บทบรรณาธิการ

| 30 มิถุนายน 2560

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

ศึกชิงบัลลังก์โบรกฯ กิมเอ็ง-หยวนต้า

                เรื่องยุ่งๆ ของคนวงการหลักทรัพย์ตอนนี้ นอกจากประเด็นร้อนการตั้งกองทุนพัฒนาตลาดทุน หรือ CMDF ที่จนป่านนี้ก็ยังไม่รู้ว่าตกลงกระทรวงคลัง กับตลาดหลักทรัพย์จะตกลงกันได้หรือไม่ แล้วจะเอาอย่างไร แต่เรื่องนี้ยังไม่จบดี อาทิตย์ที่ผ่านมามีประเด็นร้อนใหม่ กรณีแย่งชิงมาร์เก็ตติ้งของ 2 ค่ายโบรเกอร์ต่างชาติ คือกิมเอ็ง และน้องใหม่แต่ไม่ใหม่ อย่างหยวนต้า ที่หวังกลับมาผงาดในวงการหลักทรัพย์ไทยอีกครั้ง 

                 ใครที่เคยจำได้ว่าอดีตกาลก่อนหน้านั้น หยวนต้าเคยเป็นโบรกเกอร์น้องใหม่ในบ้านเรามาก่อนตั้งแต่เมื่อปี 2544  โดยปี 2544 หรือกว่า 10 ปีที่ผ่านมา หากยังจำกันได้  บล.กิมเอ็ง สิงคโปร์ เคยประกาศร่วมมือทางธุรกิจกับกลุ่มหยวนต้า โบรกเกอร์ใหญ่ไต้หวันมาก่อน โดยกิมเอ็งเคยถือหุ้นของ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) 77.73% โดยมีออปชั่นแลกกับหุ้นใหม่ที่กิมเอ็งจะออกให้ ก่อนที่หยวนต้า (ประเทศไทย) จะถอยออกจากไทย และเปิดทางให้กิมเอ็ง โฮลดิ้ง สยายปีกครองอาเซียนมาจนถึงปัจจุบัน กระทั่งปี 2554 ที่กลุ่มเมย์แบงก์ (Malayan Banking Berhad หรือ Maybank) ธนาคารอันดับ 1 ของมาเลเซีย เข้าซื้อกิจการจากบริษัท กิมเอ็ง โฮลดิ้ง สิงค์โปร์ ทำให้กิมเอ็งเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นกลุ่มเมย์แบงก์ จบความสัมพันธ์ระหว่างหยวนต้ากับกิมเอ็งเดิม  ซึ่งก่อนหน้าจะถอยทัพกลับประเทศแม่นั้น หยวนต้าเองก็เจ็บตัวไม่น้อยกับเรื่องฉาวๆ ประเด็นการเข้าไปมีส่วนพัวพันกับการสร้างราคาหุ้นไทยธนาคารในยุคนั้นอีกด้วย  
                   อย่างไรก็ดี กลับมาคราวนี้ หยวนต้ามาแบบไม่ธรรมดา แถมประกาศกร้าวขอทวงบัลลังก์คืน หลังจากการทำสัญญาซื้อขายหุ้นกับกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ด้วยมูลค่าซื้อขายประมาณ 686.9 ล้านบาท หรือ 99.99% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา และเปลี่ยนชื่อจาก “บล.เคเคเทรด” เป็น “บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)” พร้อมกับเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 500 ล้านบาท เป็น 1,500 ล้านบาท ส่งผลให้หยวนต้า เป็นโบรกเกอร์ที่มีฐานะการเงินมั่นคง พร้อมกับการตั้งเป้าเป็นโบรกฯ อันดับ 1 ในไทย และมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นที่ 1 ภายใน 3 ปี 

                   และเพราะเป้าหมายที่มีไว้พุ่งชนของหยวนต้าแบบนี้ จึงเริ่มจากการดึงตัวระดับตัวแม่อย่าง "บุญพร บริบูรณ์ส่งศิลป์" ของกิมเอ็งมานั่งเก้าอี้ “ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร” พร้อมกับมหากาพย์การย้ายค่ายตามผู้บริหารที่เกิดขึ้นตามมา ประหนึ่งน้ำป่าไหลหลากจากกิมเอ็งมุ่งสู่หยวนต้า แบบปฏิเสธไม่ได้ และเกือบ 1 ปีนับแต่หยวนต้ากลับมาใหม่ พนักงานของกิมเอ็งย้ายมาสังกัดหยวนต้าแบบน่าตกใจกว่า 200 คน และนั่นคือจุดเริ่มแตกหักที่ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว สำหรับกิมเอ็ง จนนำไปสู่การดำเนินคดีทางกฎหมายกับหยวนต้า ขณะที่หยวนต้าก็ประกาศความบริสุทธิ์ ว่าพนักงานเต็มใจย้ายมาร่วมค่ายเอง โดยไม่ได้มีการดึงตัวแต่อย่างไร พร้อมกับประกาศฟ้องกลับกิมเอ็ง ประมาณว่าเริ่มซัดกันนัวเนีย เพราะทั้ง 2 ฝ่ายต่างยืนยันความถูกต้องของตัวเอง 

                  ทั้งนี้ทั้งนั้น ประเด็นจริงๆ คงไม่ได้อยู่ที่เรื่องการฟ้องร้อง หรือเรื่องการดึงตัว ดึงบุคลากรระหว่างกัน เพราะจะว่าไปแล้ว ทุกวงการ ทุกแห่ง ทุกประเทศ ก็ล้วนแต่มีเรื่องแบบนี้ทั้งนั้น อีกทั้งการย้ายค่ายของโบรกเกอร์ก็ใช่ว่าจะเพิ่งมาเกิด เพราะการย้ายบริษัทไปยังที่ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า ย่อมเป็นเรื่องที่สามารถทำได้อยู่แล้ว เพียงแต่บางอุตสาหกรรม และบางโบรกฯ อาจจะไม่แห่แหนย้ายค่ายกันมโหฬารเหมือนที่เกิดขึ้นกับกิมเอ็งตอนนี้ก็เท่านั้นเอง ดังนั้นจะผิด จะถูก ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ จรรยาบรรณ มารยาทและความเหมาะสม ว่าสิ่งที่ทำไปนั้นมันดีหรือไม่ 
                กรณีหยวนต้านั้น อาจไม่เป็นที่ปลาบปลื้มของคนในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพราะการดึงคนให้ย้ายค่ายแบบฮาร์ดคอร์ขนาดนี้ ถ้าบอกว่าไม่มีอะไรก็คงไม่ใช่ ต่อให้ย้ายกันด้วยสายสัมพันธ์ที่มีอยู่เดิม แต่ก็คงจะเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งหยวนต้าเองก็บอกว่าไม่ผิด ในเมื่อปัจจุบันนี้การทำธุรกิจก็เปิดเสรีแล้ว แถมไม่ได้มีกฎเขียนไว้ ว่าดึงตัวมาร์เก็ตติ้งค่ายอื่นไม่ได้ ถ้าแบบนั้นค่อยมาว่ากัน ส่วนนักลงทุน ลูกค้าที่บอกว่าย้ายพอร์ตตามมาด้วยนั้น แทบจะไม่ต้องโนสน โนแคร์ เพราะถ้าบริษัทใหม่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ก็เลือกจะมาเทรดที่นี่แทนเท่านั้นเอง จะหนักก็ต้องหยวนต้าทำแบบจู่โจม กระชากใจ จนกิมเอ็งตั้งรับแทบไม่ทัน
                 ขณะที่มุมมองของผู้เสียหายอย่างกิมเอ็ง ก็คงมองว่าการทำแบบนี้ ก่อให้เกิดความเสียหายกับบริษัทอย่างหนัก ธุรกิจได้ความรับผลกระทบ จนนำไปสู่การฟ้องร้องในตอนนี้ หยวนต้าอาจจะกลายเป็นจำเลยของวงการ เพียงแต่เรื่องแบบนี้เป็นการมองต่างมุม ผู้กระทำ และผู้ถูกกระทำ ที่จากนี้ไป การดึงตัวแบบนี้อาจจะกลายเป็นมาตรวัดความเหมาะสมว่าควรหรือไม่ควร ...เพราะบางวงการเช่น ธนาคารพาณิชย์ ผู้บริหารบางคนจะย้ายค่าย ย้ายแบงก์ ยังต้องเว้นวรรคไปก่อนซัก 6 เดือน  หรือ 1 ปี แล้วถึงจะเปลี่ยนที่ใหม่ ให้เป็นไปตามมารยาท บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น และก็ดีต่อกันทั้ง 2 ฝ่าย 

                   การแข่งขันในธุรกิจนั้นเป็นสิ่งที่เราเห็นกันจนชินตา สำหรับโลกยุคปัจจุบันนี้ แต่การแข่งขันก็ไม่ควรให้ล้ำเส้น หรือเกินขอบเขตที่เหมาะสมจนเกินพอดี เชื่อว่าเรื่องการฟ้องกันไปมา โต้กลับกันรายวัน ระหว่าง 2 ค่ายยักษ์โบรกเกอร์สัญชาติต่างประเทศคงยังฟาดฟันกันไม่เลิกรา หากยังไม่มีการเจรจาประนีประนอมกัน ทั้งที่จะว่าไปแล้ว กิมเอ็ง หยวนต้า ก็คนกันเองกันมาก่อน น่าจะพูดจากันได้ง่ายๆ ยกเว้นแต่จะตั้งใจเชือดเฉือนกันให้ตายไปข้าง เพื่อจุดหมายสูงสุดของบัลลังก์แชมป์โบรกเกอร์ ซึงหากถึงขนาดนั้นจริงงานนี้คงเป็นหนังดราม่ายาวๆ ไป  ..... เพราะสงครามเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเอง      


RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh