บทบรรณาธิการ

| 19 มกราคม 2561

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ดีแต่ไม่ลงตัว

            เคาะได้เสียทีสำหรับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งประกาศไปเมื่อวันพุธที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยกำหนดปรับขึ้นค่าข้างขั้นต่ำตั้งแต่ 5-22 บาทต่อวัน ซึ่งกว่าจะลงตัวได้ก็ใช้เวลาประชุมยาวนานกว่า 7 ชั่วโมงเลยทีเดียว ซึ่งอัตราค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้แบ่งเป็น 7 ระดับ ตามสภาพความเจริญทางเศรษฐกิจ  โดยจังหวัดที่ได้รับการปรับขึ้นสูงสุด คือ ภูเก็ต ชลบุรี และระยอง ที่ 330 บาท รองลงมาคือกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 325 บาท  ส่วนจังหวัดที่ปรับขึ้นน้อยที่สุดคือ 308 บาท คือ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. นี้เป็นต้นไป 

            อย่างไรก็ดี ทันทีที่มีการเคาะค่าแรงเสร็จ และก็จะเป็นเช่นนี้ทุกครั้ง นั่นก็คือการโฟกัสไปที่ราคาสินค้าว่าจะปรับขึ้นมากน้อยแค่ไหน เพราะเมื่อค่าแรงขึ้น ก็เท่ากับกำลังซื้อของประชาชนที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องลงพื้นที่ทันท่วงที่ เพื่อไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากการปรับครั้งนี้ ทำต้นทุนสินค้าขึ้นแค่ไม่ถึง 0.1% ขณะที่ต้นทุนค่าแรงก็เพิ่้มประมาณ 0.07% เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าแต่อย่างใด เรียกว่าใครขึ้นก็เอาเปรียบผู้บริโภคเกินไปแล้ว แม้ตอนนี้เศรษฐกิจจะเริ่มลืมตาอ้าปากขึ้นมาได้บ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะดีเด่นอะไรจนทำให้กำลังซื้อเพิ่มขึ้นทันตาเห็น 
            เพราะจะว่าไปแล้ว ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นแม้จะสูงสุดในอัตรา 30 บาทต่อวัน แต่เอาเข้าจริง เมื่อมาเปรียบเทียบกับค่าอาหารการกินแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย ข้าวแกงปัจจุบันนี้ ราคาถูกหน่อย ก็ 25-30 บาทเข้าไปแล้ว หายากเหลือเกินกินข้าวแกง หรือก๋วยเตี๋ยวข้างทางจานละ 20 บาท  ดังนั้นค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น ก็ยังไม่ได้ช่วยเพิ่มกำลังซื้อซักเท่าไหร่ แถมข่าวที่เราเห็นกันแทบทุกวัน อย่างศูนย์อาหารบางที ที่ขายข้าวกะเพรา ไข่ดาวจานเป็น 100 ก็ยังมีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ขึ้นหรือไม่ขึ้นถ้าจะมีผู้ค้าที่มักจะฉวยโอกาสเอาเปรียบก็คงไม่สามารถทำอะไรได้มากเท่าไหร่  เรื่องแบบนี้บางทีก็อยู่ที่จิตสำนึกของคนค้าขาย เคยมาเห็นมาหลายครั้ง เวลาพาณิชย์ลงตรวจสอบราคาสินค้า ก็ลงให้แค่ประเดี๋ยวประด๋าว แล้วก็กลับไปขายราคาแพงอย่างเดิม เพราะทุกฝ่ายก็อ้างว่าต้นทุนของตัวเองขึ้น
            การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะดีขึ้นก็น่าจะเป็นการสะท้อนภาวะเศรษฐกิจ และค่าครองชีพที่สูงขึ้นในปัจจุบัน แต่สำหรับนายจ้าง หรือคนจ่ายค่าแรงก็อาจจะมองเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนไปเสียอีก โรงงานหลายๆแห่ง เริ่มเปลี่ยนมาใช้หุ่นยนต์ หรือเครื่องจักรทำงานแทนคนมากขึ้นด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นก็เป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ความต้องการแรงงาน หรือกำลังคน ก็จะเริ่มลดลงไป 

           ขณะที่ล่าสุด ศูนย์วิจัยไทยพาณิชย์ มองว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ อาจไม่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของครัวเรือนถ้าการจ้างงานยังซบเซา เพราะค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับเพิ่มขึ้นในรอบนี้ที่ราว 3% YOY  สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อปี 2018 ที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.1%YOY ดังนั้นการขึ้นค่าจ้างในช่วงที่ความต้องการแรงงานลดลงถือเป็นความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อตลาดแรงงานที่ยังไม่ฟื้นตัว
           อีกทั้งยังมีประเด็นความกังวลต่อความสามารถของผู้ประกอบการรายเล็ก ที่จะแบกรับภาระต้นทุนค่าจ้างที่สูงขึ้น ที่เป็นประเด็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กซึ่งมีต้นทุนแรงงานโดยเฉพาะแรงงานรายได้ขั้นต่ำเป็นค่าใช้จ่ายหลักของกิจการ
 
           มีได้ก็มีเสีย มีดีก็มีไม่ดี ทุกอย่างมองได้ทั้ง 2 มุม ทั้งมุมคนได้ประโยชน์ และเสียประโยชน์ เพราะประเด็นสำคัญจริงๆ น่าจะอยู่ที่การพัฒนาฝีมือและทักษะแรงงานมากกว่า หากขึ้นค่าแรงแต่ยังพึ่งพิงแรงงานต่างด้าว ไม่ได้หวังพัฒนาแรงงานในประเทศให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น ก็คงไม่มีประโยชน์เท่าที่ควร ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นที่รัฐบาลหลายยุค หลายสมัย ควรจะให้ความสำคัญมากกว่า เพราะถ้าแรงงานดี มีศักยาภาพ ขึ้นค่าแรงไปก็ไม่น่าจะมีปัญหา เหมือนจะดี แต่ไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่  ..... เพราะมิฉะนั้นบรรดาผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหญ่ๆ อาจจะเปลี่ยนเอาทักษะ และปัญญาประดิษฐ์ พวกหุ่นยนต์ หรือเครื่องจักรมาทำงานแทนคนกันหมด เพราะประสิทธิภาพสูงกว่าเยอะ แถมยังทำงานได้หามรุ่ง หามค่ำ กว่าคนอีกต่างหาก 
                         


RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh