ข่าวนี้ที่ 1

| 2 กุมภาพันธ์ 2560 | 17:05

IRPC ทุ่มหมื่นลบ.ดันกำลังผลิต"โพลิโพรพิลีน"สูงสุดในประเทศ

"ไออาร์พีซี"ทุ่มงบ 1 หมื่นลบ.ลงทุนเพิ่มกำลังผลิตปีนี้แตะ 7.7 แสนตันต่อปี ขึ้นแท่นผู้ผลิตโพลิโพรพิลีนสูงสุดของประเทศ และอันดับ 2 ของอาเซียน  คาดรายได้-GIM ปี 60 ใกล้เคียงปี 59 หวังโครงการ Everest ช่วยสร้าง EBITDA ปีนี้ 200 ล้านเหรียญ ดันทั้งปีแตะระดับ 1.8 หมื่นล้านบาท โบรกฯฟันธงแนะนำซื้อ พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 6 บาท หลังแนวโน้มความสามารถทำกำไรดีขึ้น อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงกว่า 4%

***IRPCทุ่ม 1 หมื่นลบ.เพิ่มกำลังการผลิตรวมแตะ 7.7 แสนตันต่อปี 
     นางรัชดาภรณ์ ราชเทวินทร์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายบัญชีและการเงิน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)หรือ IRPC กล่าวว่า บริษัทคาดรายได้ และกำไรขั้นต้นจากการกลั่นตามราคาตลาด (Market GIM) ปี 2560 ใกล้เคียงปีก่อน ขณะที่ช่วง 9 เดือนแรก 59 บริษัทมีรายได้ 1.33 แสนล้านบาท ขณะที่ Market GIM อยู่ที่ 13.20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล 
    ในเดือนกุมภาพันธ์ นี้จะปิดซ่อมโรงกลั่น เป็นเวลา 30 วัน ทำให้กำลังการผลิตอาจไม่เติบโต โดยจะอยู่ระดับใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 1.8 แสนบาร์เรล โดยคาดว่าราคาน้ำมันปีนี้อยู่ที่ 55-60 เหรียญสหรัฐ จากปีก่อนที่ประมาณ 50.9 เหรียญต่อบาร์เรล หลังจากกลุ่มโอเปคและนอกโอเปคตกลงจะลดกำลังการผลิตลง
    ในปีนี้บริษัทคาดใช้เงินลงทุน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อลงทุนโครงการต่อเนื่องจากปีก่อน เช่น โครงการผลิตโพลิโพรพิลีน (PP) ที่จะเสร็จในไตรมาส 3/60 ทำให้กำลังการผลิตเพิ่ม 3.21 แสนตันต่อปี หรือ 71.4% ทำให้ปีนี้จะมีกำลังผลิตรวมอยู่ที่ 7.7 แสนตันต่อปี ถือเป็นบริษัทที่ผลิต PP สูงสุดในประเทศ และ อันดับ 2 ในอาเซียน ฯลฯ 
    นอกจากนี้จะใช้เงินเพื่อการปรับปรุงสิทธิภาพกำลังผลิต และอยู่ระหว่างศึกษาการผลิตพาราไซลีน และผลิตภัณฑ์ดูดซับความชื้นที่ศึกษาร่วมกับ บริษัท ปตท จำกัด (มหาชน) แต่คาดว่าจะยังไม่เห็นการลงทุนใหญ่ๆในช่วง 2-3 ปีนี้ เพราะยังต้องใช้เวลาศึกษาพอสมควร
    บริษัทคาดโครงการ Everest จะสร้าง EBITDA ปีนี้ ที่ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ปีนี้คาด EBITDA อยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท จะเป็นไปตามเป้าหมาย จากโครงการ UHV เดินเครื่องเต็มปี และโรงาน PP แล้วเสร็จในไตรมาส 3/60
    
***4 แบงก์ร่วมปล่อยกู้ IRPC รวม 1.5 หมื่นลบ. นำไปชำระคืนเงินกู้ กดต้นทุนดอกเบี้ยเหลือ 3% 
    บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)หรือ IRPC ได้เซ็นสัญญากู้เงินจากสถาบันการเงิน 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ BAY ธนาคารออมสิน ธนาคารทหารไทย หรือTMB และธนาคารซีไอเอ็มบีไทย หรือ CIMBT วงเงินรวม 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาชำระคืนเงินกู้ และเงินกู้ที่จะครบกำหนดในปีนี้ จำนวน 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทลดลงเหลือ 3 % จากเดิมอยู่ที่ 4%

***โบรกฯแนะซื้อให้ราคาเป้าหมายที่ 6 บาท 
    บล.ฟิลลิป ออกบทวิเคราะห์ให้คำแนะนำซื้อ หุ้นIRPC โดยคาดการณ์กำไรไตรมาส 4/59 เพิ่มขึ้น 38% จากไตรมาสก่อนหน้า มาที่ 1.8 พันล้านบาท เนื่องจากการเติบโตของธุรกิจปิโตรเลียม ช่วยชดเชยการอ่อนตัวของธุรกิจปิโตรเคมี โดยธุรกิจปิโตรเลียมในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ได้ส่วนช่วยจาก การเดินเครื่องมากขึ้นของธุรกิจโรงกลั่น เพิ่มขึ้นเทียบกับ 176KBD (พันบาร์เรลต่อวัน) ในไตรมาส 3/59 ค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้น จากสเปรดดีเซล(Gasoil-Dubai) และน้ำมันเบนซิน(ULG95-Dubai) ที่สูงขึ้นจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นตามปัจจัยทางฤดูกาลและโรงกลั่นบางแห่งหยุดซ่อมบำรุง
    รวมถึงกำไรจากสต๊อกน้ำมัน หลังระดับราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นจากการบรรลุขึ้นตกลงลดการผลิตของกลุ่ม OPEC  โดยรวมคาดช่วยชดเชยธุรกิจปิโตรเคมีที่ได้รับผลกระทบจากสเปรดปิโตรเคมีที่อ่อนตัวลงจากระดับราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น หากผลดำเนินงาน ไตรมาส4/59  ออกมาใกล้เคียงกับที่ประมาณไว้จะทำให้กำไรของปี 59 เพิ่มขึ้น 5%  มาที่ 9.8 พันล้านบาท 
    แม้แนวโน้มการใช้กำลังการผลิตของพลาสติก  PE (Polyethylene) และ PP(Polypropylene)  ในตลาดโลกต่ำลงเทียบกับปีก่อนหน้าจากกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้น แต่ทว่าระดับราคาในช่วงครึ่งปีแรกยังได้ส่วนสนับสนุนจากการกลับมาเพิ่มระดับสินค้าคงคลังหลังจากช่วงหยุดตรุษจีน รวมทั้งแผนหยุดซ่อมบำรุงโรงงานในแถบเอเชีย(มาเลเซีย อินเดีย อินโดนีเซีย และไทย) และ ตะวันออกกลาง(ซาอุดิอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) คาดจะช่วยผลักดันระดับราคาเม็ดพลาสติก HDPE และ PP ในช่วงครึ่งปีแรกให้สูงขึ้นเทียบกับในช่วงปลายปีที่ผ่านมาที่ระดับ 1,133 และ 1,096 เหรียญต่อตันตามลำดับ มองระดับราคาเม็ดพลาสติกจะเป็นหนึ่งในส่วนช่วยหลักให้ผลดำเนินงานในช่วง ไตรมาส 2/60  ฟื้นตัวกลับมาจากในช่วง ไตรมาส1/60  ที่คาดผลดำเนินงานจะถูกกดดันอย่างหนักจากวอลุมขายที่ต่ำลงหลังมีแผนหยุดซ่อมบำรุงช่วงเดือนก.พ.-มี.ค.60 จำนวนถึง 30 วัน  

***กำไรไตรมาส 1/60 ถูกกดดันจากแผนshutdown
    บล.เอเซียพลัส ระบุว่า  IRPC รับอานิสงส์จาก UHV เต็มที่ในปี 2560 หนุน GIM เพิ่มขึ้นอีก 1.5-2 เหรียญฯต่อบาร์เรล ถือเป็นการยกระดับกำไรสู่ฐานใหม่ในระยะยาว รวมถึงยังมีโครงการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพธุรกิจคอยต่อยอดกำไร พร้อมทั้งให้ Div Yield ในเกณฑ์ดีกว่า 4% ต่อปี คงคำแนะนำซื้อ
    ทั้งนี้ คาดกำไรไตรมาส 4/59 อยู่ที่ 1.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.9% จากไตรมาสก่อนหน้า หลักๆเป็นผลมาจาก Market GIM (Gross Integrated Margin) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 12.0%qoq มาอยู่เกือบ 14 เหรียญฯต่อบาร์เรล หนุนโดย spread น้ำมันสำเร็จรูป ที่เพิ่มขึ้นจากการเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูกาลฤดูหนาว นอกจากนี้ยังได้รับปัจจัยหนุนจากการบันทึกกำไรจากสต๊อกน้ำมันตามราคาปิดน้ำมันสิ้นงวดไตรมาส 4/59  ที่ขึ้นไปอยู่เหนือ 50 เหรียญฯต่อบาร์เรล แต่ทั้งนี้คาดจะถูกหักล้างจากการบันทึกขาดทุน hedging และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนตามค่าเงินบาทที่อ่อนค่า โดยรวมส่งผลให้แนวโน้มกำไรสุทธิทั้งปี 2559 จะอยู่ที่ 9.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9%
    แนวโน้มกำไรไตรมาส 1/60 อาจถูกกดดันอีกครั้งจากแผน shutdown ราว 1 เดือน  ในเดือน ก.พ.นี้  ซึ่งจะกดดันให้อัตราเดินเครื่องผลิตของทั้งปี 2560 อยู่เพียง 1.8 แสนบาร์เรลต่อวัน แต่ทั้งนี้คาดหลังจาก shutdown แล้วเสร็จโรงกลั่นจะกลับมาเดินเครื่องด้วย UHV เต็มกำลัง
    อย่างไรก็ตาม IRPC ได้ยกระดับตัวเองเป็นโรงกลั่นแบบ Complex เต็มตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ช่วงปลายปี 2559 ด้วย NCI (Nelson Complexity Index) ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 8.6 จากเดิม 6.6 ซึ่งสามารถทัดเทียมได้กับโรงกลั่นชั้นนำในภูมิภาค หลังจากโครงการ UHV แล้วเสร็จ ซึ่งจะเห็นผลบวกของ UHV เต็มที่ในปี 2560 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะต่อยอดกำไรจากโครงการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์โพรพิลีน และยังเดินหน้ากลยุทธ์ปรับปรุงประสิทธิภาพธุรกิจใหม่ Everest  ที่จะต่อยอดการเติบโตของ IRPC ระยะยาว
    ดังนั้น แนะนำซื้อ ด้วยมูลค่าพื้นฐานสิ้นปี 2560 เท่ากับ 6.50 บาทต่อหุ้น จากทิศทางกำไรปกติที่จะทยอยดีขึ้นในรายปีจากนี้ไป รวมถึง DivYield ที่อยู่ในระดับสูงกว่า 4%

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด