ข่าวนี้ที่ 1

| 1 มิถุนายน 2560 | 17:05

BTSเซ็นรถไฟฟ้าสีชมพู-เหลือง กลางเดือนนี้ หวังผลตอบแทน 10%

    "บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์"เตรียมเซ็นสัญญาโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลือง 16 มิ.ย.นี้ คาดมีผู้ใช้บริการในปีแรก สายละ 1.2 แสนคนต่อวัน เบื้องต้นคิดค่าโดยสาร 14-42 บาท/เที่ยว คาดการณ์อัตราผลตอบแทน(IRR) เฉลี่ยอยู่ที่ 8% แต่ก็คาดหวังจะทำให้ได้ถึง 10% ด้านผู้บริหาร STEC เผยเริ่มก่อสร้างได้ภายในปีนี้ หลังเริ่มออกแบบเสาเข็มแล้ว ด้านส่วนต่อขยายเส้นทางชมพู-เหลือง ที่กลุ่ม BSR ลงทุนเอง คาดได้ข้อสรุปจากรัฐบาลภายใน 1 ปีครึ่ง เพราะต้องใช้เวลาจัดทำ EIA 

*** BTS เซ็นสัญญารถไฟฟ้าสายสีชมพู-เหลือง 16 มิ.ย.นี้    

    นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จากัด ( มหาชน ) BTS ให้สัมภาษณ์ว่า กลุ่มกิจการร่วมค้า (BSR JV) เตรียมเซ็นสัญญาโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู (ช่วงแคราย-มีนบุรี) และสายสีเหลือง (ช่วงลาดพร้าว-สำโรง) ภายใน 16 มิ.ย.นี้ ซึ่งจะมีการเซ็นสัญญาสัมปทาน และด้านการเงิน รวมถึงซัพพลายเออร์ โดยโครงการนี้กลุ่ม BSR ต้องใช้เงินลงทุน 28,000 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการรวม 2 สาย ที่ 100,000 ล้านบาท เบื้องต้นมีความพร้อมด้านการเงินในทุกบริษัท ทั้งนี้ โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลือง เบื้องต้นคาดการณ์อัตราผลตอบแทน (IRR) เฉลี่ยอยู่ที่ 8% แต่บริษัทคาดหวังจะทำให้ได้ถึง 10%
    ส่วนงบประมาณการซื้อตู้รถไฟโมโนเรลอยู่ที่ 50,000 ล้านบาท จำนวน 288 ตู้ แบ่งเป็นสายสีเหลือง 120 ตู้ และสายสีชมพู 168 ตู้ โดยใช้รถวิ่งขบวนละ 4 ตู้ ซึ่งเบื้องต้นค่าโดยสารที่ระบุไว้ใน TOR คือ 14-42 บาท ซึ่งต้องรอประเมินอัตราราคาอีกครั้งหลังเริ่มเปิดใช้บริการ โดยอ้างอิงจากอัตราเงินเฟ้อ เบื้องต้นคาดว่าจะมีผู้ใช้บริการในปีแรก สายละ 120,000 คนต่อวัน และภายใน 3 ปี บริษัทคาดว่าจะมีการบริหารจัดการเดินรถไฟฟ้าครบ 141 กิโลเมตร จากปัจจุบันบริหารรถไฟฟ้าสายสีเขียว 67 กิโลเมตร ซึ่งในระยะต่อไปจะเพิ่มสายสีชมพู-เหลือง 64 กิโลเมตร ส่วนต่อขยายสายสีเขียวไปตลิ่งชัน 7 กิโลเมตร และโมโนเรลสายสีทอง 2.6 กิโลเมตร ซึ่งคาดว่าจะรองรับผู้โดยสายได้ถึง 2 ล้านคนต่อวัน ซึ่งหวังว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรภายในกรุงเทพฯได้เป็นอย่างดี
    ด้านข้อเสนอส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีชมพูเข้าศูนย์ประชุมอิมแพค เมืองทองธานี 2 สถานี ระยะทาง 2.8 กิโลเมตร และส่วนขยายรถไฟฟ้าสายสีเหลือง จุดสิ้นสุดแยกรัชดากับถนนลาดพร้าว เพื่อให้เชื่อมกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว ประมาณ 2.6 กิโลเมตร โดยกลุ่ม BSR จะเป็นผู้ออกเงินลงทุนเองมูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้มีการอนุมัติ แต่คาดว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนเพราะแนวทางดังกล่าวช่วยเอื้อประโยชน์ให้กับประชาชน ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 1 ปีครึ่ง เพราะภาครัฐต้องจัดทำรายงานด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) พื้นที่ดังกล่าวด้วย
    นอกจากนี้ บริษัทได้เข้าไปเจรจาลงทุนสัมปทานและการเดินรถไฟฟ้าในประเทศจีน 3 เมือง เพื่อเป็นการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้
    อนึ่ง กลุ่ม BSR ประกอบด้วย  BTS (ถือหุ้นใหญ่ 75%) บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC ถือหุ้น 15% และบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH ถือหุ้น 10%
    

**** กลุ่ม BSR สนใจลงทุนโครงการที่มีศักยภาพใน EEC
    

    กลุ่ม BSR มีความสนใจเข้าไปลงทุนในโครงการในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพราะเชื่อว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความจำเป็นด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการขนส่งอย่างมาก โดยกลุ่มร่วมค้ามีความเชี่ยวชาญด้านงานก่อสร้างและงานรถไฟฟ้าทั้งความเร็วสูงและรางคู่ แต่ต้องรอดูการสนับสนุนจากรัฐบาลในระยะต่อไป
    

***STEC คาดตอกเสาเข็มได้ปลายปี เริ่มออกแบบแล้ว
    

    นายภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC กล่าวว่า ภายในปีนี้คาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู-เหลืองได้ทันที ซึ่งขณะนี้ได้ออกแบบและคำนวณการรับน้ำหนักของรถไฟฟ้าในเบื้องต้นเพื่ออกแบบเสาเข็มแล้ว รวมถึงสำรวจพื้นที่แล้ว 100% โดยในกลุ่ม BSR บริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 15% ซึ่งมีความพร้อมด้านเงินลงทุนค่อนข้างมาก เพราะไม่มีหนี้สิน ดังนั้น จึงคาดว่าจะใช้เงินลงทุนหมุนเวียนในบริษัทเป็นการร่วมลงทุน และที่ผ่านมาจากการทำงานร่วมกันกับกลุ่ม BSR มีความพอใจเป็นอย่างมาก และยินดีจะเข้าร่วมลงทุนในโครงการอื่นๆในอนาคตด้วย
    ในปีนี้มั่นใจรายได้ 21,000-22,000 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 15-20% ปัจจุบันมียอดรอรับรู้รายได้(Backlog)กว่า 100,000 ล้านบาท คาดจะรับรู้ปีนี้ 20,000 ล้านบาท แม้โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู-เหลืองจะล่าช้าออกไป แต่คาดการณ์จะรับรู้รายได้ในปีนี้น้อยมาก จึงไม่มีผลกระทบต่อเป้าหมาย นอกจากนี้ มีแผนจะเข้าประมูลงานกว่า 30,000 ล้านบาท เป็นงานก่อสร้างอาคารของภาคเอกชน และงานรถไฟทางคู่ 10 สาย ซึ่งคาดหวังได้งานรถไฟทางคู่ 20-25%

**** โบรกฯแนะ"ซื้อ" ชี้สาย"ชมพู-เหลือง"หนุนรายได้ BTS เพิ่มงาน STEC
    

    นายเอกภาวิน สุนทราภิชาติ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า แนวโน้มพื้นฐานของ BTS มีความมั่นคงสูง โดยคาดการณ์กำไรสุทธิของ BTS งวดปี 60/61 จะโต 24% จากปีก่อน ส่วนใหญ่มาจากรายได้การเดินรถไฟฟ้า ตามการบริหารงานรถส่วนต่อขยายที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการได้รับงานรถไฟฟ้าสายสีชมพู-เหลือง จะช่วยผลักดันรายได้ในอนาคตด้วย ด้านธุรกิจอสังหาฯที่ร่วมกับ SIRI คาดว่าจะเริ่มทำกำไรได้ในปี 61
    ให้ราคาเป้าหมายที่ 11 บาท ซึ่งระยะสั้นสัญญาณทางเทคนิคมีโอกาสจะปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ 9.4-9.5 บาท จากพื้นฐานบริษัทที่อยู่ในทิศทางเชิงบวก
    ด้าน บล.บัวหลวง ระบุ การลงนามสัญญารถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองในมิ.ย.นี้ จะเป็นอัพไซต์ต่อประมาณการกำไรสำหรับ BTS น่าจะเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ อาจมีโอกาสในการปรับเพิ่มประมาณการกำไรในอนาคตของ BTS จากโครงการการร่วมทุนอสังหาริมทรัพย์
    นายดนัย ตุลยาพิศิษฐ์ชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป ประเทศไทย กล่าวว่า พื้นฐาน STEC ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีตามการรับรู้งานที่จะเพิ่มมากขึ้น และการเข้าประมูลงานใหม่ในปีนี้ ส่งผลให้รายได้จะเติบโต 20% ตามที่ผู้บริหารคาดการณ์ไว้ แต่ในส่วนของกำไรสุทธิคาดว่าจะปรับตัวลดลงจากปีก่อน เนื่องจากในปีก่อนมีการบันทึกกำไรพิเศษหนึ่งรายการ แต่หากไม่นับรวมยังถือว่ากำไรสุทธิของ STEC ยังมีการเติบโตต่อเนื่อง
    ด้านการลงทุนแนะนำ"ซื้อ"คงราคาเป้าหมายอยู่ที่ 30 บาท ราคาหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างโดยพฤติกรรมจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการประกาศประมูลงานโครงการต่างๆ ซึ่งระยะเวลาไม่สามารถระบุได้อย่างแน่นอน เพราะโครงการใหญ่ต้องขึ้นอยู่กับภาครัฐ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู-เหลือง เชื่อว่าตลาดตอบรับข่าวไปหมดแล้ว
    ขณะที่ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง  แนะ TRADING BUY หุ้น STEC ราคาเป้าหมายปี 61 ที่ 30 บาท กลุ่ม BSR JV ได้โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู-สายสีเหลือง ซึ่ง STEC ถือหุ้นประมาณ 15% จะรับรู้รายได้จากเงินปันผล  จะช่วยเพิ่มงานโยธาให้ STEC 35,514 ล้านบาท ทำให้ Backlog พุ่งขึ้นเป็น 1 แสนล้านบาท จะหนุนให้รายได้และกำไรในปี 2561-2562 เติบโตสูง   STEC มีฐานะการเงินแข็งแกร่งมีเงินสดและเงินลงทุนชั่วคราวสุทธิเท่ากับ 2.1 พันล้านบาท
     โดย STEC จะใช้เงินลงทุนประมาณ 4.5 พันล้านบาท ในระยะเวลา 3 ปี 3 เดือน  ซึ่งปัจจุบัน STEC มีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้น 2.1 พันล้านบาท  มีภาระหนี้เงินกู้เพียง 500 ล้านบาท  มี EBITDA ประมาณ 2 พันล้านบาท จึงไม่เป็นภาระมากนัก

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด