ข่าวนี้ที่ 1

| 1 ธันวาคม 2560 | 17:05

กูรูคาด SET ธ.ค.นี้แตะ 1,750 จุด รับ LTF- RMF ล็อตสุดท้าย

      กูรูประเมิน SET เดือนธ.ค.จะขยับในกรอบ  1,680-1,750 จุด ชี้ปัจจัยนอก ภาษีสหรัฐฯ - ดบ.เฟด ยังป่วนตลาด แต่ในประเทศยังสดใส หลังจีดีพีQ3/60 - ทั้งปีส่อแววดีเกินคาด เม็ดเงิน LTF/RMF ล็อตสุดท้ายช่วยหนุน พร้อมเปิดโผหุ้นน่าลงทุนช่วงสุดท้ายของปี  ทั้งกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก LTF  - ปันผลเด่น - กลุ่มที่เตรียมเข้า SET50 - SET100 และกลุ่มท่องเที่ยวที่รับไฮซีซั่น        

*** มอง SET ธ.ค.นี้ ขยับ 1,680 – 1,750 จุด  
    นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด คาดการณ์แนวโน้ม SET Index ในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าดัชนีจะแกว่งตัวในกรอบ 1,680 – 1,750 จุด โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะความคืบหน้าของมาตรการปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ   ตราบใดที่ยังคงติดขัดเช่นนี้ คาดว่าจะเป็นปัจจัยกดดันเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในระยะสั้น แต่จะเป็นผลบวกต่อตลาดหุ้นและสกุลเงินของประเทศเกิดใหม่ นอกจากนั้นต้องติดตามการเจรจาต่อรองปรับขึ้นเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐฯในช่วงกลางเดือนธันวาคม ซึ่งอาจต้องแลกด้วยการปรับลดการใช้จ่ายภาครัฐลงอีกในอนาคต หากการเจรจามีความยุ่งเหยิง จะเป็นปัจจัยกดดันต่อเนื่องต่อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้เช่นกัน  
    ขณะที่การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันที่ 12-13 ธันวาคมนี้ คาดว่า Fed  จะมีมติขึ้นดอกเบี้ยนโยบาจาก 1.00-1.25% เป็น 1.25-1.50% แต่เป็นสิ่งที่ตลาดคาดการณ์อยู่แล้ว ส่วนตัวเลขภาคการผลิตทั่วโลก ซึ่งหากเริ่มชะลอลงจะเป็นปัจจัยกดดันระยะสั้นต่อ ราคาโลหะอุตสาหกรรม ราคาหุ้นกลุ่มวัฏจักร และ ดัชนีค่าระวางเรือ 
    ส่วนปัจจัยในประเทศ ต้องติดตามการปรับเพิ่มประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจของไทย ภายหลังจากที่ GDP ไตรมาส 3/60 ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด รวมถึงการปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยจากสำนักวิจัยต่างชาติ รวมถึงการปรับเพิ่มคำแนะนำในหุ้นกลุ่มสถาบันการเงินและค้าปลีก ขณะที่แรงซื้อสุทธิของนักลงทุนสถาบันในประเทศที่คาดว่าจะเข้ามาอีกประมาณ 20,000 ล้านบาทในช่วงที่เหลือของปีนี้ จากเม็ดเงิน LTF/RMF เป็นสำคัญ น่าจะเป็นปัจจัยช่วยประคับประคองตลาดได้เป็นอย่างดี 

*** เปิดโผ 4 หุ้นเด่นน่าลงทุนในเดือนนี้       
    นายณัฐชาต เปิดเผยว่า กลยุทธ์การลงทุนในช่วงเวลาที่เหลือของเดือนธันวาคมปี 2560 มีหุ้นที่น่าลงทุน 4 ตัว ดังนี้ 
     QH: มองการปรับตัวลงเป็นโอกาสในการ “ทยอยสะสม” ที่ราคาเป้าหมาย 3.50 บาทเนื่องจากบริษัทเน้นโครงการทาวน์โฮมที่มี ความต้องการจริง (Real demand) อยู่มาก  การปรับปรุงรูปลักษณ์โครงการที่ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆมากขึ้น รวมถึง  Margin มีแนวโน้มสูงขึ้นภายหลังบริษัทมีการปรับลดค่าใช้จ่าย SG&A ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมูลค่ารวมของบริษัทที่ลงทุนมีมากกว่ามูลค่า หลักทรัพย์ตามราคาตลาด ( Market cap) ของ QH รวมถึง อัตราส่วนราคา QH/HMPRO ณ ขณะนี้อยู่ในระดับต่ำสุดเกือบประวัติการณ์  ส่วนมีอัตราเงินปันผลคาดการณ์ (Expected dividend yield) ที่น่าสนใจกว่า 5% 
     BCP: แนะ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 61 บาท โดยว่าราคาหุ้นปัจจุบันสะท้อนผลประกอบการไตรมาส 4 ที่อาจอ่อนตัวลงไปบ้างแล้ว  คาดอัตราการกลั่นเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในไตรมาส 4 หลังเหตุขัดข้องที่หน่วยแตกโมเลกุลด้วยไฮโดรเจนน่าจะถูกแก้ไขได้ ขณะที่ค่าการกลั่นเริ่มยืนได้ที่ระดับ 7 เหรียญฯต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นเรื่องดีในสภาวะที่ราคาน้ำมันดิบยังคงปรับตัวขึ้น  พร้อมประเมิน Downside ของหุ้นที่ราคา 35 บาท อิงวิธี Liquidation value (Total Liquids asset – TL) ด้าน Market cap / EBITDA ของธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจการตลาดอยู่เพียงแค่ 3 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 5 เท่า นอกจากนี้บริษัทมีอัตราส่วน Price-to-Cash flow ต่ำสุดในกลุ่ม และ Dividend yield อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่ 4-5% 
       WHAUP: แนะนำ "ซื้อ" ที่ราคาเป้าหมาย 9 บาท โดยคาดแรงขายหุ้นในกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าเริ่มใกล้สิ้นสุด หลังผ่านพ้นวันสุดท้ายของการจองซื้อหุ้นสามัญ GULF และมีโอกาสได้ Sentiment เชิงบวกกลับมาหลังหุ้น GULF เตรียมเข้าเทรดในวันที่ 6 ธันวาคมนี้ และ ถูกคัดเลือกเข้าสู่ดัชนี MSCI Small Cap คาดว่าจะทำให้อยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนสถาบันต่างชาติมากขึ้น นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากโครงการ EEC  ล่าสุดปรับประมาณการในส่วนของ Equity Income เพิ่มขึ้น ภายหลังจากที่โรงไฟฟ้าต่างๆสามารถ COD ได้อย่างเต็มที่ตามแผน  และแนวโน้มไตรมาส 4 คาดว่ากำไรจะปรับตัวดีขึ้นจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้า SPP ที่เพิ่มขึ้น 
        PRM: แนะ "ซื้อ" ที่ราคาเป้าหมาย 16.20 บาท มองจราคาหุ้นปรับตัวลงมาสะท้อนผลประกอบการไตรมาส 3 ที่อ่อนแอไปแล้ว  ขณะที่ แรงกดดันในธุรกิจกลุ่มเรือ Aframax จากต้นทุนพลังงานที่ผันผวน มีแนวโน้มว่าจะบรรเทาลงในช่วงถัดไป เนื่องจากล่าสุดบริษัทได้ทำสัญญาแบบ Time Charter ซึ่งเป็นสัญญาที่ลูกค้าผู้เช่าเรือจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้แทน 
ขณะที่ไตรมาส 4 คาดกำไรฟื้นตัว จาก High season ของการขนส่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ของไทย ซึ่งมีอัตราการเติบโตของเที่ยวบินในระดับสูง
    
*** เชียร์หุ้นได้ประโยชน์จาก LTF - ปันผลเด่น 
        บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส  ทั้งนี้ Theme การลงทุนช่วงธ.ค.เป็น 1. LTF Play – แนะซื้อสะสมหุ้น Big Cap ที่ได้ประโยชน์จาก LTF โค้งสุดท้ายปีนี้ ซึ่งหุ้น Big Cap ใน DBSV Coverage ที่แนะนำซื้อ คือ  AOT, BEM, BBL, KBANK, TMB, HMPRO, IVL, PTTGC, LH, MINT, MTLS และ 2. High Dividend Yield Play - เพราะอีกประมาณ 4 เดือนก็จะได้ปันผลสำหรับผลประกอบการปี 60 แล้ว หุ้นปันผลเด่นของเรา เป็น KKP, KTB, LH, SENA, LALIN, DIF, TMT เป็นต้น

*** บล.ฟินันเซียไซรัส แนะจับตาหุ้นเตรียมเข้า SET50 - SET100 
       บล.ฟินันเซียไซรัส  มุมมองตลาดเดือน ธ.ค. แม้ปัจจัยต่างประเทศจะมากมายทั้งการปฏิรูปภาษี การเจรจางบประมาณรายจ่ายของสหรัฐ การขึ้นดอกเบี้ยและลดขนาดงบดุลของเฟด ซึ่งกระจุกอยู่ในช่วงครึ่งเดือนแรก จะกดดัน SET ให้แกว่งออกข้าง แต่ด้วยพื้นฐานเศรษฐกิจและผลประกอบการของบจ.ที่ฟื้นชัดเจน ประกอบกับปลายปีเป็นฤดูการจับจ่ายใช้สอย และการซื้อ LTF-RMF เราเชื่อว่าดัชนีจะปรับขึ้นได้เหมือนสถิติที่เกิดขึ้นในอดีต การอ่อนตัวจึงเป็นโอกาสในการซื้อโดยคาดหวังดัชนี 1,730 จุด +/- สิ้นปี หุ้นเดือนนี้เราแนะนำ BBL, CMO, EPG, MINT, ROBINS                             คาดหุ้นที่จะเข้า SET100 และ SET50 สำหรับรอบถัดไป ม.ค.-มิ.ย. 18 คาดว่าจะประกาศกลาง ธ.ค. 17 หุ้นที่คาดถูกนำเข้า SET50 คือ CENTEL SAWAD TPIPP และหุ้นที่คาดถูกนำออกคือ TPIPL KCE PSH ส่วน SET100 หุ้นที่คาดถูกนำเข้าคือ JAS ESSO HANA ORI TPIPP และหุ้นที่คาดถูกนำออกคือ LHBANK, PLANB, S, THANI, TTA หากอิงตามข้อมูลสถิติ หุ้นที่ถูกนำเข้า SET50 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5.5% ใน 15 วันทำการก่อนประกาศ ส่วนหุ้นที่ถูกนำเข้า SET100 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.7%  

*** บล.กรุงศรีชี้ หุ้นท่องเที่ยวยัง Outperform
     บล.กรุงศรี  เปิดเผยว่า เดือน พ.ย. หุ้นในพอรต์การลงทุนทั้งหมด 5 หลักทรัพย์ให้ผลตอบแทนรวม 2.6% ชนะตลาดที่ให้ผลตอบแทนติดลบ 1.4% โดย AMATA ให้ผลตอบแทนมากที่สุด 16% ตามด้วย IVL และ MINT ให้ผลตอบแทน 6.5% และ 0.6% ตามลำดับ ส่วน COL ทรงตัว แต่ IHL ให้ผลตอบแทนน่าผิดหวัง ติดลบ 9.9% 
    ส่วนมุมมองเดือน ธ.ค. คาด SET Index จะยังพักตัวเพื่อสร้างฐาน ในกรอบ 1,650-1,750 จุด เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจจะกดดันให้ Fund flow ต่างชาติไหลออก แต่คาดดัชนีจะไม่ลดลงแรงเนื่องจากจะมีเม็ดเงินลงทุนจากกองทุน LTF และ RMF มาช่วยประคอง กลุ่มท่องเที่ยวจะยัง Outperform ตลาดเนื่องจากเป็น High season ของธุรกิจ กลยุทธ์การลงทุนเรายังเน้น Selective buy เน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว อาทิ กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มที่ผลประกอบการไตรมาส 4/17 เติบโตดี และดีต่อเนื่องในปีหน้า โดย Top Pick เดือน ธ.ค. เลือก MINT IVL COL และ IHL ไว้ตามเดิมแต่ถอด AMATA ที่ Upside จำกัดออก แล้วแทนด้วย ORI ที่ผลประกอบการยังดีและราคาหุ้นได้พักตัวมาแล้ว  

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด