บทบรรณาธิการ

| 4 พฤษภาคม 2560

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

แชร์ยุคดิจิทัล....ตุ๋นชาตินี้ตามใช้ชาติหน้า

                ช่วงนี้ข่าวคราวทางสังคมบ้านเราที่กำลังโด่งดังเกรียวกราวนั้น มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเงินๆทองๆ มากเลยทีเดียว แถมมาแรงในอันดับต้นๆ ไม่แพ้ข่าวฮ็อตอื่นๆ ก็คงหนีไม่พ้นประเด็นบรรดาแชร์ลูกโซ่ทั้งหลายนั่นเอง โกงกันหลายก๊วน หลายวง หลายประเภท 

             ล่าสุดนี่ ก็เพิ่งรู้ว่าเด่วนี้เขามีแบบแชร์ล็อตเตอรี่กันแล้วด้วย เรียกว่าพัฒนา กลายพันธุ์ ยกระดับกันไปได้เรื่อยๆ แต่บทสรุปก็ไม่หนีไม่พ้นปัญหาฉ้อโกง หลอกลวงต้มตุ๋น ให้เห็นกันบ่อยๆ เหมือนตอนนี้ที่ข่าวเรื่องแชร์ลูกโซ่กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง จนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ต้องกลับทบทวน และดูข้อฎหมายกันอีกครั้งว่าจะเข้าไปดำเนินการจัดการปัญหา และป้องกันเรื่องนี้อย่างไร เพื่อไม่ให้ประชาชนสูญเสียเงินกันอยู่เนืองๆ  

               จะว่าไปแล้ว ปัญหาแชร์ลูกโซ่บ้านเราไม่ได้เพิ่งมี แต่มีมานานกว่า 30 ปีแล้วด้วยซ้ำ ถ้าจะให้ย้อนรอยกันจริงๆ ก็คงเริ่มตั้งแต่ตำนานแชร์น้ำมัน หรือที่รู้จักกันดีในสมยนั้นว่า "แชร์แม่ชม้อย" ที่เริ่มมาแต่ตั้งแต่ก่อนปี 2520 ก่อนจะถูกจับดำเนินคดีในปี 2528 มูลค่าความเสียหายตอนนั้นมีมากถึง 4 พันล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่ธรรมดาเลยจริงๆ และต่อจากแชร์แม่ชม้อย ก็มีอีกสารพัดแชร์ตามมา ที่เป็นคดีดังๆ ก็มีตั้งแต่ แชร์แม่นกแก้ว แชร์ชาร์เตอร์ ของนายเอกยุทธ อัญชันบุตร แชร์เสมาฟ้าคราม และที่จับโกงติดคุกกันเป็นแสนปี คือ แชร์บลิชเชอร์  หรือที่เรียกว่ากัน ธุรกิจจัดสรรวันพักผ่อน ไทม์แชริ่ง ทีเกิดขึ้นในระหว่างปี 2534-2537 
               และแม้ทางตำรวจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไล่จับกันมาแทบจะทุกแชร์ แต่ดูเหมือนว่ายิ่งผ่านไป การทำธุรกิจประเภทนี้ก็ยังไม่สูญพันธ์ เพราะตราบใดที่คนยังเห็นว่าการทำธุรกิจแบบเงินต่อเงินได้เงินเร็ว รวยง่าย แถมยังไม่ต้องออกแรงมากมาย ยังเป็นที่ต้องการ ธุรกิจเหล่านี้ก็ยังหาผลิตภัณฑ์ หารูปแบบโน้มน้าวให้คนเข้ามาติดบ่วงได้อยูเรื่อยๆ ยิ่งปัจจุบันนี้โลกดิจิทัล สังคมโชเชียล ทำให้การสื่อสารรวดเร็วทันใจ เปิดปุ๊ปติดปั๊ป การโฆษณาชวนเชื่อยิ่งทำได้ง่ายขึ้น แถมยังสามารถเปิดรับสมาชิกได้จากหลายช่องทาง ซึ่งนั่นเท่ากับเพิ่มจำนวนมูลค่าความเสียหายมากขึ้นไปอีก 
           
             ดังนั้นเมื่อเป็นแบบนี้สิ่งที่สำคัญนอกจากการปราบปราม หรือจับกุม ก็คือการให้ความรู้ ความเข้าใจ กับประชาชนให้มากขึ้นเกี่ยวกับธุรกิจดังกล่าวไปพร้อมๆกัน และประชาชนเองก็ควรจะต้องใส่ใจ และเรียนรู้ รับรู้ข้อมูลข่าวสารให้มากขึ้นด้วย หากไม่เข้าร่วมซะอย่าง การหลอกลวง ฉ้อโกงก็น่าจะลดลงได้บ้าง เราควรมีช่องทางทำมาหากิน หรือช่องทางหารายได้ ที่ดีกว่าการเล่นแชร์ลูกโซ่ ที่แรกๆ ทุกคนก็มักจะได้ผลตอบแทนอย่างดี แต่ยิ่งนานวันมันยิ่งมีแต่จะสูบเลือด สูบเนื้อ เราไป มารู้ตัวอีกทีก็เสียไปเสียแล้ว 
            
            ปัจจุบันนี้ ยังกระบวนการใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดอีก นั่นก็คือการรับจ้างเปิดบัญชี ที่มองยังไงก็เป็นธุรกิจที่ไม่มีผลดีอะไรต่อผู้ที่เอาชื่อของตัวเองไปเปิดบัญชี เพื่อเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพเอาไปทำธุรกรรมที่อาจผิดกฎหมายแต่อย่างไร ซึ่งล่าสุดผู้ว่าแบงก์ชาติ  ถึงกับออกโรงเตือนให้ประชาชนระมัดระวังเรื่องการเปิดเพจรับซื้อขาย บัญชีธนาคารและบัตรเอทีเอ็ม ซึ่งจูงใจโดยการให้ผลตอบแทนสูง เพราะการชักชวนดังกล่าวเข้าข่ายต้มตุ๋น และอาจเข้าเกณฑ์การฟอกเงินด้วยซ้ำ ผิดกฎหมายและความผิดนั้นจะโดนทั้งผู้ขายและผู้รับซื้อ  
             เท่านี้ยังไม่พอ ตอนนี้ยังมีธุรกรรมประมาณการชักชวนให้ออมเงินผ่านเฟซบุ๊คอีกต่างหากด้วย และไม่รู้ว่าต่อไปจะมีธุรกรรมแนวๆ นี้ ออกมาอีกมากมายขนาดไหน แต่ที่แน่ๆ ทุกอย่างเป็นการลงทุน การชักชวนที่หวังผลส่อเจตนาไม่ค่อยบริสุทธิ์ผุดผ่องเท่าไหร่นัก
 
             โลกเปลี่ยนไป มีทั้งดีไม่ดี  มิจฉาชีพก็พยายามหารูปแบบ ลูกเล่นมาหลอกลวงประชาชนตาดำๆ ไม่รู้อิโหน่ อิเหน่ ไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเราเองก็ต้องตามให้ทันโลก ตามให้ทันเหลี่ยมคูเหล่านี้ให้ได้ด้วยเช่นกัน ครั้นจะแต่จะคอยให้เจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลอย่างเดียวคงไม่พอ ประชาชนก็ควรจะช่วยตัวเอง ดูแลตัวเอง ให้รู้เท่าทันธุรกิจแบบนี้ด้วยเช่นกัน ธุรกิจดีๆ มีเยอะ อยู่ที่เราเลือกว่าจะลงทุนแบบไหน ไม่ให้เป็นเหยื่อเป็นอันโอชะของผู้ไม่หวังดี   เพราะเงินเราเขาเอาไปแล้ว อย่าหวังได้คืน ทวงชาตินี้ ชาติหน้ายังไม่รู้จะได้คืนหรือเปล่า 


RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh