บทบรรณาธิการ

| 23 มิถุนายน 2560

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

เยอะไปมั๊ย ..... ถามใจเธอดู

                เรื่องวุ่นๆ ของคนวงการตลาดทุนตอนนี้ คงไม่มีเรื่องอะไรเกินไปกว่า ประเด็นการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน หรือ CMDF ของตลาดหลักทรัพย์ตามนโยบายของกระทรวงการคลังอีกแล้ว 

               โดยเฉพาะประเด็นที่คนในวงการมองว่า ทางการกำลังจะเอาเปรียบด้วยการให้ตลาดฯ ต้องนำส่งเงินกำไร 90% เข้ากองทุนทุกปี มันอะไรจะขนาดนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกใจแต่อย่างใดที่ผู้เกี่ยวข้องจะออกมารุมค้านกับวิธีการนี้ ขณะที่เรื่องเงินประเดิมการจัดตั้ง 8,000 ล้านบาท ก็ตั้งข้อสังเกตุกันอีกว่า รัฐฯไม่มีเงินถังแตก ถึงกับต้องมารีดเลือดเอากับเอกชน ทำเอาท่าน  รมว.คลัง อภิศักดิ์ ถึงกับปรี๊ดแตกด่ากลางวงสื่อว่า "ทุเรศ" กันเลยทีเดียว ทั้งที่ปกติท่านออกจะเป็นคนสุขุม พูดน้อยมาแต่ไหนแต่ไร 
                กลายเป็นเรื่องที่ดูแล้วคงไม่จบง่ายๆ หาก 2 ฟากฝั่ง จากรัฐที่มีคลัง-กลต. และเอกชนที่มีตลาดฯ และโบรกเกอร์  ไม่นั่งเคลียร์ปัญหา เปิดใจกันให้ชัดเจน ว่าจริงๆแล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายต้องการอะไร ไม่ต้องการแบบไหน แล้วเคลียร์คัทกันเลย ไม่ใช่มาให้ข่าวกันไปมาจนกลายเป็นการเปิดเวทีทะเลาะกันผ่านสื่อ แบบที่เป็นอยู่ตอนนี้  ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ก็ดูเหมือนว่าเบื้องต้นทุกอย่างน่าจะออกมาด้วยดี เพราะทางฝ่ายกระทรวงการคลัง ก็ยืนยันมาตลอดว่าการตั้งกองทุน CMDF ทุกฝ่ายเห็นด้วยไม่มีปัญหาอะไร ทั้้งเงินประเดิม กำไรนำส่ง หรือกรรมการที่ดูแลกองทุนฯ ที่ไปๆมาๆ เอกชนก็มองว่ากรรมการที่เข้ามาแทบไม่มีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตคลาดทุนเลยด้วยซ้ำ 
                ซึ่งจะว่าไปแล้ว การตั้งกองทุนฯ คงไม่น่าจะมีอะไรมากมาย เพราะต่างฝ่ายต่างก็เห็นว่ากองทุนฯ นี้มีประโยชน์ต่อการพัฒนาตลาดทุนเหมือนกัน เพียงแต่ประเด็นปัญหาน่าจะมาจากกรณีที่ทำไมตลาดฯ ต้องนำส่งเงินจากกำไรถึง 90% ย้ำ 90% ให้กับกองทุนทุกปี โหแล้วแบบนี้ มันจะเหลืออะไรให้กับตัวเองล่ะคะ ทางฝ่ายทางการก็บอกว่าเงินแค่นี้ไม่สะเทือนเอกชนหรอก เพราะยังมีเงินเหลืออีกเยอะไว้พัฒนาตลาดฯ ว่าแต่แน่ใจเหรอค่ะ จะแบ่งมานำส่งซัก 40-50% ยังพอว่า แต่นี่เอาไปเกือบจะหมดหน้าตัก เหลือเก็บไว้แค่ 10% เท่านั้นเอง นี่มันรายได้ เงินของพวกเขาชัดๆ นั่นคือสิ่งที่ทางเอกชนมองว่า หากกฎหมายกำหนดแบบนี้จริงๆ ทั้งที่เสียงข้างมากไม่เห็นด้วย มันก็ไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบธุรกิจ ต่อให้ รมว.คลังจะออกมาบอกว่า ไม่ใช่จะเอาเงินแบบนี้ออกมาทุกปีเสียเมื่อไหร่ ..... แต่ท่าน รมว.คลัง คงลืมไปว่า เรื่องนี้มันออกมาเป็นกฎหมายที่ออกมาถาวรนะคะท่าน ไม่ใช่จะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เป็นประกาสหรือข้อบังคับชั่วคราวเสียเมื่อไหร่

               เรื่องนี้ไม่ได้เข้าข้างใคร หรือยืนอยู่ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง แต่หากมองในมุมของความเป็นธรรม ความถูกต้อง และเป็นกฎหมายที่ยอมรับได้ของทั้ง 2 ฝ่ายแล้วนั้น ทางฟากฝั่งของกระทรวงการคลัง หรือแม้แต่ ก.ล.ต.เองก็ควรจะต้องเอาควาเห็นของทางผู้ประกอบการ ตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงสมาชิกบริษัทหลักทรัพย์  ทีเกี่ยวข้อง มาตัดสินใจ ไม่ใช่ตั้งธงแล้ว ก็จะเอาแบบนี้ การทำธุรกิจในยุคเสรี ต้องฟังความเห็นของทุกฝ่าย ไม่เคลียร์ประเด็นไหน ขัดแย้งจุดใด ก็ต้องหันหน้าเจรจา และคุยกันให้ชัดๆ ไม่อย่างนั้นตลาดฯ ก็พัฒนาไม่ได้ 

               เรื่องเงินๆ ทองๆ ผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร ต้องชัดเจน ไม่อย่างนั้นคลังก็จะถูกมองว่าใช้อำนาจโดยไม่ชอบหรือไม่ อย่างไร ไม่ใช่พอมีคนบอกว่า"ถังแตก" แล้วปรี๊ด แต่ต้องตอบคำถามได้ว่า วัตถุประสงค์ที่ต้องให้เอกชนเขานำส่งเงินทุกปี ในจำนวนขนาดนี้ เพื่ออะไร อย่าลืมว่าเขาเองก็ต้องมีเงินสำรองเผื่อใช้ในยามฉุกเฉินเหมือนกัน ใช่ว่าจะเอาแต่เงินใส่เข้ากองทุนอย่างเดียว เงินประเดิมน่ะ พอรับได้ เพราะก้อนแรกจ่ายทีเดียว ถ้าได้ประโยชน์กับองค์รวมมันก็สมเหตุสมผล แต่ถ้าต้องนำส่งกำไรขนาดนี้ ต้องถามใจตัวเองว่าท่านจะทำแบบนั้นจริงๆ เหรอ ขนาดรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ อย่าง ปตท. การบินไทย นำส่งเงินเข้าคลังยังไม่ขนาดนี้เลย     

                     ...... ถูกต้องแค่ไหน ลองถามใจตัวเองดูค่ะ ......   


RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh