที่จะเก็งกำไรได้ โดยแนะนำให้ซื้อก่อนวันเข้าคำนวณราว 1 สัปดาห์ และขายในวันที่เข้าคำนวณ 
      กลยุทธ์ให้เน้นเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง  อย่าง BJC(FV@B50) และ RATCH(FV@B65) เพราะมี Market Cap ขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 16 และ 37 ของหุ้นที่ถูกเข้าคำนวณ จึงคาดว่าจะเป็นเป้าหมายการลงทุนนักลงทุนสถาบัน และยังมีหุ้นที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่ง คือ GFPT (FV@B21) ซึ่งมีโอกาสเข้าคำนวณใน SET100 และแนวโน้มอุตสาหกรรมไก่ไทยเข้าสู่ช่วง high season ใน Q2/60 จากช่องทางระบายไก่ที่มากขึ้นจากตลาดสดไก่แช่แข็งส่งไปญี่ปุ่นและมาเลเซียในปี 2560

*** คาดไม่ผ่าน 1,570 จุด เหตุไม่มีเงินใหม่ไหลเข้าตลาด
    บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดขาดเม็ดเงินใหม่ๆ  New Money ทำให้ไม่มีกำลังมากพอที่จะข้ามผ่าน 1,570 จุดได้ SET จึงอยู่ในสภาพขาดเม็ดเงินใหม่ๆ ( New Money) ขับเคลื่อนชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับที่ KS Research นำเสนอมาโดยตลอด ตลาดถูกหล่อเลี้ยงจากเงินลงลงทุนหมุนเวียนในประเทศเท่านั้น และด้วยเงินลงทุนในประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัดจึงทำให้ SET ไม่สามารถที่จะปรับเพิ่มขึ้นไปได้ไกลมากกว่าเป้าหมายสิ้นปี 2560 ที่วางเอาไว้ 1,570 จุด แม้จะมีบางช่วงเวลาที่ขึ้นไปเกิน แต่ก็ไม่สามารถยืนอยู่ได้นาน สุดท้ายก็ต้องกลับมาวนเวียนอยู่ใต้เป้าหมายดังกล่าวอย่างที่ได้เห็นใน 5 เดือนที่ผ่านมา 
     มองการเคลื่อนไหวของ SET ในเดือน มิ.ย.60 แม้จะไม่มีปัจจัยลบมากดดันหนัก แต่ก็ไม่ได้มีประเด็นบวกแรงๆที่จะมาขับเคลื่อนตลาดได้ เงินบาทอาจยังอยู่ในระดับแข็งค่าที่สุดในรอบ 2 ปีแถว 34 บาทต่อดอลลาร์ นักลงทุนต่างประเทศเข้าซื้อสุทธิแค่ในตราสารหนี้ (ตั้งแต่ต้นปีขนเงินเข้ามา 1.42 แสนล้านบาท) ส่วนตลาดทุน (SET) ตั้งแต่ต้นปี หากไม่นับรายการ Big Lot ที่สำคัญ ต่างชาติขายสุทธิ 2 พันล้านบาท 
    ทั้งนี้ ตลาดถูกหล่อเลี้ยงจากเงินลงลงทุนหมุนเวียนในประเทศเท่านั้น และด้วยเงินลงทุนในประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัดจึงทำให้ SET ไม่สามารถที่จะปรับเพิ่มขึ้นไปได้ไกลมากกว่าเป้าหมายสิ้นปี 2560 ที่วางเอาไว้ 1,570 จุด แม้จะมีบางช่วงเวลาที่ขึ้นไปเกิน แต่ก็ไม่สามารถยืนอยู่ได้นาน สุดท้ายก็ต้องกลับมาวนเวียนอยู่ใต้เป้าหมายดังกล่าวอย่างที่ได้เห็นใน 5 เดือนที่ผ่านมา
 
*** หุ้นบิ๊กแค็ปให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นขนาดกลาง-เล็ก 
             ภายใต้สภาวะข้างต้น กลุ่มหุ้น Big cap ยังคงเป็นกลุ่มที่สามารถ Outperform ตลาด ซึ่งจะเห็นได้จากต้นปี SET50 สามารถให้ผลตอบแทนเป็นบวก 2.38% มากกว่า SET ที่ให้ผลตอบแทน 1.31% (กลุ่ม Non SET50 ให้ผลตอบแทน 1.83%) และที่ชัดมากๆ คือมากกว่า MAI ที่ให้ผลตอบแทนติดลบ 7.6% ที่น่าสังเกตุคือมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยปี 2560 ของ SET50 จะอยู่ที่ 2.54 หมื่นล้านบาทต่อวัน ลดลงจากปี 2559 ที่ 3.10 หมื่นล้านบาทต่อวัน แต่มูลค่าการซื้อขายของกลุ่มหุ้น Non SET50 เฉลี่ยปี 2560 อยู่ที่ 1.90 หมื่นล้านบาทต่อวันใกล้เคียงปี 2559 ที่ 2.0 หมื่นล้านบาทต่อวัน เช่นเดียวกับ MAI มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ 2.38 พันล้านบาทต่อวันมากกว่าปีที่แล้วที่ 2.28 พันล้านบาทต่อวัน 
              ภาพที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่ในประเทศเน้นไปที่การซื้อขายหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ขณะที่แนวโน้มของผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มกลาง-เล็กส่วนใหญ่ได้ออกมาน่าผิดหวัง จึงทำให้แต่ผลตอบแทนกลุ่มหุ้นดังกล่าวออกมาแย่กว่าหุ้นขนาดใหญ่ นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดจึงได้รับผลตอบแทนที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก
              กลยุทธ์ที่เหมาะสมภายใต้สภาวะตลาดขาด New money ยังคงต้องเน้นไปที่กลุ่มหุ้น Big Cap ที่สามารถ outperform ตลาดได้ โดยยังคงเลือกกลุ่มธนาคารฯ SCB KTB พลังงานและปิโตรเคมี PTT PTTEP IVL เป็น Top Pick 
     
*** SET ปิดที่ 1,567.60 จุด เพิ่มขึ้น 4.49 จุด หรือ 0.29% 
    วันศุกร์ที่ผ่านมา (2 มิ.ย.60) ดัชนีหุ้นไทยปิดทำการที่ระดับ 1,567.60 จุด เพิ่มขึ้น 4.49 จุด หรือ 0.29% มูลค่าการซื้อขาย 36,052 ล้านบาท
     หลักทรัพย์ที่ดันดัชนีมากที่สุด 5 อันดับแรก
               1.AOT ปิดที่ระดับ 44.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นมีผลต่อดัชนี 0.721 จุด
               2.SCC ปิดที่ระดับ 524.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นมีผลต่อดัชนี 0.4845 จุด
               3.TOP ปิดที่ระดับ 77.75 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นมีผลต่อดัชนี 0.4118 จุด
               4.CBG ปิดที่ระดับ 74.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นมีผลต่อดัชนี 0.3533 จุด
               5.ADVANC ปิดที่ระดับ 174.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นมีผลต่อดัชนี 0.3001 จุด

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด