บทบรรณาธิการ

| 10 พฤศจิกายน 2560

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

ไม่จำเป็นต้องช้อปช่วยชาติ

             ช้อปช่วยชาติมาแล้ว ซึ่งก็ถือว่าเป็นไปตามคาด สำหรับโปรเจ็กกระตุ้นการใช้จ่ายปลายปี ที่ตอนแรกๆ ก็คาดว่ารัฐบาลไม่น่าจะมีมาตรการนี้ออกมาแล้ว แต่ไปๆมาๆ ก็ประกาศออกมาใช้อีกจนได้ และก็เป็นปีที่ 3 ของรัฐบาล คสช. แล้วสำหรับการนำเอาช้อปช่วยชาติ มาให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอย และนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาท โดยปีนี้เริ่มต้นเร็วขึ้นมาหน่อย และเพิ่มระยะเวลาเป็น 23 วัน ระหว่างวันที่ 11 พ.ย. - 3 ธ.ค.  เพื่อให้มีเวลาช้อปได้มากขึ้น

                  อย่างไรก็ดี ดูเหมือนมาตรการช้อปช่วยชาติรอบนี้ จะมีกระแสที่ไม่เห็นด้วยค่อนข้างมาก โดยมองว่าเป็นการสร้างนิสัยเสียให้กับประชาชนมากจนเกินไป อีกทั้งยังไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก เป็นเพียงนโยบายประชานิยมของรัฐบาล และยังเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการค้าปลีกมากกว่าช่วยประชาชนจริงๆ 
                   ขณะที่นักวิชาการบางคนมองว่า ช้อปช่วยชาติในปีนี้ไม่มีความจำเป็นเมื่อเทียบกับเมื่อ 2 ปีก่อน เพราะปีนี้เศรษฐกิจประเทศดีขึ้นมาก แถมยังเป็นการนำเงินในอนาคตมากระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งที่จริงๆ แล้วรัฐบาลน่าจะนำเงินในส่วนนี้ไปช่วยเหลือหรืออกมาตรการสร้างรายได้ให้กับคนมีรายได้น้อยน่าจะเหมาะสมกว่าช้อปช่วยชาติ เพราะนโยบายนี้เท่ากับเป็นการสร้างนิสัยให้ประชาชนจับจ่ายใช่สอยฟุ่มเฟือยเกินตัว 
                     ส่วนรัฐบาลนั้น แน่นอนว่ายืนยันการออกมาตรการนี้ เพื่อเป็นกระตุ้นการใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและรับบริการในช่วงปลายปี ซึ่งจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบ และยังช่วยบรรเทาภาระภาษีของประชาชน เป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะเป็นการขยายฐานภาษีและส่งผลดีต่อการจัดเก็บรายได้ภาษีของรัฐในระยะยาว ซึ่งประเมินกันว่าช้อปช่วยชาติน่าจะกระตุ้นจีดีพีปีนี้ได้ประมาณ 0.05-0.1% 
                     ข้อดีย่อมมี ส่วนข้อเสีย ก็คงแล้วแต่มุมมองกันไป แต่ที่แน่ๆ ประเด็นที่น่าสนใจกว่า และเป็นเรื่องราวที่มองว่าเหมาะสมหรือไม่กับมาตรการช้อปช่วยชาติในครานี้ ก็คือ ไปใช้บริการอาบอบนวดก็สามารถนำเงินมาหักลดหย่อนได้เหมือนกัน เพราะอาบอบนวดก็เป็นธุรกิจบริการที่เข้าเกณฑ์ ถ้าผู้ประกอบการมีใบกำกับภาษีถูกต้อง และประชาชนกล้าๆ ที่จะนำมาหักลดหย่อนจริง ก็สามารถทำได้ เพียงแต่ 2 ครั้งที่ผ่านมานั้น ไม่เคยมีเคสนี้เกิดขึ้นก็เท่าเอง ก็เป็นเรื่องเป็นราวให้วิจารณ์กันไป  คนที่ไม่ใช้บริการก็คงไม่ได้สนใจอะไรอยู่แล้ว แต่กับคนที่ใช้บริการนี่สิ ..... น่าคิดอยู่เหมือนกัน 

                     อย่างไรก็ดี การออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาลนั้น หากจะมองกันให้ลึกๆ มองแบบเน้นๆ น่าจะดูที่ความจำเป็น ในวาระและโอกาสของแต่ละปีมากกว่า อย่างในปีนี้ ก็ค่อนข้างเห็นด้วยกับนักวิชการบางท่านว่า ในเมื่อเศรษฐกิจก็ดีขึ้น ก็อาจไม่ต้องเอาช้อปช่วยชาติมาใช้แล้ว จะบอกว่าเพื่อให้ประชาชนออกมาใช้จ่ายมากขึ้น ก็ไม่น่าจะเป็นประเด็น เพราะในช่วงปลายปีแบบนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ก็ใช้จ่ายมากอยู่แล้ว ตามกำลังและฐานะของแต่ละคนไป มีมากซื้อมาก มีน้อยซื้อน้อย เอางบประมาณที่ต้องไปสูญเสียไป 2,000 ล้านบาทนั้นมาช่วยเหลือหรือออกมาตรการที่มีความจำเป็นด้านอื่นมากกว่า โดยเฉพาะคนมีรายได้ หรือภาคเกษตรกร ที่ต้องบอกว่า แค่บัตรสวัสดิการรัฐ ไม่พอยาไส้อะไรเลย อีกทั้งยังเป็นมาตรการที่ไม่ได้ทำให้คนมีรายได้น้อย สามารถเพิ่มพูนรายได้ในระยะยาวแต่อย่างใดเลย   

                     เชื่อเถอะว่าไม่มีช้อปช่วยชาติคนก็ไม่เดือดร้อน เพราะส่วนใหญ่คนที่ใช้มาตรการนี้จริงๆ ก็มักจะเป็นคนทำงาน ที่กำลังซื้อพอสมควร สามารถนำค่าใช้จ่ายส่วนอื่นมาหักลดหย่อนได้อยู่แล้ว เพียงแต่เมื่อมีมาตรการออกมาแล้ว ก็เป็นการจูงใจให้ผู้เสียภาษีออกมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เพื่อจะได้เงินค่าลดหย่อนมากขึ้นตอนคำนวณภาษี 

                      เพราะฉนั้นมาตรการช้อปช่วยชาติในปีนี้ น่าจะเป็นปีสุดท้ายแล้ว 


RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh