บทบรรณาธิการ

| 4 สิงหาคม 2560

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

ฤา ไอพีโอจะสิ้นมนต์ขลัง

                      หุ้นไอพีโอ "น้องใหม่ไฟแรงพุ่งกว่า 100% หลังเปิดเทรดวันแรก" ถ้าเป็นเมื่อ 3-4  ปีก่อนอาจจะใช่ แต่สำหรับตอนนี้ คงเป็นเพียงแค่ความฝันและความทรงจำสำหรับนักลงทุนไทย ที่หวังจะมีกำรี้กำไรเป็นกอบเป็นกำ กับหุ้นไอพีโอ จะบอกว่าหุ้นตัวไหนราคาเปิดเหนือจองได้ 50% ก็ถือว่าเจ๋งสุดๆ แล้ว 
    
                     ยิ่งปีนี้ แทบไม่ต้องหวังกำไรมากมาย เพราะตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันหรือประมาณ 7 เดือนของปีนี้  หุ้นไอพีโอที่เข้าจดทะเบียนจำนวน 13 บริษัท ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยรวมแล้วไม่เกิน 30% ด้วยซ้ำ  หนำซ้ำในปีนี้มีหุ้นที่ราคาเปิด และปิดต่ำกว่าราคาจอง อีกด้วย คือ บมจ.ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ (TPIPP) บมจ.ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP)ขณะที่ บมจ.มัดแมน (MM) ราคาหลุดจองในระหว่างการซื้อขาย  เรียกว่านอกจากจะหวังฟันกำไรเยอะๆ ยากแล้ว ยังมีโอกาสขาดทุนหากเข้าไปลุยเอาดาบหน้าเสียด้วย  
                      ส่วนหนึ่งที่ต้องยอมรับว่ามีผลกระทบทำให้หุ้นไอพีโอ เทรดไม่คึกคัก ราคาไม่เหนือจองตามเป้าที่นักลงทุนหวัง ก็น่าจะมาจากภาวะตลาดที่ซึมเซาของบ้านเราด้วย เพราะตั้งแต่ตอนปีมานี้ SET Index แทบจะไม่ไปไหน ขึ้น-ลงไม่เกิน 10 จุด ทั้งที่ตลาดประเทศอื่นเขาก็คึกคักทำนิวไฮ กันมากมาย แต่สำหรับตลาดหุ้นไทยจนเข้าสู่เดือน 8 ไปแล้ว ดัชนีก็ยังวิ่งไม่ถึง 1,600 จุดซะที ซึ่งก็เป็นส่วนที่ทำให้ไอพีโอา ที่เข้ามาจดทะเบียนไม่คึกคักและไม่ได้รับการตามรับจากนักลงทุนมากเท่าที่ควร 
                       อย่างไรก็ดี ปัจจัยหลักที่นักลงทุนส่วนใหญ่มองกันกลับไม่ได้อยู่ทีเรื่องภาวะตลาดฯ เพราะบางคนบอกว่า ถ้าเทียบกับเมื่อปี 57-58 ที่บางครั้ง บางช่วงตลาดหุ้นแย่ๆ แต่หุ้นไอพีโอก็ยังวิ่งกันคึกคักสวนทางตลาด ทั้งนี้ก็เพราะมีการตั้งข้อสังเกตุว่า น่าจะมีสาเหตุหลังจากสำนักงาน ก.ล.ต. ปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดสรรหุ้น IPO ให้กับผู้มีอุปการคุณและบุคคลที่มีความสัมพันธ์ของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์มากกว่า เพราะเมื่อก่อนนี้ ก.ล.ต. มองว่า หุ้นไอพีโอมักจะกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มผู้มีอุปการะคุณ หรือนักลงทุนรายใหญ่มากเกินไป จึงปรับเกณฑ์เพื่อให้มีการกระจายหุ้น IPO ให้กับผู้ลงทุนทั่วไปอย่างเพียงพอ ป้องกันการสร้างราคาหุ้น

                       เพราะ ก.ล.ต.มองว่าช่วงที่ผ่านพบว่า การซื้อขายหุ้น IPO หลายกรณีมีความร้อนแรง โดยราคาซื้อขายหุ้นในช่วงแรกที่เข้าจดทะเบียนสูงกว่าราคา IPO มาก นั่นเป็นเพราะหุ้นที่จัดสรรในช่วง IPO กระจุกตัวมากในกลุ่มนี้ 40-50% ของจำนวนหุ้นที่เสนอขาย เพราะฉะนั้นจึงได้ปรับเกณฑ์ใหม่มาใช่เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อเกณฑ์ใม่ออกมา ก็ให้นักลงทุนไม่กล้าที่เข้ามาซื้อขาย เพราะเกรงจะผิดเกณฑ์ ก.ล.ต. อยู่ดีไม่ว่าดี อาจเข้าปิ้งเอาง่ายๆ สู้อยู่เฉยๆ สบายๆ ดีกว่า  

                        แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จะโทษว่าเป็นเพราะการปรับเกณฑ์ของก.ล.ต. ทั้งหมดก็จะดูใส่ร้ายกันเกินไป เพราะ ก.ล.ต.ก็บอกแล้วว่า เกณฑ์นี้น่าจะดีต่อรายย่อยที่จะได้มีหุ้นไอพีโอกับเขาบ้าง กำไรมากน้อยก็เป็นอีกเรื่อง ภาวะตลาดแบบนี้จะเอาที่ไหนไปกำไรกันมากมาย 100-200% หุ้นไอพีโอแต่ละตัวก่อนเข้าตลาดฯ  ก็ต้องคำนวณราคา พี/อีเรโช และส่วนลดที่เหมาะสมไว้แล้ว และแน่นอนที่สุด พื้นฐานของหุ้นตัวนั้นๆ หากพื้นฐานดีจริง รับประกันในอนาคตราคาก็จะไปต่อได้เอง .... ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่ก็ลุ้นกันเอาเองละกัน 
                       ซึ่งภายในเดือนสิงหาคมนี้ ก็น่าจะมีไอพีโอ มาลองให้ทดสอบตลาดฯ อีกอย่างน้อย 2 บริษัท  และภายในไตรมาสที่ 3 และ 4 อีกอย่างต่ำๆก็ประมาณ 4-5 บริษัท ที่ก็ต้องมาลุ้นกันว่าหุ้นน้องใหม่แต่ละตัวราคาจะวิ่งเหนือจองมากกว่า รุ่นพี่ก่อนหน้าหรือไม่ ..... 

                       *** หุ้นไอพีโอจะสิ้นมนต์ขลัง จริงหรือไม่ ตามพิสูจน์กัน  


RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh