บทความแนะนำ

| 20 เมษายน 2560

`สิงคโปร์` พร้อมผงาดเป็น Wealth Management อันดับ 2 ของโลกในปี 61

 

    "สิงคโปร์" เป็นประเทศที่เล็กที่สุดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเนื้อที่ประมาณ 719.2 ตารางกิโลเมตร แต่กลับมีประชากรถึง 5,607,300 คน (ยอดสิ้นสุดปี 2559 อ้างอิงwww.singstat.gov.sg) แต่ภายใต้ความเล็กของประเทศนี้ กลับมีแรงดึงดูดที่น่าสนใจมากมาย  ทั้งภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตลาดเงินตลาดทุนที่มีมาตรฐานการดูแลระดับโลก  รวมถึงการท่องเที่ยวที่โดดเด่นไม่แพ้กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค      

*** ตั้งเป้าเป็น Wealth Management อันดับ 2 ของโลกในปี 61  
          สิงคโปร์ถือเป็นศูนย์กลางธุรกิจและการเงินระหว่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดหุ้นสิงคโปร์ที่ถือว่ามีฐานะทางการเงินที่มั่นคง ด้านเม็ดเงินลงทุนไหลเข้ามาในตลาดหุ้นสิงคโปร์มหาศาล และมีผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าเลือกลงทุนได้หลายด้าน
          นาย Chan Kum Kong รองประธานอาวุโสและผลิตภัณฑ์หุ้นและตราสารหนี้ ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์(SGX) เปิดเผยว่า สภาพแวดล้อมทางธุรกิจและการเงินของประเทศสิงคโปร์ดีที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกจากการจัดอันดับโดยฟิทช์ และให้คะแนนเรตติ้ง AAA โดยประเทศสิงคโปร์ถือว่าเป็นศูนย์กลางของการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าสินทรัพย์มากกว่า 2.6 ล้านล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และมีผู้จัดการกองทุนเข้ามาทำธุรกิจในสิงคโปร์มากกว่า 591 ราย ที่สำคัญจุดเด่นของตลาดสิงคโปร์คือมีกฎหมายและการดำเนินงานที่นักลงทุนสามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยภายในปี 2561สิงคโปร์ตั้งเป้าจะเป็นศูนย์กลาง Wealth Management เป็นอันดับ 2 ของโลก จากปัจจุบันอยู่ในอันดับ 3 รองจากลอนดอน และนิวยอร์ก 
  
*** ชูจุดเด่น ให้บจ.ต่างชาติมาจดทะเบียนมากสุดในโลก
          ด้านตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์(SGX) มีบริษัทจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 759 บริษัท มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาทุน 679 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยบริษัทที่จดทะเบียนใน SGX ประมาณ 60% จะเป็นบริษัทที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่สิงคโปร์ ส่วนอีกประมาณ 40% จะเป็นบริษัทที่อยู่ในต่างประเทศ โดยประเทศจีนมีสัดส่วนมากสุดถึง 42% ด้านประเทศไทยมีบริษัทที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ด้วยเช่นกัน อาทิ Thai Beverage , Sri Trang Agro-Industy และ KrisEnergy เป็นต้น 
          สิงคโปร์นับว่าเป็นประเทศที่ให้บริษัทต่างชาติเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มากที่สุดถึง 40%  เมื่อเทียบกับตลาดหลักทรัพย์ประเทศอื่นๆ อาทิ ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กมีต่างชาติเข้ามาจดทะเบียน 20% ,ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน20% , ตลาดหลักทรัพย์แนสแด็กของสหรัฐฯ 13% ,ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง 5% และตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่นที่มีบริษัทจดทะเบียนในประเทศเกือบทั้งหมด 
          สำหรับเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์มีสัดส่วนบริษัทที่จดทะเบียนจากต่างประเทศมาก เพราะสิงคโปร์เป็นประเทศเล็กหากพึ่งพาบริษัทในประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เกิดประโยชน์สูงสุด จึงต้องทำโครงสร้างของตลาดหุ้นสิงคโปร์ให้มีบริษัทจดทะเบียนจากหลากหลายประเทศ และจุดเด่นตรงนี้เองที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ เพราะเหมือนเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคเอเชีย มาที่เดียวแต่ได้ลงทุนทั่วเอเชีย

*** มองเทรนด์หุ้นกลุ่ม  Healthcare และ Oil&Gas มาแรง 
          นาย Chew Sutat รองประธานกรรมการบริหาร ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์(SGX) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นสิงคโปร์ให้เงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) สูงมากเป็นอันดับ2 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นรองแค่ตลาดหุ้นไต้หวันเท่านั้น  โดยกลุ่มที่ได้รับความนิยมและค่อนข้างโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มConsumer, กลุ่มธุรกิจของการเดินเรืออู่ต่อเรือเพราะสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ถือว่าสิงคโปร์มีความโดดเด่นและแข็งแกร่งอยู่ก่อนแล้ว 
          ส่วนในอนาคต SGX พยายามจะพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นเทคโนโลยี เพราะเป็นสิ่งที่ทั่วโลกพัฒนาและเติบโตอย่างกว้างขวาง โดยจะโฟกัสด้าน Healthcare ซึ่งคาดว่าทุกคนต้องการดูแลด้านสุขภาพมากขึ้น รวมถึงด้าน Oil&Gas ซึ่งสิงคโปร์อยากเป็นจุดศูนย์กลางในด้านนี้ 
          เป้าหมายหลักของ SGX คือการเป็นมิตรแก่บริษัทและนักลงทุนในอาเซียน เพื่อให้บริษัทที่เข้ามาลงทุนและนักลงทุนเองสามารถเข้าถึงตลาดทุนที่มีต้นทุนถูกที่สุดได้ผลตอบแทนที่ดี และอยากสนับสนุนพัฒนาบริษัทเอกชนในอาเซียนให้สามารถช่วยเหลือได้ซึ่งกันและกันโดยใช้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งเม็ดเงินผลตอบแทนที่ดีทั้งหมดจะไหลกลับเข้าไปสู่แต่ละประเทศนั้นๆ ทำให้ทุกประเทศได้พัฒนาและเติบโตไปด้วยกัน
          นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้ SGX ประสบความสำเร็จ คือการให้ความสำคัญกับบริษัทจะทะเบียนทั้งก่อนและหลัง โดย SGX จะสกรีนบริษัทที่เป็นชั้นนำเท่านั้นซึ่งดูจากบริษัทจดทะเบียนว่ามีสภาพคล่องสามารถทำให้ทุกคนเข้าถุงแหล่งเงินทุนได้หรือไม่ นอกจากนี้หลังจากบริษัทเทรดในตลาดแล้ว SGX จะคอยดูแลบริษัทจดทะเบียนโดยนำไปโรดโชว์ รวมถึงผลักดันให้บริษัทสามารถให้ข้อมูลอย่างสม่ำเสมอแก่นักลงทุน
          "หากมองว่าตลาดหุ้นสิงคโปร์ประสบความสำเร็จได้ในระดับนึงนั้น คงมาจากโครงสร้างขององค์กรที่ดี และอีกส่วนนึงมาจากรัฐบาลสิงโปร์ช่วยเกื้อหนุนด้านกฎหมาย เพราะเก็บภาษีนักลงทุนต่างชาติค่อนข้างถูก ทำให้เป็นที่นิยมเข้ามาลงทุน" นาย Chew Sutat กล่าว
          โดยตลาด SGX มีสัดส่วนของนักลงทุนประเภทสถาบันมากที่สุดถึง 60% โดยนับรวมทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างชาติ อีก 20-25% มาจากนักลงทุนรายย่อย และอีก 20% เป็นส่วนของผู้ดูแลสภาพคล่องอาทิดูแลกองทุน ETF เป็นต้น โดยภาพรวมของตลาดหุ้น SGX ไม่ผันผวนแรงเหมือนตลาดหุ้นอื่นๆ อาทิจีน ที่มีข่าวเข้ามากระทบจะทำให้ตลาดเหวี่ยงแรง เพราะ SGX เป็นตลาดหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ บริษัทจดทะเบียนมีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างนิ่งแต่เงินปันผลดี ทำให้ปัจจุบันสัดส่วนกลุ่มนักลงทุนสถาบันมากที่สุด

*** บลจ.ไทย สบช่อง ออกกองทุนอิงหุ้นในตลาดสิงคโปร์  
          นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ เปิดเผยว่า ได้ออกกองทุนเปิด STOXX อาเซียน (ONE-STOXXASEAN) ซึ่งเป็นกองทุน Smart-Beta ETF ในประเทศสิงคโปร์ เพราะมองว่าตลาดหุ้นสิงคโปร์มีความคล่องตัวในการลงทุนและมีพาร์ทเนอร์ที่สร้างสภาพคล่องให้กับตลาด ด้านต่างชาติเข้ามาลงทุนง่าย มีครบทั้ง Asset Celebrity , Liquidity และ Trad Equality ซึ่ง 3 คำนี้สามารถอธิบายถึงการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น SGX ได้ดีที่สุด  
          กองทุนนี้คัดเฉพาะหุ้นที่ให้ผลตอบแทนของเงินปันผลสูงสุด 30 บริษัทของภูมิภาคอาเซียน ประกอบกับด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนามและไทย เพื่อสร้างผลตอบแทนตามดัชนี STOXX ASEAN Select Dividend 30 ทั้งนี้มีหุ้นไทย 5 ตัวที่อยู่ในกองทุนดังกล่าวได้แก่ KK,PS,SIRI,LPN,SPRC
          ทั้งนี้มองตลาดหุ้นสิงคโปร์มีศักยภาพสูงถือว่าเป็นจุดศูนย์กลางการเทรดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนฮ่องกงเป็นจุดศูนย์กลางการเทรดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ โดยกฎเกณฑ์ในตลาดหุ้นสิงคโปร์ค่อนข้างง่ายทั้งวิธีการดูแลบริษัทที่เข้ามาลงทุน และเรื่องภาษีที่เอื้อต่อชาวต่างชาติ ปัจจุบันอัตราการจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียนในประเทศภูมิภาคอาเซียน ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนามและไทย อยู่ที่ระดับ  3% 3.2% 2.6% 3.7% 4.3%  และ 3.8% ตามลำดับ 
 
*** ภาคท่องเที่ยวโดดเด่นหนุนนักท่องเที่ยวโต 7.7% 
          อีกหนึ่งแรงดึงดูดที่สำคัญของสิงคโปร์ นอกจากตลาดทุนที่แข็งแกร่งแล้ว การท่องเที่ยวก็เป็นปัจจัยที่เรียกเม็ดเงินเข้าประเทศได้ไม่แพ้กัน  โดยยอดนักท่องเที่ยวที่บินเข้าประเทศสิงคโปร์สิ้นสุดปี 2559 มีจำนวนทั้งสิ้น 16,403,600 คน เพิ่มขึ้น 7.7% จากปี 2558 ซึ่งไม่นับรวมนักท่องเที่ยวที่ข้ามฝั่งมาจากมาเลเซียทางพื้นดิน ส่วนมูลค่าจากการท่องเที่ยวปี 2559 สูงถึง 2.48 หมื่นล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 13% จากปี 2558  (ที่มา www.stb.gov.sg) โดยประเทศเล็กๆ แห่งนี้ได้รับความนิยมอาจเป็นเพราะว่าการเดินทางสะดวกสบาย เลือกใช้ได้ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดินใช้บัตรโดยสารในใบเดียวกัน หรือแท็กซี่ยังมีให้บริการ ส่วนบ้านเมืองเป็นระเบียบสะอาดเพราะเค้ามีกฎหมายที่เคร่งครัด และสถานที่แต่ละแห่งใกล้เคียงกัน 
          ส่วนความสวยงามของสิ่งปลูกสร้างในสิงคโปร์ไม่ต้องพูดถึง เพราะแต่ละแห่งนอกจากความสวยงามแล้วยังมีฮวงจุ้ยที่ดี แม้คนทั่วไปอาจไม่เข้าใจในความหมาย แต่สิ่งที่รับรู้ได้อย่างชัดเจนคือการใช้องค์ประกอบแสงสีเสียงที่สะดุดตานักท่องเที่ยวมากในช่วงกลางคืน หรือแม้แต่กลางวันสิงคโปร์ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่ครบครัน ทำให้สิงคโปร์เป็นประเทศที่การท่องเที่ยวไม่เคยหลับไหล ซึ่งหมายความว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบอยู่ตลอดเวลา    
  
          หากใครต้องการหาโมเดลในการจัดการระบบ ระเบียบในการบริหารประเทศ สิงคโปร์ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศต้นๆ ของโลกที่ควรไปศึกษาดูงานเป็นอย่างยิ่ง  เพราะระบบจัดการที่มีประสิทธิภาพจากทั้งรัฐบาลและการให้ความร่วมมือของภาคเอกชน ส่งผลให้ประเทศเล็กๆ แต่มีความลงตัวในทุกด้าน ทั้งการท่องเที่ยว การศึกษา และการลงทุน และยิ่งในอนาคตหาก สิงคโปร์ก้าวสู่  Wealth Management  ของโลกตามเป้าที่ตั้งไว้ คงนึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่าจะได้เห็นเม็ดเงินจากบรรดานักลงทุนรายย่อยและกองทุนต่างชาติแห่ขนเงินเข้าลงทุนอีกมหาศาลแค่ไหน     


 
รายงานโดย : ชุติมา อภิชัยสุขสกุล
 
 

บทความแนะนำ ล่าสุด

ดูบทความทั้งหมด

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh