บทความแนะนำ

| 25 กรกฎาคม 2560

ภาคเกษตรไทยกระอัก 2.5 พันลบ. หลังรัฐฯ จัดระเบียบต่างด้าว

         หลังจากรัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกำหนด 'พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560' หรือ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวฉบับใหม่ ที่ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2560  โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2560 เป็นต้นไป ทำให้ภาคธุรกิจทั้งขนาดใหญ่ ท่องเที่ยว บริการ จนไปถึงกลุ่ม SME ระส่ำหนัก เพราะแรงงานต่างด้าวต้องกลับไปขึ้นทะเบียนที่ประเทศตัวเองเป็นจำนวนมาก   

          กฎหมายฉบับใหม่ เพิ่มโทษให้มีอัตราโทษสูงขึ้น ทั้งฝั่งของนายจ้างหากใช้แรงงานผิดกฎหมายโทษปรับสูงสุด 400,000-800,000 บาท ส่วนบุคคลใดหลอกลวงว่านำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศได้มีโทษจำคุก 3.-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 600,000-1,000,000 บาท ด้านคนต่างด้าวหากทำผิดกฎหมายอาจปรับสูงสุดถึง 100,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 5 ปี  จากประเด็นเหล่านี้ส่งผลให้ภาคแรงงานต่างด้าวเดินทางกลับประเทศเป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา 
          ในเบื้องต้นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. จึงได้ประกาศใช้อำนาจมาตรา 44 ผ่อนปรน 4 มาตรา พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว โดยชะลอการบังคับใช้ออกไปอีก 180 วัน และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 โดยระหว่างนี้ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามกฎหมาย หรือคำสั่งนี้ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ และให้กระทรวงแรงงานดำเนินการแก้ไขหรือปรับปรุงกฎหมาย ว่าด้วยการบริหารจัดการการทํางานของคนต่างด้าว เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภาย 120 วัน 
          ซึ่งในช่วงนี้บรรดานายจ้างและคนงานต่างด้าวจะมีระยะเวลาสามารถดำเนินการเรื่องต่างๆ ให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ อย่างไรก็ตามเมื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นทางการแล้ว คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคแรงงานในประเทศไทยอย่างแน่นอน โดยเฉพาะงานที่คนไทยไม่นิยมทำกันอย่างงานในกลุ่มภาคเกษตรกรรม  
 
*** ชี้ Q1/60 แรงงานเกษตรไทยเหลือ 11 ล้านคน
          ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร (KU - OAE Foresight Center : KOFC) เปิดเผยถึงสถานการณ์แรงงานภาคเกษตรไทย ซึ่งปัจจุบันประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร และจากข้อมูลพบว่า ปี 2554-2560 ของช่วงไตรมาส 1 แรงงานภาคเกษตรมีแนวโน้มลดลง โดยในปี 2554 มีจำนวนแรงงานภาคเกษตร 14.88 ล้านคน และลดลงมาเป็น 11 ล้านคนในช่วงไตรมาสที่1ปี 2560  แต่นอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น จาก 23.58 ล้านคน ในปี 2554 เป็น 26.4 ล้านคนในช่วงไตรมาสที่1  ปี 2560 
          อีกทั้งแรงงานภาคเกษตรที่มีอยู่เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (aging society) เพิ่มขึ้น ประกอบกับแรงงานภาคการเกษตรวัยหนุ่มสาวที่ได้รับการศึกษาเคลื่อนย้ายเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม และเกษตรกรมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากราคาปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืช ค่าจ้างแรงงาน จึงเป็นเหตุให้มีการนำเข้าแรงงานต่างด้าวเพื่อลดต้นทุนการผลิตและทดแทนแรงงานของไทย 
          อย่างไรก็ตามการจัดการแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานตามฤดูกาล และมาเช้า-เย็นกลับยังไม่สามารถกำหนดเป็นกฎกระทรวงได้อย่างชัดเจน จึงเกิดปัญหาในการจัดการแรงงานภาคการเกษตร เป็นแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายหรือไม่ได้จดทะเบียนเป็นจำนวนมาก อีกทั้งแรงงานต่างด้าวเหล่านี้มีการลักลอบเข้าประเทศอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน การเดินทางเข้าออกสามารถทำได้ง่าย จึงส่งผลทำให้เกิด พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวขึ้นมา 

*** ต่างด้าวที่ได้ใบอนุญาตอยู่ที่ 1.56 ล้านคน - ชาวเมียนมามากสุดเฉียด 1 ล้านคน  
          KOFC ได้ติดตามถึงสถานการณ์แรงงานต่างด้าวที่มีต่อเศรษฐกิจการเกษตรไทย พบว่า แรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานในไทยเดือนมิถุนายน 2560 มีอยู่ทั้งสิ้น 1.56 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเข้าเมืองตามมาตรา 9 พิสูจน์สัญชาติเดิม (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์) 904,377 คน หรือ 58.03%  รองลงมาคือ มาตรา 9 นำเข้าตาม MOU จำนวน 439,785 คนหรือ 28.22% มาตรา 9 ทั่วไป จำนวน 101,818คน หรือ 6.53% และประเภทอื่นๆ  7.55%

แรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานในราชอาณาจักร ณ เดือนมิถุนายน 2560

สัญชาติ

เมียนมาร์

ลาว

กัมพูชา

อื่นๆ

รวม

จำนวน(ราย)

982,467

108,908

257,284

209,747

1,558,406

ที่มา : สถิติจำนวนคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานคงเหลือทั่วราชอาณาจักร
ประจำเดือน มิถุนายน 2560 สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว, กรกฎาคม 2560

          โดยข้อมูลจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าวระบุว่า แรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานในประเทศไทยเดือนมิถุนายน 2560 พบว่าสัญชาติเมียนมาได้รับการจดทะเบียนมากที่สุด 982,467 คน รองลงมาคือสัญชาติกัมพูชา 257,284 คน สัญชาติลาว 108,908 คน และสัญชาติอื่นๆ 209,747 คน 
          ด้านแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในภาคเกษตร มีจำนวน 248,281 คน แบ่งออกเป็นแรงงานภาคเกษตรและปศุสัตว์ 149,799 คน และแรงงานประมง 98,482 คน โดยในกลุ่มนี้แบ่งเป็นแรงงานที่ได้รับอนุญาตทำงานในประเทศไทย กิจการประมง 17,655 คน กิจการแปรรูปสัตว์น้ำ 80,827 คน

*** มิ.ย.60 มีแรงงานต่างด้าวภาคเกษตรเฉียด 2.5 แสนคน -  สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 1.78 หมื่นลบ. 
          เมื่อวิเคราะห์ผลกระทบจาก พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ต่อภาคเกษตรไทย พบว่า ได้เพิ่มบทลงโทษกรณีที่นายจ้างจ้างแรงงานผิดกฎหมาย ช่วยให้แรงงานต่างด้าวเข้าสู่ระบบมากขึ้น และเป็นการแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย โดยการจ้างแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศ ซึ่งตามสถิติมีจำนวนคนต่างด้าวภาคเกษตรที่ได้รับอนุญาตทำงาน คงเหลือทั่วราชอาณาจักร ประจำเดือนมิถุนายน 2560  จำนวน 248,281 ราย (เกษตรและปศุสัตว์,ประมง)   เป็นแรงงานภาคเกษตรและปศุสัตว์ 149,799 คน และแรงงานประมง 98,482 คน โดยแบ่งเป็นแรงงานที่ได้รับอนุญาตทำงานในราชอาณาจักร กิจการประมง 17,655 คน กิจการแปรรูปสัตว์น้ำ 80,827 คน เป็นแรงงานประมงทะเลจดทะเบียนใหม่  (1 เม.ย. - 19 มิ.ย.  58) จากการขึ้นทะเบียน ณ ศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ (OSS) ทั่วราชอาณาจักร  ก่อให้เกิดผลด้านมูลค่าทางเศรษฐกิจ 17,876.23 ล้านบาท

 

จำนวนแรงงานต่างด้าวแยกตามประเภทกิจการที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน

ประเภทกิจการที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน

จำนวนแรงงานต่างด้าว (คน)

เกษตร ปศุสัตว์

149,799

ประมง

98,482

-กิจการประมง

17,655

- กิจการแปรรูปสัตว์น้ำ

80,827

รวม

248,281

ที่มา : สถิติจำนวนคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานคงเหลือทั่วราชอาณาจักร ประจำเดือน มิถุนายน 2560
สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว, กรกฎาคม 2560

          นอกจากนี้ ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร ได้ทำการวิเคราะห์ประเด็นเพิ่มเติมด้านแรงงานต่างด้าวที่ไม่ได้ถูกจัดเก็บข้อมูลในระบบหรือยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ซึ่งจากการประเมินเบื้องต้น พบว่า มีประมาณ 1 ล้านราย โดยคิดเป็นแรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบ (เกษตรและปศุสัตว์,ประมง) ประมาณ 17% หรือ จำนวน 170,000 ราย 
 
*** หวั่นต่างด้าวหาย 15% ป่วนภาคเกษตรไทย 2.5 พันลบ.
          เมื่อได้ทำการวิเคราะห์ผลกระทบเศรษฐกิจภาคเกษตร จากกรณีที่แรงงานต่างด้าวภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบเดินทางกลับประเทศหรือย้ายกลับถิ่นฐานเดิมของตนเองโดยแบ่งเป็น 3 กรณี ดังนี้
         กรณีที่ 1 แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบขาดไป ร้อยละ 5 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตร สินค้าพืช จำนวน 434.31 ล้านบาท รองลงมา คือ สาขาประมง 244.80 ล้านบาท และสาขาปศุสัตว์ 174.42   ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 853.53 ล้านบาท  
         กรณีที่ 2 แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบขาดไป ร้อยละ 10 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตร สินค้าพืช จำนวน 868.62 ล้านบาท รองลงมา คือ สาขาประมง 489.60 ล้านบาท และสาขาปศุสัตว์ 348.84 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าสิ้น1,707.06 ล้านบาท  
         กรณีที่ 3 แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบขาดไป ร้อยละ 15 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตร สินค้าพืชจำนวน 1,302.93   ล้านบาท สาขาประมง 734.40 ล้านบาท และสาขาปศุสัตว์ 523.26 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 2,560.59 ล้านบาท

 

มูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจการเกษตร

สมมติฐานในกรณีต่าง ๆ

มูลค่าทางเศรษฐกิจ (ล้านบาท)

พืช

ปศุสัตว์

ประมง

รวม

กรณีที่ 1 แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบขาดไป ร้อยละ 5

434.31

174.42

244.80

853.53

กรณีที่ 2 แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบขาดไป ร้อยละ 10

868.62

348.84

489.60

1,707.06

กรณีที่ 3 แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรที่อยู่นอกระบบขาดไป ร้อยละ 15

1,302.93

523.26

734.40

2,560.59

ที่มา: จากการคำนวณโดยศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร

***แนะปรับบทลงโทษ-นำเทคโนโลยีการเกษตรเข้าช่วย 
          ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย  2 ระยะ ดังนี้
          ระยะสั้น  1.ปรับบทลงโทษหรือขยายระยะเวลาการนำ พ.ร.ก. มาใช้เนื่องจากบทลงโทษที่เกิดจาก พ.ร.ก. นั้นค่อนข้างรุนแรงและกะทันหัน เกิดปัญหาการปรับตัวไม่ทัน ส่งผลกระทบผู้ผลิตหรือเจ้าของกิจการที่ทำการเกษตรโดยการจ้างแรงงานต่างด้าว ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมาย  2.ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมอำนวยความสะดวกในการขึ้นทะเบียน ลดความซับซ้อน ยุ่งยากเพื่อให้ผู้ประกอบการและแรงงานมีความสะดวกมากขึ้น เช่น การให้บริการของศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (ONE STOP SERVICE) และควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ เพื่อกระตุ้นและเร่งรัดให้นายจ้าง ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวอย่างถูกกฎหมายได้ทันระยะเวลาที่ภาครัฐพิจารณาขยายให้
          ระยะยาว  1. ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีการเกษตรไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน  และ 2. การจัดงบประมาณในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว โดยส่วนหนึ่งได้มาจากเงินค่าธรรมเนียมต่างๆ  ที่ได้จากการจดทะเบียนหรือต่ออายุแรงงานต่างด้าวที่รัฐสมทบให้อีกส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ ให้มีเงินงบประมาณสนับสนุนอย่างเพียงพอต่อกรรมการด้านต่าง ๆ ที่จะสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนในการแก้ปัญหาดังกล่าวได้
 
          ในระหว่างนี้ที่คสช.ยืดเวลาใช้พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวฉบับใหม่ รวมถึงให้กระทรวงแรงงานดำเนินการแก้ไขหรือปรับปรุงกฎหมาย หลายๆหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ประกอบการคงต้องปรับตัวให้ทันก่อนบังคับใช้จริงขึ้นมา ซึ่งถึงเวลานั้นก็หวังว่าประเทศไทยจะพร้อมรับมือกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลง เพราะต้องยอมรับว่าแรงงานเป็นฟันเฟืองสำคัญของภาคธุรกิจที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้    
          หากจะมองในแง่ดีคือการออกกฎหมายคุมเข้มแรงงานต่างด้าวรอบนี้ จะช่วยให้สิ่งต่างๆ ในวงจรแรงงานที่เคยอยู่นอกลู่นอกทาง กลับอยู่ในกรอบกฎหมายที่เป็นสากลมากขึ้น นั่นหมายความว่าจะต่อยอดไปถึงการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ที่ต่างประเทศกำลังจับตาประเทศไทยอยู่  แต่ก็ต้องยอมรับว่าก่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ประเทศไทยก็จะต้องเผชิญปัญหาแรงงานขาดแคลนอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งนั่นเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลชุดนี้ต้องเร่งแก้แบบเร่งด่วน มิเช่นนั้นความหวังที่ก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 อาจจะถูกยืดออกไปแบบไร้จุดหมายจากการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวก็เป็นได้  

 

รายงานโดย : ชุติมา อภิชัยสุขสกุล 
 
 
 

บทความแนะนำ ล่าสุด

ดูบทความทั้งหมด

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh