บทความแนะนำ

| 3 สิงหาคม 2560

ธปท.ออกเกณฑ์คุมกำเนิดบัตรเครดิต-สินเชื่อบุคคล ทำผู้ประกอบการจุก!!รายได้หด

          หลายปีที่ผ่านมาธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลเติบโตอย่างก้าวกระโดด สอดรับกับความต้องการใช้เงินของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย สะท้อนภาพสินเชื่อดังกล่าวกำลังสร้างปัญหาหนี้ภาคครัวเรือน ของประเทศที่ยังพุ่งสูงไม่หยุด โดยเฉพาะ กลุ่มวัยรุ่น หรือ กลุ่มเจน Y ที่มีข้อมูลพบว่ากำลังก่อหนี้จนเกินความสามารถชำระหนี้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้กลายเป็นปัญหาที่กระทบภาพรวมของเศรษฐกิจในระยะยาว ทำให้ธปท. ต้องปรับปรุงแนวทางการกำกับดูแล เพื่อวางกรอบการก่อหนี้สินภาคครัวเรือนให้เหมาะสมมากขึ้น พร้อมปรับพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนให้ระมัดระวังการก่อหนี้มากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการอยู่ในสภาวะพูดไม่ออก บอกไม่ถูก ก้มหน้ารับผลกระทบรายได้-กำไรหด พร้อมเร่งปรับกลยุทธรับมือเร่งด่วน

***สกัด NPL คุมวงเงินสินเชื่อ ดีเดย์เริ่มใช้ 1 ก.ย. 60
          มาตรการสินเชื่อบัตรเครดิตใหม่ได้กำหนดวงเงินแก่ผู้ขอมีบัตรให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ตามรายได้ต่อเดือน โดยผู้มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท ให้ได้รับวงเงินไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้รายได้ตั้งแต่ 30,000 ถึง 50,000 บาท วงเงินไม่เกิน 3 เท่า และ รายได้ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป วงเงินไม่เกิน5 เท่า และ ได้ปรับลดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตลงเหลือ 18% จาก 20% ให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจการเงินในปัจจุบันที่ต้นทุนทางการเงินต่ำลงด้านสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับได้ปรับวงเงินสินเชื่อแก่ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน วงเงินไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ และ ให้ได้รับวงเงินสินเชื่อส่วนบุคคลจากผู้ประกอบธุรกิจ สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับไม่เกิน 3 ราย สำหรับผู้มีรายได้ต่อเดือนเกิน 30,000 บาทขึ้นไป กำหนดวงเงินไม่เกิน 5 เท่า แต่ไม่จำกัดจำนวนผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่จะให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภคแต่ละราย โดยยังคงเพดานอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับจะเรียกเก็บได้เพื่อให้สามารถให้บริการสินเชื่อแก่ผู้บริโภคกลุ่มต่าง ๆ ให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้
          ทางธปท. ก็ไม่ได้ปิดประตูการทำมาหากินจนเกินไป ยังเปิดช่องให้ผู้บริโภคมีช่องทางในการเข้าถึงสินเชื่อในกรณีที่มีเหตุการณ์จำเป็นฉุกเฉินที่สำคัญต่อการดำรงชีพ โดยให้ผู้ประกอบการสามารถให้วงเงินชั่วคราว และ ให้กำหนดการจ่ายชำระคืนตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้อย่างเหมาะสมแนวทางนี้มีผลใช้บังคับกับผู้ขอมีบัตรเครดิต หรือ ผู้ขอสินเชื่อส่วนบุคคลรายใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 60 เป็นต้นไป และ สำหรับเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตก็มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ก.ย. 60 เช่นกัน โดยจะมีผลใช้บังคับกับผู้มีบัตรเครดิตทั้งรายเดิม และรายใหม่

***"BAY" จุก !!! พอร์ตสินเชื่อบัตรเครดิต-สินเชื่อบุคคลเยอะสุด
          จากการสำรวจข้อมูลสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นไตรมาส 2/60 พบว่า ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ BAY มีสินเชื่อเพื่อรายย่อย 670,142 ล้านบาท โดยเป็นบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล 139,025 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จากสิ้นไตรมาส 1/60 ที่อยู่ 135,558 ล้านบาท ซึ่งในไตรมาส 2/60 สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลจะขยายตัวได้ 2.6% จากหดตัว 4.3% ในไตรมาส 1/60 โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากปัจจัยด้านฤดูกาล ซึ่งสะท้อนจากปริมาณการใช้จ่ายรวมในระบบที่เพิ่มมากขึ้น
          โดย นายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานชมรมธุรกิจบัตรเครดิต และ ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เปิดเผยว่า จากเกณฑ์นี้ส่งผลกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ย 10% ซึ่งเทียบเท่ากับระบบ โดยปัจจุบันลูกค้าบัตรเครดิตที่อยู่ในระบบสูงถึง 20.1 ล้านบัญชี และ มียอดสินเชื่อคงค้าง 3.6 แสนล้านบาท และ สินเชื่อบุคคล 12.2 ล้านบัญชี และ มียอดสินเชื่อคงค้าง 3.33 แสนล้านบาท โดยคิดเป็น 6% ของหนี้ครัวเรือน ซึ่งไตรมาส 1/60 หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 78.6% ของจีดีพี
          "5-6 ปีที่ผ่านมาจะเห็นการโตประมาณ 5-6% ต่อปี ซึ่งถือว่าไม่สูง เพราะส่วนใหญ่จะใช้จ่ายในหมวดชีวิตประจำวันมากกว่าการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย โดยอันดับแรก คือ การซื้อประกัน ท่องเที่ยว ตบแต่งบ้าน ห้าง และ รพ."นายฐากร กล่าว
          นางสาวณญาณี เผือกขำ ประธานชมรมสินเชื่อส่วนบุคคล และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทไม่ได้รับผลกระทบทางด้านรายได้ เพราะดอกเบี้ยยังคิดอัตราเท่าเดิมที่กำหนดไว้ไม่ให้เกิน 28% ต่อปี แต่จะได้รับผลกระทบฐานลูกค้าใหม่ที่ถูกจำกัดด้วยจำนวนการถือบัตร โดยปัจจุบันลูกค้าบริษัทมีฐานเงินเดือนที่ 1 หมื่นบาท และ ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาทอยู่ที่ 70-80%
          "เรามองว่าลูกค้าระดับล่างจะได้รับผลกระทบมากกว่าลูกค้าระดับบน ซึ่งส่วนใหญ่แบงก์ก็จะเน้นลูกค้าระดับบน โดยนอนแบงก์ และ ผู้ประกอบการใหม่ๆจะได้รับผลกระทบมากกว่าแบงก์"นางณญาณี กล่าว

*** "KTC" เจ้าตลาด กระอักเลือด!!!
          ผู้ประกอบการ Non- Bank ดูเหมือนจะกระทบหนักสุด ซึ่งหนีไม่พ้นผู้ประกอบการรายใหญ่อย่าง “บัตรกรุงไทย” หรือ KTC โดย นายผยง ศรีวนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ KTB ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ 49% ออกมาระบุว่า ภาพรวมกระทบไม่มาก แต่อาจส่งผลกระทบทางด้านงบการเงินรวมที่ KTB รับรู้เข้ามาในฐานะที่ถือหุ้นใน KTC แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาบริษัทมีความระมัดระวังทางด้านคุณภาพสินเชื่อ ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้
          นายชุติเดช ชยุติ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส สายงานคอร์ปอเรทไฟแนนซ์ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC เปิดเผยว่า กระทบต่อการผลการดำเนินงานของบริษัทปีนี้เพียงเล็กน้อย แต่บริษัทยังคงเป้ากำไรเติบโต 10% จากปี 59 ที่มีกำไรสุทธิ 2,494.71 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทจะมีการปรับกลยุทธ์ในการหารายได้อื่นมาชดเชย หลังคาดว่ารายได้จากดอกเบี้ยจะลดลง จากเดิมที่บริษัทคิดอัตราดอกเบี้ยที่ 20% โดยกฏเกณฑ์ใหม่คิดดอกเบี้ย 18% ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างทำแผนธุรกิจเพื่อไม่ให้ ส่งกระทบต่อผลประกอบการในปีนี้
          สำหรับราคาหุ้นบริษัทที่ปรับลดลงถือเป็นเรื่องปกติที่นักลงทุนจะเทขายหุ้นออกมา เมื่อมีข่าวที่กระทบ แต่พื้นฐานของบริษัทยืนยันยังแข็งแกร่ง และ ไม่ใช่แค่บริษัทที่ได้รับผลกระทบจากเกณฑ์ใหม่ แต่ยังมีสถาบันการเงินอื่นๆ ที่ทำธุรกิจประเภทนี้ก็ได้รับ 
ผลกระทบเช่นเดียวกัน
          “กระทบผลดำเนินงานปีนี้ โดยอาจเห็นไตรมาสสุดท้ายของปีที่อาจชะลอตัว เพราะฉะนั้นตอนนี้เราก็ต้องเดินหน้าทำธุรกิจให้เข้าเป้าหมายให้มากที่สุด แต่ต้องเข้าใจว่ากฎเกณฑ์นี้ไม่กระทบลูกค้าเก่า ซึ่งมีผลต่อลูกค้าใหม่เท่านั้น โดยต่อจากนี้จะเห็นการเติบโตของสินเชื่อที่ช้าลง ไม่เร็วเหมือนที่ผ่านมา แต่ก็ยังโตอยู่ โดยเชื่อว่าปีหน้าจะกระทบมากกว่าปีนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องปรับตัว”นายชุติเดช กล่าว

***แผนธุรกิจครึ่งปีหลังสะดุด ผู้ประกอบการเร่งปรับตัวหลังแอ่น
          นายฐากร ระบุ แผนธุรกิจของกรุงศรีฯ ในปีนี้นั้น ก็ยอมรับว่าไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยจำนวนลูกค้าใหม่ทั้งของบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลสิ้นปีนี้วางไว้ 8.9 แสนบัญชี จะเหลือแค่ 7 แสนบัญชีเท่านั้น หรือ ลดลง 20% จากเป้าเดิม ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าใหม่แล้ว 4.5 แสนบัญชี โดยแบ่งเป็นบัตรเครดิต 2.6 แสนบัญชี และ สินเชื่อบุคคล 1.9 แสนบัญชี ในขณะที่ยอดสินเชื่อคงค้างปัจจุบันอยู่ที่ 1.37 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นบัตรเครดิต 6.3 หมื่นล้านบาท และ สินเชื่อส่วนบุคคล 7.4 หมื่นล้านบาท
          "เราได้รับผลกระทบทางด้านรายได้ที่มาจากดอกเบี้ย เพราะบัตรเครดิตเราลูกค้าผ่อนชำระ 65% และ จ่ายเต็ม 35% จากฐานบัตรเครดิตทั้งหมดที่เรามี 3.65 ล้านใบ"
          กลยุทธ์ต่อจากนี้จะชะลอการขยายลูกค้าบางผลิตภัณฑ์ แต่การทำกิจกรรมทางการตลาดยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายผ่านบัตรที่สม่ำเสมอ ซึ่งหลังจากนี้บริษัทจะเริ่มวางแผนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับเกณฑ์ใหม่
          นายอดิศร เสริมชัยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจรายย่อย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMBT เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์” ว่า กระทบต่อการทำธุรกิจสินเชื่อรายย่อยของธนาคารไปบ้าง เพราะในมาตรการนี้มีการควบคุมวงเงินการให้สินเชื่อ รวมถึงรายได้ของผู้ขอสินเชื่อ ซึ่งสินเชื่อบุคคลในปัจจุบันก็ชะลอตัวอยู่แล้ว โดยธนาคารก็ต้องมีการปรับตัว และ ปรับแผนธุรกิจ โดยไปมุ่งธุรกิจอย่างอื่นที่ยังมีการเติบโต เช่น สินเชื่อบ้าน รวมถึงการมุ่งเน้นในกลุ่มลูกค้าที่มีฐานรายได้สูงขึ้น ซึ่งธนาคารได้ปรับตัวมา 2-3 ปีแล้ว จนปัจจุบันมีฐานลูกค้าสินเชื่อบุคคลที่ไม่มีหลักประกันเกิน 20,000 บาทต่อเดือน หรือ คิดเป็นสัดส่วนเกินครึ่งหนึ่งไปแล้ว
          “ยอมรับว่าเป้าหมายธุรกิจปีนี้พลาดเป้า แต่ยังไม่ได้ประเมินว่ากระทบรายได้ดอกเบี้ย สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลเท่าไหร่ ซึ่งเราก็ต้องหาวิธีรับมือ ปรับตัวเพื่อทำให้ธุรกิจไม่สะดุด เช่น ไปเน้นสินเชื่อบ้าน หรือ สินเชื่อเช่าซื้อ ทดแทนสินเชื่อประเภท 
ดังกล่าว”นายอดิศร กล่าว
          นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า กระทบต่อรายได้ที่มาจากธุรกิจบัตรเครดิต และ สินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งถือว่าเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้รายได้อันดับ 1 หรือ 2 ของธนาคารพาณิชย์ โดยคิดเป็นรายได้สูงถึง 3 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์จะมีวิธีหารายได้อย่างอื่นมาชดเชยกับรายได้ส่วนนี้ที่สูญเสียไปได้
    “แบงก์ที่มีฐานลูกค้ารายย่อยเยอะ ๆ และ มีสัดส่วนลูกค้าบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลเยอะ จะกระทบมากหน่อย แต่ด้วยความที่เป็นแบงก์ก็เชื่อว่าจะหารายได้อย่างอื่นมาชดเชยได้ แต่ที่น่าห่วงจะเป็นนอนแบงก์ หรือ ผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ที่ทำธุรกิจแบบนี้อย่างเดียว แต่ก็เชื่อว่า ทุกคนน่าจะปรับตัว และรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป”นายชาติชาย กล่าว

***เกณฑ์ใหม่ทำรายได้ดอกเบี้ยหด-กระทบกำไร 
          บล.เอเซียพลัส ระบุว่า หลังธปท. ควบคุมการปล่อยสินเชื่อดังกล่าวพบว่า ราคาหุ้นกลุ่มบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน หรือ นอนแบงก์ ที่เน้นการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มนี้ปรับลดลงแรง เช่น KTC ซึ่งปรับลดลง 16% และ AEON ลดลง 11% จากจุดสูงสุดเมื่อ ปลายเดือน มิ.ย. จึงคาดว่าน่าจะสะท้อนเกณฑ์ใหม่ที่เตรียมบังคับใช้ปีหน้า
          โดยได้ประเมินผลกระทบเป็น 3 ด้าน คือ ดอกเบี้ยรับที่หายไปทันทีจากที่เคยกำหนดเพดานที่ 20% เหลือ 18% ของยอดคงค้าง และ จำกัดการปล่อยสินเชื่อจากเดิมสูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของเงินเดือน ซึ่งเกณฑ์ใหม่จะเป็นขั้นบันไดตามฐานเงินเดือน คือ ได้สูงสุด 1.5 เท่า กรณีเงินเดือนไม่เกิน 3 หมื่นบาท เพิ่มเป็น 3 เท่า กรณีเงินเดือนไม่เกิน 5 หมื่นบาท และ 5 เท่า กรณีที่เงินเดือนเกินกว่า 5 หมื่นบาท และ เกณฑ์ใหม่ยังกำหนดให้สถาบันการเงิน หรือ นอนแบงก์ ที่ออกบัตรเครดิต หรือ สินเชื่อบุคคลแก่ลูกค้ารายใดรายหนึ่งรวมกันไม่เกิน 3 ราย
          หากพิจารณาผลกระทบรายบริษัทพบว่า น่าจะได้รับผลกระทบจำกัด โดยเริ่มจากกลุ่มนอนแบงก์ เพราะแม้มีการปล่อยสินเชื่อทั้งบุคคลและบัตรเครดิตรวมกันเกือบทั้ง 100% แต่คาดว่าการปล่อยสินเชื่อมีความระมัดระวังพอสมควร เช่น AEON ปล่อยไม่เกิน 2 เท่าของเงินเดือนอยู่แล้ว แต่ผลกระทบน่าจะมีผลต่อการเติบโตในระยะยาวทำให้เป็นอุปสรรคในการขยายธุรกิจเชิงรุก
          ขณะที่การแข่งขันโดยตรงกับธนาคารพาณิชย์จะมีมากขึ้น แต่ระยะสั้นถือว่าราคาหุ้นได้ลดลงตอบรับข่าวนี้แล้ว KTC น่าจะได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกัน แม้ บล.เอเซียพลัส ไม่ได้ทำการศึกษา แต่ราคาที่ลดลงแรงน่าจะสะท้อนข่าวลบไปแล้วเช่นกัน
          ส่วนกรณีของ ธนาคารพาณิชย์ น่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัดเช่นกัน เนื่องจากสัดส่วนสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลรวมกันคิดเป็นเพียง 8% ของสินเชื่อรวม และ ได้ชะลอการปล่อยสินเชื่อประเภทนี้มาระยะหนึ่ง และ มีนโยบายปล่อยสินเชื่อไม่ถึง 5 เท่าของเงินเดือน ซึ่งเน้นฐานลูกค้าระดับกลาง-บนที่มีฐานเงินเดือน 3-5 หมื่นบาทขึ้นไป
          หากพิจารณาเป็นรายธนาคาร พบว่า KTB และ BAY จะได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มฯ เพราะมีสัดส่วนสินเชื่อประเภทนี้คิดเป็น 19% และ 11% โดย KTB เน้นสินเชื่อบุคคลที่เป็นข้าราชการ โดยหักยอดชำระหนี้ผ่านบัญชีเงินเดือน ซึ่งจะกระทบในกลุ่มที่มีฐานเงินเดือนต่ำกว่า 3 หมื่นบาท ส่วน BAY มีฐานลูกค้าบัตร First Choice, Tesco Card ที่มีฐานเงินเดือนขั้นต่ำ 1 หมื่นบาท
          ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ผลกระทบในระยะสั้นจากการปรับอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตลง 2% ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยทั้งธนาคารและนอนแบงก์ในไตรมาสสุดท้ายปีนี้ลดลง 750-900 ล้านบาท ซึ่งในส่วนของธนาคารจะคิดเป็น 0.3% ของรายได้ดอกเบี้ยรวม ขณะที่ผลกระทบในทางปฏิบัติอื่นๆ คาดว่า ผู้ประกอบการจะสามารถบริหารจัดการได้ เพราะเกณฑ์บังคับใช้เฉพาะกับลูกค้าใหม่เท่านั้น และ ให้ระยะเวลาในการปรับตัว อีกทั้ง ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็มีการอนุมัติเพดานสินเชื่อบัตรเครดิตและ สินเชื่อส่วนบุคคลในกรอบที่ไม่หนีไปจากเกณฑ์ใหม่ของธปท.อยู่แล้ว
          โดยยังคงมีมุมมองต่อแนวโน้มสินเชื่อบัตรเครดิต และ สินเชื่อส่วนบุคคลสำหรับทั้งปี 60 ที่ระมัดระวัง แต่ก็สะท้อนภาพนโยบายเครดิตที่รัดกุมจากฝั่งผู้ประกอบการ และ การใช้จ่ายที่ระมัดระวังมากขึ้นของผู้บริโภคมากกว่าที่จะเป็นผลจากมาตรการในครั้งนี้ โดยยังมองประมาณการอัตราการเติบโตของสินเชื่อส่วนบุคคลของระบบ (ธนาคารพาณิชย์และนอนแบงก์) ไว้ที่ 4% (กรอบ 3-5%) ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราการขยายตัวของปี 59 ที่ 4.6% ขณะที่ให้ประมาณการการขยายตัวของสินเชื่อบัตรเครดิตของระบบไว้ที่ 6% (กรอบ 5-7%) เทียบกับตัวเลขทบทวนใหม่ของปี 59 ที่ 8%

***โบรกฯหั่นกำไร KTC ปีนี้ลง 3% ส่วนปีหน้า 14%
          บล.เคจีไอ ออกมาระบุว่า จากเกณฑ์ใหม่ของทางการที่กดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อบัตรเครดิตให้ต่ำลงเหลือแค่ 18% จากเดิม 20% ซึ่งจะมีผลตั้งแต่เดือนก.ย. 60 จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัททันทีประมาณ 500 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 5% ของรายได้ดอกเบี้ย หรือ ประมาณ 3.75% ของรายได้รวม ในขณะที่เกณฑ์ใหม่ในการจำกัดวงเงินสินเชื่อบัตรเครดิต และ สินเชื่อส่วนบุคคล (P-Loan) โดยอิงจากฐานรายได้ต่อเดือนก็จะเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงในด้านของการขยายฐานลูกค้าใหม่ในอนาคต
          โดยประเมินว่า KTC มี 3 วิธีที่จะลดความเสี่ยงของกำไรลงได้จากการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของทางการ อย่างแรก คือ บริหารค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองเพื่อรักษาระดับ NPL coverage และ บริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้สอดคล้องกับจำนวนลูกค้าใหม่ที่จะเพิ่มขึ้นน้อยลง สุดท้ายบริหารค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจากการที่สินเชื่อจะโตต่ำลง ซึ่งมองว่าบริษัทมีความเป็นไปได้สูงที่จะเน้นบริหารค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองแทนที่จะลดค่าใช้จ่ายบริหารภายใน ในขณะเดียวกันก็ยังคงค่าใช้จ่ายด้านการตลาดเอาไว้เพื่อ 
รักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน
          ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา KTC นำกำไรส่วนเกินไปตั้งสำรองเพิ่มเพื่อให้ NPL coverage สูงทำให้สัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก <300% ในปี 56 เป็น 473% ใน 59 และ เป็น 528% ในไตรมาส 2/60 ซึ่งการจะทำให้ NPL coverage สูงขึ้นได้ขนาดนี้ต้องกำหนด credit cost ต่อปีไว้สูงถึง 880bps ซึ่งหากบริษัทยังคง credit cost ไว้ที่ระดับนี้ NPL coverage จะเพิ่มเป็นประมาณ 600% ในสิ้นปีนี้
          ทั้งนี้ KTC ระบุว่าการกำหนด credit cost ไว้สูงมากในอดีตเป็นการสะท้อนถึงมุมมองที่ระมัดระวังของผู้บริหาร ซึ่งเผื่อไว้สำหรับความเสี่ยงทั้งทางด้านเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเอาไว้แล้ว ซึ่งคาดว่ากำไรจะหายไปประมาณ 500 ล้านบาท ประเมินจากบริษัทปรับลด credit cost ลงแค่ 60bps ก็ชดเชยได้แล้ว ซึ่งมองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่บริษัทจะทำเช่นนั้น เพราะ NPL coverage ยังสูง จากการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของทางการทำให้ปรับลดสมมติฐานยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในปี 60 เหลือ 8% จากเดิมปีละ 10% และ ปี 61 เหลือ 0% จากเดิมปีละ 12% สมมติฐานอัตราการเติบโตของสินเชื่อเป็น 8% ในปี 60 และ 1% ในปี 61 และ credit cost ปี 60 เป็น 880bps และ ปี 61 เป็น 820bps แต่คงสมมติฐานสัดส่วนต้นทุนต่อรายได้ไว้ที่ปีละ 38% ดังนั้นจึงได้ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 60 ลง 3% และ ปี 61 ที่ 14% โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 118 บาท อิงจาก P/E ที่ 10.5 เท่ากับค่าเฉลี่ย 5 ปี ย้อนหลัง


    สุดท้ายแล้วความหวังดีของธปท. ที่จะสกัดกั้น “คนรุ่นใหม่” ไม่ให้เป็น “หนี้จนเกินตัว” จะได้ผลหรือไม่งานนี้ต้องรอเวลาประเมินอีกระยะหนึ่ง แต่ที่แน่ๆ รายได้ดอกเบี้ย และ กำไรหายไปอย่าแน่นอน ซึ่งผู้ประกอบการอย่าง “นอนแบงก์” ที่จะเจ็บหนักสุด มากกว่า “แบงก์” ที่มีหลายธุรกิจรองรับ
 
รายงานโดย : กรณัช พลอยสวาท  

บทความแนะนำ ล่าสุด

ดูบทความทั้งหมด

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh