สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ข่าวนี้ที่ 1

| 29 มิถุนายน 2561 | 17:27

ครึ่งปีแรกหุ้นไทยดิ่งเฉียด 14% แนวโน้ม Q3 ยังอ่อนตัว ลุ้นฝรั่งกลับมาซื้อ

ครึ่งปีแรกหุ้นไทยดิ่งเฉียด 14% แนวโน้ม Q3 ยังอ่อนตัว ลุ้นฝรั่งกลับมาซื้อ

      SET ปิดครึ่งปีแรกหลุด 1,600 จุด ดิ่ง 257 จุด หรือเกือบ 14% จากต้นปี โบรกฯ ชี้ Q3/61 - ครึ่งปีหลัง ตลาดยังผันผวนไม่หยุด สงครามการค้ายังตามหลอน  พร้อมหั่นกำไรบจ.ปีนี้เหลือ 1.1 ล้านลบ. - เป้าหมายดัชนี 1,771 จุด แนะลงทุนหุ้นได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น - หุ้นที่ไม่อยู่ในเป้าหมายเทขายของกองทุน แต่ยังมีข่าวดี หลังสถิติชี้เดือน ก.ค.ต่างชาติมีโอกาสถึง 80% กลับมาซื้อหุ้นอีกครั้ง   

*** SET ปิดครึ่งปีแรกต่ำ 1,600 จุด - ต่างชาติขายรวม 1.8 แสนลบ.   
    ผู้สื่อข่าวรายงานตลาดหุ้นไทยวันที่ 29 มิถุนายน 2561 ว่าปิดที่ระดับ 1,595.58 จุด  ลดลง 3.96 จุด หรือ -0.25% มูลค่าการซื้อขาย 6.45 หมื่นล้านบาท  
    โดยตลอดครึ่งปี 2561 ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับลดลงจากจุดสูงสุดในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ 1,852.51 จุด จนถึงล่าสุด 256.93 จุด คิดเป็น 13.86%  โดยครึ่งปีแรก 2561 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในหุ้นไทยแล้ว 1.8 แสนล้านบาท       
 
*** สงครามการค้า - เฟดขึ้นดอกเบี้ย ตัวแปรสำคัญ   
    นางภรณี ทองเย็น รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยไตรมาส 3/2561 และช่วงครึ่งหลังของปี 2561  ยังผันผวน  จากสงครามการค้าโลกที่ขยายวงกว้าง  และส่งผลกระทบให้ราคาสินค้าที่แพงขึ้น ตามมาด้วยแรงกดดันเงินเฟ้อ และกระทบเศรษฐกิจโลกในท้ายที่สุด 
         ช่วงที่เหลือของปีนี้ กระแส Fund Flow ยังไหลออก เนื่องจากสหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด และนับตั้งแต่ต้นปี 2561 จนถึงปัจจุบัน ต่างชาติขายสุทธิหุ้นภูมิภาคเอเซียกว่า 1.93 หมื่นล้านเหรียญ โดยหุ้นไทยถูกขายมากสุดในกลุ่ม TIP (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์)  แต่เชื่อว่าจากนี้ไปแรงขายหุ้นภูมิภาคน่าจะจำกัด สะท้อนจากการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ ณ สิ้นเดือน พ.ค. 2561 อยู่ที่ 23.2% รวมกับการถือผ่าน NVDR อีก 7.01% เป็น 30.20% ถือว่าต่ำมาก เมื่อเทียบกับสูงสุดที่ 36.88% เมื่อสิ้นเดือน มี.ค.2555 สอดคล้องกับสถิติย้อนหลัง 10 ปี พบว่าไตรมาส 3 ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยเฉลี่ยเล็กน้อย 771 ล้านบาท โดยเป็นการซื้อสุทธิ 5 ใน 10 ปี 
 
*** หั่นกำไรบจ.ปีนี้เหลือ 1.1 ล้านลบ. - เป้าหมายดัชนี 1,771 จุด 
     นางภรณี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ภาพรวมกำไรสุทธิตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 2 ปี 2561 จะอ่อนตัวลงจากไตรมาสแรก แต่กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันและปิโตรเคมี อาจได้ประโยชน์จากการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน ทำให้มีกำไรจากสต็อกน้ำมัน ขณะที่ฝ่ายวิจัย ปรับลดคาดการณ์กำไรตลาดปี 2561 มาอยู่ที่ 1.10 ล้านล้านบาท คิดเป็น EPS 110.70 บาทต่อหุ้น จากประมาณการเดิมที่ 1.12 ล้านล้านบาท และ EPS 112.39 บาทต่อหุ้น
     ตลาดหุ้นไทยช่วงที่ผ่านมามีการปรับฐานเกิดขึ้น ทำให้ระดับ Expected P/E ลงมาอยู่ที่ราว 15 เท่า และมี upside ประมาณ 7% โดยอิง P/E 16 เท่า ทำให้ได้ SET Index เป้าหมายที่ 1,771 จุด ดังนั้น ฝ่ายวิจัยฯ จึงเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเป็น 40% ของพอร์ต จากเดิม 30% 
    โดยกลยุทธ์การลงทุนเน้น Domestic Play ใน 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มปลอดภาระหนี้ กลุ่มมีหนี้กับสถาบันการเงินน้อย กลุ่มมีภาระดอกเบี้ยจ่ายอัตราคงที่ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ที่จะได้ประโยชน์จากความคืบหน้าการลงทุนภาครัฐ และการลงทุนภาคเอกชน ที่มีสัญญาณดีขึ้น ขณะที่ให้หลีกเลี่ยงหุ้นที่อาจกระทบจากสงครามการค้า อย่างไรก็ตาม มองว่าช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นตอบรับความกังวลจากประเด็นสงครามการค้าไประดับหนึ่งแล้ว

*** เปิดโผ 9 หุ้น รอดแรงขายจากกองทุน  
    บล.เอเซียพลัส เปิดเผยอีกว่า หลังจากต่างชาติขายหุ้นไทยมาแล้วถึง 1.8 แสนล้านบาทในปีนี้ ส่งผลให้กองทุนเริ่มหันมาถือเงินสดมากขึ้น จากปกติถือครองเงินสดที่ระดับ 2-3% แต่ในปัจจุบันเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.4% (ข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นเดือน เม.ย. 61)
            สถานการณ์ดังกล่าวทำให้หุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาแรงจนมีค่า P/E สูง พร้อมกับกองทุนมีสถานะถือครองอยู่เยอะ แต่ตราบใดที่กำไรไม่เป็นไปตามคาด จะมีความเสี่ยงถูกขายทำกำไรสูง เช่น GPSC ปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปี 60 ถึงปัจจุบัน (ระยะเวลาเกือบ 1 ปีครึ่ง) กว่า 88.6%, ERW 47.8%, ASAP 47.1%, COM7 33.6%, M 28.6%และ BEAUTY 23.1% เป็นต้น ขณะที่ SET Index เพิ่มขึ้นมาเพียง 5.3% (ข้อมูลสิ้นสุด ณ วันที่ 26 มิ.ย. 61) และทั้ง 6 บริษัท ปัจจุบันมีสัดส่วนการถือครองจากกองทุนไทยสูงเกินกว่า 4%
              กลยุทธ์การลงทุนแนะนำสะสมหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง ที่กองทุนถือน้อยกว่า 3% และราคาปรับฐานลงมาแรงกว่า SET Index ในปีนี้ (ytd) คือ (MINT, KBANK, TCAP, SIRI, ANAN, JWD, EPG) และ (STEC, TPIPL)  แต่หุ้นก่อสร้างแนะสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว เนื่องจากระยะสั้นมีประเด็นงานก่อสร้างภาครัฐคงอาจจะล่าช้าออกไปอีก หลัง พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างให้ตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการลงทุนภาครัฐอีก 1 ขั้นตอน  

*** สถิติชี้ ต่างชาติจะกลับมาซื้อในเดือนก.ค. 
    บล.กสิกรเปิดเผยว่า  หลังจากที่นักลงทุนต่างประเทศเทขายอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเดือน พ.ค. - มิ.ย.61 ขายเฉลี่ยเดือนละ 5.16 หมื่นล้านบาทต่อเดือน ซึ่งทำให้การขาย 9 เดือนติดต่อกันสะสมรวมเป็น 2.18 แสนล้านบาท  ถือเป็นระดับที่รุนแรงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์  ทำให้ยังคงมีความเสี่ยงที่จะเห็นแรงขายของต่างชาคิกดดัน SET Index อย่างต่อเนื่อง
    เมื่อไปดูสถิติการซื้อขายรายเดือนของนักลงทุนตั้งแต่ปี 2552 - ปัจจุบัน จะพบว่า นักลงทุนต่างประเทศมักจะขายในเดือน พ.ค.-มิ.ย. ของทุกปีด้วยความน่าจะเป็นเกือบ 70% แต่ก็จะกลับมาซื้อสุทธิในเดือน ก.ค. ด้วยความน่าจะเป็น 80% เมื่อมองแบบเฉพาะเจาะจง จะพบว่าหากปีไหนมีการขายใน พ.ค. จะกลับมาซื้อ ก.ค. ด้วยความน่าจะเป็น 100%
      จากปริมาณการขายอันหนักหน่วงจนทำยอดสะสมตั้งแต่ปี 2552-ปัจจุบัน เป็นขายสุทธิถึง 3.3 แสนล้านบาท %Foreign Ownership ลงต่ำถึง 31% ใกล้ที่จะทำจุดต่ำสุดในรอบ 14 ปีเข้าไปทุกที หากปัจจัยลบจากต่างประเทศผ่อนคลายลง แม้ต่างชาติอาจไม่กลับเข้ามาซื้อตามสถิติ แต่อย่างน้อยก็น่าจะชะลอการขายลง    
 
*** ศก.ภายในแกร่ง ยังเป็นแรงพยุงหุ้น 
    นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้  เปิดเผยว่า เมื่อเทียบแรงขายของนักลงทุนต่างชาติในปีนี้กว่า 1.8 แสนล้านบาท กับ ดัชนีหุ้นไทยที่ลดลงจากจุดสูงสุดในเดือน ม.ค. ประมาณ 11% ถือว่าลงน้อยกว่ารอบอื่นๆ ที่นักลงทุนต่างชาติมีการขายในปริมาณใกล้เคียงกัน เช่น ในช่วงที่ตลาดกังวลต่อการยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในปี 2556 ที่นักลงทุนต่างชาติได้เทขายหุ้นไทยไปรวม 2.5 แสนล้านบาท ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงไปถึง 25%
    โดยสาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยสามารถทนต่อแรงขายจากต่างชาติได้มากกว่าในอดีตนั้นมาจากดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และประการที่สองเศรษฐกิจไทยเติบโตและขยายตัวดีขึ้น  สะท้อนถึงแนวโน้มการส่งออกที่ดีขึ้น  
    ประเมินว่าหลังจากนี้เสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยที่ยังดีและโดดเด่นกว่าประเทศในตลาดเกิดใหม่อื่นๆ รวมถึงการเติบโตของการบริโภคในประเทศที่มีแนวโน้มสดใสขึ้น น่าจะทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอการขายหุ้นไทย และน่าจะทำให้ตลาดหุ้นไทยเริ่มฟื้นตัวขึ้นได้ 
 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด