สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

ข่าวนี้ที่ 1

| 2 กรกฎาคม 2561 | 17:26

TOP ทุ่ม 1.6 แสนลบ. ลุยโปรเจ็กยักษ์"พลังงานสะอาด"

TOP ทุ่ม 1.6 แสนลบ. ลุยโปรเจ็กยักษ์

     "ไทยออยล์" ทุ่ม 1.6 แสนลบ.พัฒนาโครงการพลังงานสะอาด(CFP)เริ่มก่อสร้างเดือน พ.ค.ปี 62 และจะใช้เวลาพัฒนาโครงการราว 4-5 ปี ก่อนเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ใน Q1/66 ปูทางสู่ Energy Hub แหล่งทุนมาจากเงินสด-ขอสินเชื่อแบงก์-ขายหุ้นกู้-กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน โบรกฯดีดลูกคิด มีอัพไซด์ 60-90 บาท/หุ้น จากราคาเป้าหมาย 101 บาท  

***บอร์ดอนุมัติลงทุน 1.6 แสนลบ. ลุย"พลังงานสะอาด"
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการของ บมจ.ไทยออยล์ (TOP) เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบให้บริษัทฯ ลงทุนโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project : CFP) มูลค่าการลงทุนประมาณ 4,825 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 160,279 ล้านบาท และมีประมาณการดอกเบี้ยระหว่างก่อสร้าง 151 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 5,016 ล้านบาท 
    วัตถุประสงค์การลงทุนครั้งนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของบริษัทฯ ด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และขยายกำลังการกลั่นน้ำมันเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทำให้สามารถกลั่นน้ำมันดิบได้มากและหลากหลายชนิดขึ้น ก่อให้เกิดการประหยัดด้านขนาด (Economies of Scale)และลดต้นทุนวัตถุดิบ นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
    บริษัทฯ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการตามแผนการลงทุนโครงการ CFP ภายในเดือนกันยายนของปี 2561 และคาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างในเดือนพฤษภาคมของปี 2562 โดยการก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จและพร้อมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1 ปี 2566
    TOP จะเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2561 ในวันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม 2561 เวลา 14.00 น. ณ ห้องภิรัชฮอลล์ 1 – 3 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค เพื่อขออนุมัติแผนการลงทุนดังกล่าว 

***แหล่งเงินทุนมาจากกระแสเงินสด-สินเชื่อแบงก์-หุ้นกู้ 
     แหล่งเงินทุนที่ใช้ในการดำเนินโครงการ CFP โดยหลักคาดว่าจะมาจากเงินสดคงเหลือปัจจุบันจำนวนประมาณ 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เงินกู้ระยะยาวจากสถาบันการเงิน และ/หรือเงินทุนจากการออกและเสนอขายตราสารหนี้ เช่น การออกหุ้นกู้ เป็นต้น จำนวนประมาณ 1,500 –2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และส่วนที่เหลือจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินกิจการของบริษัทฯ ในอนาคตอีกจำนวนประมาณ 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

*** หวังรักษาศักยภาพการแข่งขันของโรงกลั่น-ปูทางสู่  Energy Hub 
    ปัจจุบันโรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ มีกำลังการกลั่น 275,000 บาร์เรลต่อวัน สามารถผลิตน้ำมันปิโตรเลียมสำเร็จรูปประมาณ 14,000 ล้านลิตรต่อปี หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 25 ของกำลังการกลั่นรวมภายในประเทศ 
    แม้ว่าปัจจุบันจะมีโรงกลั่นแบบ Complex Refinery สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปที่มีคุณค่าสูง จากการศึกษาเปรียบเทียบขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงธุรกิจของไทยออยล์เปรียบเทียบกับโรงกลั่นอื่นๆ ในภูมิภาค พบว่าอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยออยล์เปรียบเทียบกับโรงกลั่นอื่นๆ ในภูมิภาคมีแนวโน้มลดต่ำลง เนื่องจากมีการก่อสร้างโรงกลั่นใหม่ที่มีกำลังการผลิตสูงและใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเกิดขึ้นหลายแห่ง ในขณะที่หน่วยกลั่นน้ำมันดิบที่ 1 และหน่วยที่ 2 ของ TOP มีอายุการใช้งานมาแล้วประมาณ 50 ปี และ 40 ปี การลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพจึงไม่คุ้ม จึงเป็นที่มาของการศึกษาและพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดขึ้น
    โครงการ CFP จะทำการปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ด้วยการก่อสร้างหน่วยกลั่นน้ำมันดิบใหม่จำนวน 6 กลุ่มใหญ่ ที่มีขนาดกำลังการกลั่นสูงทดแทนหน่วยกลั่นเดิม ส่งผลให้กำลังการกลั่นน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 275,000 บาร์เรลต่อวันเป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน ก่อให้เกิดการประหยัดด้านขนาด (Economies of scale)  
    นอกจากนี้ ยังสร้างโอกาสการเป็น Energy Hub ของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community หรือ AEC)  เสริมสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว เพื่อทดแทนการนาเข้าผลิตภัณฑ์ในอนาคตโดยเฉพาะน้ามันอากาศยาน ซึ่งคาดว่าตั้งแต่ปี 2565 ประเทศไทยอาจต้องเริ่มมีการนาเข้าน้ามันอากาศยาน จากความต้องการที่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

***โบรกฯ ชี้เพิ่มอัพไซด์ 60-90 บาท/หุ้น

      บล.ทรีนีตี้ แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 101 บาท (ยังไม่นับรวมโครงการ CFP)โดยมีอัพไซด์ส่วนเพิ่มประมาณ 60-90 บาทต่อหุ้น  โดยประเมินผลประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 
     (1) ส่วน CDU ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 125 KBD จะมีอัพไซด์ต่อหุ้นเพิ่มประมาณ 20-30 บาท ต่อหุ้นโดย อิง EBITDA Margin ราว 7-9 เหรียญฯ/บาร์เรล  
     (2) ส่วน Synergy ที่จะได้ ทั้งจากการใช้ Crude ที่หลากหลาย และ การอัพกรดน้ำมันเตาโดยประเมินส่วนเพิ่มดังกล่าวว่าทุกๆ 1 เหรียญฯ/บาร์เรล ที่เพิ่มขึ้นนั้นจะส่งผลต่ออัพไซด์ประมาณ 44 บาท  
     บล.เคที ซีมิโก้ กล่าวว่า ประเด็นข่าวดังกล่าวถือเป็นพัฒนาการเชิงบวก โดยสามารถตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายได้ในครึ่งแรกปีนี้ตามกำหนด โครงการ CFP จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับบริษัท จากการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ (เปลี่ยนน้ำมันเตา เป็นน้ำมันเครื่องบิน/เบนซิน/ดีเซล) และเพิ่มความสามารถในการกลั่นน้ำมันดิบหนักเพิ่มขึ้น รวมถึงสร้างความประหยัดต่อขนาด จากปริมาณการกลั่นที่จะเพิ่มขึ้นจาก 275 พันบาร์เรลต่อวัน(kbd) เป็น 400kbd และสร้างโอกาสในการขยายการลงทุนสู่ธุรกิจปิโตรเคมี โดยปจะมีปริมาณแนฟทาเบาและหนักมากขึ้น ซึ่งสามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเป็นความเสี่ยงเชิงบวกต่อกำไรและราคาเป้าหมายสำหรับ TOP
 
 
     

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด