บทบรรณาธิการ

| 27 กรกฎาคม 2560

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

ล้มบนฟูก.... ประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรซ้ำรอย

               ในที่สุดก็กลายเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ยอมยกธงขาวเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการอีก 1 บริษัท บมจ. เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ (EARTH)ตามหลัง 2 บจ. ก่อนหน้าที่เข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ คือ บมจ. ริช เอเชีย คอร์ปอเรชั่น และ บมจ. โพลาริส แคปปิตัล (POLAR)หลังบริษัทขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างนัด จนผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบี/อี อย่างต่อเนื่อง และล่าสุดเมื่อวันพุธที่ 24 ก.ค. ก็ประกาศขอเข้าฟื้นฟูกิจการเรียบร้อยโรงเรียนศาลล้มละลายกลาง กลายเป็นว่าตั้งแต่ต้นปีถึงตอนนี้ มีบจ. 3 แห่งแล้ว ที่ต้องฟื้นฟูกิจการ 

               จะว่าไปแล้ว เรื่องการเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการนั้น ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ หากพิจารณาจากผลการดำเนินงาน และฐานะของบริษัทเหล่านี้ โดยเฉพาะเรื่องสภาพคล่องที่ส่งผลให้พวกเขาไม่สามารถไปต่อได้ จะแย่ก็ตรงผู้ถือหุ้นนี่แหละที่ต้องทำใจกันอย่างหนัก เพราะไม่รู้อนาคตว่าบริษัทจะกลับมาปกติได้เมื่อไหร่ จำต้องปล่อยให้หุ้นค้างเติ่งอยู่แบบนั้น 
                การเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการของบจ. นั้น จริงๆ แล้วมีให้เห็นกันแทบทุกปี ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อมีการเจรจากับบรรดาเจ้าหนี้สำเร็จ เรียบร้อย ส่วนมากก็จะค่อยๆ กลับมาดำเนินกิจการได้ ส่วนจะช้าหรือเร็ว ก็ขึ้นอยู่กับความจริงจังและจริงใจของผู้บริหาร แต่หากยื้อยุดฉุดกระชาก หรือสุดสายป่าน จนต้องล้มละลายเลยนั้น มีให้เห็นน้อยมากเหลือเกิน เพราะเชื่อว่าหลายบริษัทคงไม่อยากปล่อยให้เป็นแบบนั้น 
                ส่วนกรณีล้มละลายแบบล้มบนฟูก ที่หลายๆ คนอาจจะลืมไปแล้วว่า ยังมีอยู่อีกหรือ และจะเกิดขึ้นกับเคสของ EARTH หรือเปล่า เรื่องนี้คงยังไม่สามารถคาดเดาได้ เพราะต้องไปดูงบการเงินของ  EARTH ที่ตลาดหลักทรัพย์กำลังสั่งให้ชี้แจงกันอีกครั้ง โดยเฉพาะปัญหาวุ่นๆ เรื่องหาผู้สอบบัญชีที่จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป ดังนั้นจึงไม่อาจตอบได้ว่าอนาคตของบริษัทถ่านหินแห่งนี้จะไปในทิศทางใด และถ้าจะบอกว่าเป็นการล้มบนฟูกตอนนี้ ก็ดูจะใส่ร้ายกันเกินไป เพราะการล้มบนฟูก หมายถึงการล้มละลายที่ได้มีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินก่อนหน้านี้ไปไว้ในที่อื่น และไม่สามารถตรวจสอบได้ หรือจะบอกว่ารู้ล่วงหน้าก่อนจะถูกฟ้อง ดังนั้นต่อให้ล้มละลายไปแล้ว ก็ยังมีเงินทองของใช้อยู่เหลือเฟือ แถมบางคนยังย้ายไปใช้ชีวิตในต่างประเทศแบบสุขสบายเสียด้วยซ้ำ 

               เพราะฉะนั้นจะล้มบนฟูก หรือไม่อย่างไร จึงเป็นเรื่องที่ต้องเกาะติด เพราะเมื่อดูแล้วเหตุการณ์ล้มบนฟูก ประมาณที่นอนขาดตลาด คงไม่น่าจะเกิดขึ้นมากมายเหมือนสมัยปิด 56 ไฟแนนซ์ ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 อีกแล้ว ที่คนฝากเงินไฟแนนซ์ตายเรียบ แต่บุคคลกลุ่มหนึ่งแม้จะได้ชื่อว่าเจ๊ง หรือล้มคว่ำไปต่อหน้าต่อตา และกลับฟื้นตัวได้ไว ไม่ได้เจ็บตัวเหมือนกันกับฐานะบริษัทตัวเองแต่อย่างใด เรียกได้ว่าเป็นเหตุการณ์ล้มบนฟูกที่น่าตกใจที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของเมืองไทย 

                 ส่วนปัจจุบันนี้เราก็ได้แต่หวังว่าประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย การล้มบนฟูกไม่ควรจะมีขึ้นอีกแล้ว เพราะนั่นหมายถึงการขาดซึ่งธรรมาภิบาลในการบริหารบริษัท และไม่คำนึงถึงผลประโยนช์ของส่วนรวม หรือผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด เนื่องจากถึงบริษัทจะล้มละลาย แต่ผู้บริหารกลับมีฐานะความเป็นอยู่ที่สวนทางกับบริษัท ขณะที่ผู้ถือหุ้นรับกรรมไปเต็มๆ ราคาหุ้นมูลค่าลดลง แถมยังโดนแขวนป้ายห้ามซื้อขาย ที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับมาซื้อขายอีกครั้ง เรียกว่าไร้อนาคต เพราะความผิดพลาดจากการบริหาร และไม่โปร่งใสในการทำธุรกิจ 

                   " ต่อให้ล้มบนฟูกหนาซักกี่ชั้น ก็ไม่อาจปิดบังการกระทำที่เกิดขึ้นได้" สมัยนี้นักลงทุนไม่โง่ ผู้ถือหุ้นก็ไม่ได้มีเขา ใครทำอะไร รู้อยู่แก่ใจทั้งนั้น  
 


RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh