บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

งบไม่สวย ไม่เท่าขาดสภาพคล่อง

งบไม่สวย ไม่เท่าขาดสภาพคล่อง

                 เผลอแป๊ปเดียว 5 เดือนแล้วที่โลกเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า หรือ โควิด-19 และการแพร่ระบาดครั้งนี้ก็ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจ การลงทุนทั่วโลก แบบกระทบถ้วนหน้า ไม่มีใครน้อยหน้าใครกันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าโควิดตัวเดียวทำให้เศรษฐกิจถดถอยไปทั่ว แม้แต่ในบ้านเราเอง ที่ล่าสุดบรรดากูรูหลายค่ายออกมาฟันธงว่าจีดีพีปีนี้จะติดลบถึง 8% เลยทีเดียว ติดลบมโหฬารอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะโควิดส่งผลกระทบลุกลามไปทุกหย่อมหญ้า  
                   
                 ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะเห็นว่า มีถึง 31 บริษัทจดทะเบียนที่เลื่อนนำส่งงบการเงิน งวดไตรมาสแรกมากถึง 31 บริษัท โดยใน 31 บจ. มีถึง 19 แห่งที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่เสียด้วย เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผลการดำเนินงาน จึงทำให้ไม่สามารถสรุปงบฯ ได้ทันตามเวลา ซึ่งกรณีนี้ถือว่าเป็นเหตุจำเป็นและสมควร และเป็นไปตามที่สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ผ่อนผันระยะเวลาการนำส่งให้  โดยที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่หยุดพักการซื้อขาย หรือขึ้นเครื่องหมาย SP แต่อย่างใด

                 จริงๆ แล้ว ต้องบอกว่าปัญหาการเลื่อนนำส่งงบฯ นั้นอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ต้องดูปัญหาที่จะเกิดตามมามากกว่า เพราะการที่เลื่อนนำส่งงบฯนั้น อาจไม่ใช่แค่ผลประกอบการไม่ดี แต่สิ่งที่น่ากังวลอาจมาจากบริษัทเริ่มมีปัญหากระแสเงินสด หรือสภาพคล่องหรือไม่ อย่างไร จนไม่สามารถปิดงบฯ ได้ อย่าลืมว่าด้วยภาวะแบบนี้ หลายๆบริษัทคงจะหาตัวเลขงบที่สวยหรูดูดี ค่อนข้างลำบาก และน่าจะทำใจยอมรับกับผลที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว เพียงแต่หากมองลึกๆ แล้ว สิ่งที่น่าจะตามมาจากนี้คงอยู่ที่เรื่องของสภาพคล่อง และกระแสเงินสดในการทำธุรกิจมากกว่า ว่าจะฝ่าด่านหินโควิดไปได้มากน่อยแค่ไหน สายป่านจะยาวหรือไม่ 

                 เท่าที่คุยกับหลายๆ บจ. ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ยอมรับว่า ปีนี้เป็นปีที่ยากลำบากที่สุด นับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง เพราะฉะนั้นความจำเป็นในการบริหารสภาพคล่องจึงสำคัญที่สุด เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอด และพลิกฟื้นกลับมาได้ในช่วงที่สถานการณ์กลับมาดีขึ้น จึงเห็นได้ว่าช่วงนี้ บจ. ขนาดใหญาบางแห่งหั่นงบลงทุน บางแห่งถึงงดจ่ายเงินปันผล เพื่ดเก็บเงินทุนไว้สำรองไว้ก่อน เนื่องจากไม่รู้ว่าการแพร่ระบาดจะยาวนานแค่ไหน อย่างน้อยตอนนี้กำเงินสดไว้ก่อนอุ่นใจกว่าเยอะ 
                 

                 ขนาดกลุ่มยักษ์ใหญ่อย่างกลุ่ม ปตท. ที่ยอมรับว่าปีนี้สาหัส โดยเฉพาะจากราคาน้ำมันที่ลดลงนั้น และการขาดทุนสต็อกน้ำมันของบริษัทในกลุ่ม ก็พร้อมใจกันหั่นงบลงทุนลงมาเพื่อเซฟตัวเองไว้ก่อน ยิ่งล่าสุดเห็นตัวเลขผลประกอบการไตรมาสแรกที่ ปตท. พลิกขาดทุนไป 1.5 พันล้านบาท และมีแนวโน้มว่าจะไม่ดีขึ้นในไตรมาสต่อไปด้วย แล้วนับประสาอะไรกับ บจ. ขนาดเล็กๆ ที่ยังไม่รู้ว่าอนาคตจากนี้จะออกหัวหรือก้อย 


                 เพราะฉะนั้นปีนี้ จึงบอกได้คำเดียวว่า "เหนื่อย" สำหรับ บจ.ใหญ่-น้อย เหนื่อยมาก เหนื่อยน้อยก็อยู่ที่ว่าใครจะบริหารได้เก่ง ได้ดีแค่ไหน ส่วนใครจะไม่ไหวจริงๆ ก็ไปเข้ากระบวนฟื้นฟูกิจการ อย่างเช่นบริษัทยักษ์ใหญ่มีปีกรายล่าสุด ซึ่งรายนั้นต้องบอกว่าหมักหมมจนไม่ไหวจะเคลียร์แล้ว และฝืนต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว จึงจำเป็นต้องพึ่งกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งคาดว่ากว่าจะเสร็จเรียบร้อยคงต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี .... ดังนั้นใครที่ไหว ใครที่ไปต่อได้จนสุดซอยก็ต้องขอคารวะ 


                 เป็นกำลังใจให้ทุกบริษัท ทุก บจ. สู้กันไปจนกว่าเหตุการณ์จะคลี่คลาย   
      
                                    
บทบรรณาธิการ 
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน 

 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh