บทความแนะนำ

| 18 พฤษภาคม 2560

แบงก์กระอัก หลังรัฐบีบหั่นดอกเบี้ยเงินกู้ ฉุดกำไรปีนี้ 5-11%

          การทำธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าทำได้ยากขึ้น ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวทั้งจากต่างประเทศ และ ในประเทศเองก็ตาม ซึ่งธุรกิจของธนาคารถือว่าเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ต้องไม่ลืมว่าการทำธุรกิจยังต้อง การสร้างกำไร ทำรายได้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ปีนี้ ถือว่า ระบบธนาคารไทยกลับเผชิญวิบากกรรม เริ่มตั้งแต่ “พร้อมเพย์” ที่แม้จะเป็นการเพิ่มทางเลือกการโอนเงินแบบใหม่ ให้สอดรับยุค Thailand 4.0 แต่ถือเป็นธุรกรรมที่กระทบต่อรายได้ค่าธรรมเนียมของ ธนาคารหายไปไม่ใช่น้อย

*** หมดยุคเสือนอนกิน หลังรัฐสั่งหั่นสเปรดเงินกู้
          เหมือนงานยังเข้าไม่เลิก เมื่อ รมว.คลัง “นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงค์” แค่ออกมาเปรย เหมือนโยนหินถามทางถึง ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และ เงินฝาก(เสปรด) ของธนาคารพาณิชย์ไทยยังสูงถึง 6% ในขณะที่ต่างประเทศมีสเปรดอยู่ที่ 1.5% จึงต้องการเห็นสเปรดดอกเบี้ยลดลง โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ยังเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก หลังธนาคารเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 7-8% แตกต่างจากการปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจรายใหญ่ที่คิดอัตราดอกเบี้ย 1% ซึ่งถือเป็นความไม่เท่าเทียม และ ทำ ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ
          นโยบาย “ขอความร่วมมือ” ให้ธนาคารพาณิชย์จัดหาโปรแกรมสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ให้เข้าถึงแหล่งเงินมากขึ้น และ “ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำเรื่องอัตราดอกเบี้ยลง” ที่ส่วนต่างยังห่างกันถึง 5-6% ซึ่งถือเป็นระดับสูงต้องช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีต้น ทุนทางการเงินที่สามารถแข่งขันกับรายใหญ่ได้ ซึ่งหลังจาก “นายแบงก์” ได้ยินนโยบายดังกล่าวต่าง “กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก” แต่ก็แบ่งรับแบ่งสู้ว่าจะนำเรื่องดังกล่าวไปพิจารณา
          เพราะธนาคารยังเผชิญปัญหา NPLที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ที่กลายเป็นภาระหนักของการตั้งสำรองในระดับสูงเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต ฉุดรายได้-กำไรของธนาคารมาตั้งแต่ปีก่อน ขณะที่การปล่อยสินเชื่อยังอยู่ท่ามกลางความระมัดระวังมากขึ้น เพื่อไม่ให้สินเชื่อใหม่กลายเป็น NPL ซ้ำเติมภาวะที่ยากลำบากของธนาคารไปอีก

*** 4 แบงก์ใหญ่นำร่อง ยอมเฉือนกำไรพยุงศก.
          แบงก์ใหญ่ใช้เวลาไม่กี่วัน ตัดสินใจประกาศลดดอกเบี้ยสนองนโยบายรัฐ เริ่มจากธนาคารขนาดใหญ่อย่าง ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BBL ปรับลดดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ลง 0.25% เหลือ 7.125% และ ปรับลดดอกเบี้ยให้สินเชื่อลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลง 0.5% เหลือ 7.125%
          ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KTB ลดดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลง 0.5% ต่อปี เหลือ 7.12% ต่อปี รวมทั้งออกโครงการกรุงไทยช่วย SME 4.0 สำหรับลูกค้าเอสเอ็มอีทุกกลุ่มวงเงินรวม 6,000 ล้านบาท
         โดยลูกค้าที่มียอดขายมากกว่า 100 ล้านบาท หรือ มีวงเงินสินเชื่อมากกว่า 20 ล้านบาท มี 3 แพ็คเกจ คือ กรณีมีหลักประกันคิดดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี เริ่มต้น 4% ต่อปี ลูกค้าใช้บสย.ค้ำประกัน ดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี เริ่มต้น 4.5% ต่อปี ส่วนสินเชื่อขายลดลูกหนี้การค้าดอกเบี้ยเริ่มต้น 4% ต่อปี ให้กู้สูงสุดรายละ 40 ล้านบาท ผ่อนนานสูงสุด 7 ปี วงเงินกู้รวม 4,000 ล้านบาท
          สำหรับลูกค้าเอสเอ็มอีที่มียอดขายน้อยกว่า 100 ล้านบาท หรือ มีวงเงินสินเชื่อน้อยกว่า 20 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี ดอกเบี้ย 4% ต่อปี ทั้งลูกค้าที่มีหลักประกัน หรือ มีหลักประกัน และ ใช้บสย.ค้ำประกัน ให้กู้สูงสุดรายละ 20 ล้านบาท ผ่อนนานสูงสุด 7 ปี วงเงินกู้รวม 2,000 ล้านบาท
          ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) หรือ SCB ลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท 0.25% ทำให้อัตราดอกเบี้ย MLR และ MOR ต่ำที่สุดในระบบ โดย MLR อยู่ที่ 6.025% และ MOR อยู่ที่ 6.870% และ MRR อยู่ที่ 7.370% ต่อปี พร้อมออกมาตรการปล่อยสินเชื่อ 2 หมื่นล้านบาทเพื่อช่วยเอสเอ็มอี
          ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KBANK ลดดอกเบี้ย MRR ลง 0.5% โดยดอกเบี้ย MRR เป็นดอกเบี้ยที่เอสเอ็มอี และ บุคคลใช้มากที่สุด ซึ่งการปรับลดครั้งนี้ดอกเบี้ย MLR อยู่ที่ 6.25% ,MOR อยู่ที่ 7.12% และ MRR อยู่ที่ 7.12%

***แบงก์กลาง-เล็ก ยังนิ่ง ห่วงรายได้ทรุด
          แต่ท่าทีของธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็กยังไร้สัญญาณการสนอบตอบนโยบายรัฐและการลดดอกเบี้ยให้สอดรับไปตามธนาคารขนาดใหญ่
          นายศักดิ์ชัย นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า กำลังพิจารณาลดดอกเบี้ยตามธนาคารขนาดใหญ่ แต่จะอยู่ในอัตราที่เท่าไรขึ้นอยู่กับประเภท ของธุรกิจ และ ประเภทสินเชื่อที่ธนาคารมี เนื่องจากแต่ละแห่งมีสัดส่วนสินเชื่อที่แตกต่างกัน โดยธนาคารทิสโก้ ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเช่าซื้อ 70% ของสินเชื่อทั้งหมด ในขณะที่ทางภาครัฐนั้นมีความเป็นห่วงลูกค้าเอสเอ็มอี และ รายย่อยที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน
     “ทางภาครัฐห่วงลูกค้ารายย่อย และ เอสเอ็มอี แต่ทิสโก้มีสินเชื่อเช่าซื้อเป็นจำนวนมาก และ สินเชื่อประเภทนี้คิดดอกเบี้ยแบบคงที่ ระยะเวลาผ่อนก็ 4-5 ปี ซึ่งที่ผ่านมาเรามีการลดดอกเบี้ยลงมาแล้วในช่วงงานมอเตอร์โชว์ เพราะฉะนั้นช่วงห่างของดอกเบี้ยเหลือไม่มากแล้ว เราก็ต้องหันมาลดต้นทุนเอา ซึ่งต้นทุนมี 3 ประเภท คือ ต้นทุนเงินฝาก ต้นทุนบริหาร และ ต้นทุนเครดิต ซึ่งต้นทุนเครดิตแบ่งเป็น NPL และ หนี้สงสัยจะสูญ ”นายศักดิ์ชัย กล่าว

***นายแบงก์โอดช่วยรายย่อยแต่กระทบระบบระยะยาว
          หากดูไส้ในแล้วธนาคารที่ปรับลดดอกเบี้ยต่างก็ยอมรับว่ารายได้จากดอกเบี้ยต้องจะลดลง แต่ก็ต้องหาวิธีใน การบริหารต้นทุน หรือ ลดค่าใช้จ่าย อย่างอื่นลง เพื่อไม่ให้กระทบต่อ กำไร ของธนาคาร เช่น ค่าใช้จ่ายทางด้านบุคลากร หรือ ทางด้านสาขาที่ตอนนี้ธนาคารต่างทยอยปิดสาขาลง พร้อมกับพัฒนาระบบไอทีขึ้นมา ซึ่งกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้โมบายแบงกิ้งมากขึ้น โดยจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
          เสียงสะท้อนจากนายธนาคารแห่งหนึ่งว่า การลดดอกเบี้ยเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เป็นเรื่องที่ดี แต่มันอาจส่งผลเสียต่อระบบหากเปิดกว้างมากเกินไป เพราะคนจะเข้ามาขอสินเชื่อกันมากขึ้น จนทำให้ตะแกรงการคัดกรองลูกค้าหย่อนยานลงไป ซึ่งส่งผลเสียไปถึงอนาคตได้ เพราะคุณภาพลูกค้าที่เข้ามาจะลดลงตามไปด้วย โดยเฉพาะ NPL ที่ตอนนี้แต่ละธนาคารกำลังประสบปัญหาจนทำให้เกิดการตั้งสำรอง และ กดดันกำไรให้ลดต่ำลง
          สอดคล้องกับที่ผู้บริหารทิสโก้ ยอมรับว่าการลดดอกเบี้ยก็จะกระทบต่อรายได้ไปบ้าง แม้เชื่อว่าเป็นระยะสั้น แต่ธนาคารก็ต้องหาทางบริหารต้นทุนเพื่อไม่ให้กระทบต่อผลการดำเนินงาน

***ประเมินกระทบกำไรกลุ่มแบงก์ปีนี้ 5-11%
          นายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ที่ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25-0.5% มองว่า BBL จะได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากการปรับลด MOR และ MRR เพราะธนาคารมีสัดส่วนสินเชื่อกลุ่มเอสเอ็มอีขนาดเล็กและสินเชื่อบ้านต่อสินเชื่อทั้งหมดน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับ 3 ธนาคารที่เหลือ
         สำหรับ SCB มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยทุกประเภทลง แต่ปรับลดในระดับที่น้อยกว่ากลุ่มจึงคาดว่าผลกระทบจะกระจายไปทุกกลุ่มสินเชื่อ ยกเว้นสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่บางส่วน สินเชื่อรถยนต์ และ สินเชื่อรายย่อยอื่นๆ ทั้งนี้ BBLและ SCB ยังคงเป้าหมายอัตราส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) หลังจากประกาศปรับลดดอกเบี้ยดังกล่าว ขณะที่ KTB คาดไม่น่าจะกระทบต่อกำไรของธนาคาร เนื่องจากคาดปริมาณสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น และ การบริหารจัดการ ซึ่งจะช่วยชดเชยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้
          การปรับลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ต่างจากในช่วงเดือนเม.ย. 59 ที่กลุ่มธนาคารสามารถบริหารจัดการ Funding cost ได้ดีมาก ซึ่งทำให้ NIM ขยายตัวขึ้นได้ แม้จะปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงก็ตาม 
          อย่างไรก็ตามจากการทำ sensitivity analysis สำหรับ NIM และ กำไรของกลุ่มธนาคารชี้ให้ เห็นถึงผลกระทบเชิงลบเล็กน้อยต่อกำไรในครั้งนี้ เพราะช่องในการปรับลดต้นทุนดอกเบี้ยคาดว่าจะน้อยกว่าครั้งก่อน เนื่องจากเงินฝากประจำที่ดอกเบี้ยสูงส่วนใหญ่ได้ครบกำหนดไปแล้ว โดยประเมินผลกระทบต่อ NIM ว่าจะอยู่ในกรอบ 3-7 bps และ กำไรที่ 2-4% โดยคาดว่าธนาคารอื่นๆจะดำเนินการปรับลด ดอกเบี้ยตาม
          ทั้งนี้ คาดว่ากำไรของ BBL จะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยคาดว่า BAY และ TMB ต่างจะปรับลด MRR ลง 50bps และ คาดว่าจะมีผลกระทบต่อกำไร 3-4% ซึ่งเชื่อว่าผลกระทบต่อกลุ่มธนาคารเช่าซื้อ อย่าง TCAP KKP และ TISCO จะมีระดับที่ต่ำ  ยังคงคำน้ำหนักการลงทุน “มากกว่าตลาด” สำหรับกลุ่มธนาคาร โดยเลือก BBL และ SCB เป็น Top picks  จากมุมมองที่ว่ากลุ่มธนาคารขนาดใหญ่จะค่อยๆหลุดวัฎจักร NPL ซึ่งเป็นปัจจัยที่กดดันราคาหุ้น และ เลือก TISCO เป็น Top pick ในกลุ่มธนาคารสินเชื่อเช่าซื้อ
         “ทุกวันนี้แบงก์มีรายได้จากฝั่งดอกเบี้ยในระดับที่ไม่สูงเท่ารายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ซึ่งการที่ลดดอกเบี้ยลงก็กระทบต่อรายได้ไปบ้าง แต่เชื่อว่ามีผลในระยะสั้น เพราะถึงยังไงแบงก์ก็มีการบริหารต้นทุนที่แตกต่างออกไป และ สภาพคล่อง กับ ธุรกิจก็ต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะบริหารลดต้นทุนได้ดีกว่ากันเพื่อพยุงไม่ให้กำไรได้รับผลกระทบในยามที่ภาวะเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว”นายกวี กล่าว
         บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ธนาคารที่มีสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยไม่รวมเช่าซื้อรถยนต์บวกกับเอสเอ็มอีสูงสุด ได้แก่ SCB, KBANK KTB, BBL คาดว่า ผลกระทบจากการลดดอกเบี้ยที่เป็นการลดเฉพาะ MRR และ MOR ซึ่งมีสัดส่วนรวม 30% ของสินเชื่อรวมจะกระทบ ต่อสเปรดของธนาคารในปี 60 เพียง 6 เดือน หรือ นับจากไตรมาส 3 เป็นต้นไปประมาณ 0.0625% หรือ กระทบต่อกำไรของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ 2.5% ของประมาณการเดิม โดยทุก 0.25% ที่ลดลงกระทบกำไรสุทธิของกลุ่ม 10% ซึ่งปัจจัยนี้จึงส่งผลกระทบด้านลบ ช่วงสั้นต่อราคาหุ้นธนาคาร โดยมีกรอบการลดลงไม่เกิน 2.5-3% หากลดลงมากกว่านี้น่าจะเป็นโอกาสสะสม ซึ่งฝ่ายวิจัยจึงยังคงน้ำหนักลงทุนมากกว่าตลาด โดยเลือก SCB, TCAP เป็น top picks ซึ่ง SCB ราคาเป้าหมาย 178.50 บาท และ TCAP ราคาเป้าหมาย 
53 บาท
          บล.ทิสโก้ ระบุว่า กำไรของธนาคารในปี 60 จะได้รับผลเชิงลบ 5-11% จากการลดอัตราดอกเบี้ย MRR 0.50% เพียงขาเดียว แต่หากมีการลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงด้วย 0.25% คาดผลกระทบต่อกำไรจะลดลงเพียง 1-8% เท่านั้น ซึ่งจะรอข้อมูลจากธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งว่ามีสินเชื่อที่อ้างอิงอัตราดอกเบี้ย MRR ที่แท้จริงมากน้อยแค่ไหน และรอติดตามว่าจะมีการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภทอื่นตามมาหรือไม่ เพื่อลดต้นทุนเงินทุนลงก่อนที่จะมีการปรับประมาณการกำไรของหุ้นในกลุ่มธนาคาร
          อย่างไรก็ตาม หุ้นที่ชอบมากที่สุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ คือ BBL ที่ยังแนะนำ “ซื้อ” โดยมีมูลค่าเหมาะสมที่ 200 บาท นอกนั้นแนะนำ “ถือ” ยกเว้น KKP แนะนำ “ขาย” โดยมีมูลค่าเหมาะสมที่ 63 บาท

          งานนี้ต้องดูกันยาวๆว่า “การบีบคอ” ให้ลดดอกเบี้ยในครั้งนี้จะส่งผลต่อผลการดำเนินงานอย่างไร โดยเฉพาะกำไร เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่นักลงทุนสนใจ คือ กำไร ที่จะสะท้อนไปถึงราคาหุ้นและตัวเลขการจ่ายปันผล ปีนี้ บอกเลยว่าเป็นงานช้างที่ “แบงก์” จะต้องก้าว ผ่าน ไปให้ได้ในภาวะที่บรรยายกาศรอบตัวไม่เป็นใจเอาเสียเลย!!!!
 

รายงานโดย : กรณัช พลอยสวาท  

บทความแนะนำ ล่าสุด

ดูบทความทั้งหมด

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh